บทที่ 7 หมั้นหมาย
เช้าวันใหม่...
แสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้าสาดส่องผ่านม่านโปร่งสีครีบภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์วรเมธาวี บรรยากาศโดยรอบยังคงเงียบสงบเช่นทุกวัน หากแต่เช้าวันนี้กลับมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป เมื่อคุณเมธาและภรรยาได้เชิญคุณศิระพร้อมด้วยศรัณย์มาร่วมรับประทานอาหารเช้าและพูดคุยเรื่องสำคัญภายในบ้าน
มินตาซึ่งเพิ่งลงมาจากชั้นบนในชุดเดรสสีชมพูอ่อนสำหรับอยู่บ้านชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแขกทั้งสองนั่งอยู่ภายในห้องรับแขก หญิงสาวยกมือไหว้คุณศิระด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะหันไปยกมือไหว้ชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างบิดาของตน
“สวัสดีค่ะคุณลุง สวัสดีค่ะพี่รัณย์” หญิงสาวกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส พร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนตามมารยาทที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก
“สวัสดีครับน้องมิน” ศรัณย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ดวงตาคมกริบทอดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยนและแฝงความรู้สึกบางอย่างที่เธอคาดไม่ถึง
มินตายิ้มให้เขาโดยไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปนั่งลงบนโซฟาข้างมารดา เพราะสำหรับเธอแล้ว การที่ศรัณย์มาที่บ้านในช่วงเช้าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ชายหนุ่มสนิทสนมกับครอบครัวของเธอมาตั้งแต่เด็ก และเธอเองก็คุ้นชินกับการมีเขาอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด
“คุณพ่อมีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่าคะ ถึงได้เรียกมินลงมาพร้อมกันแบบนี้?” มินตาเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ ดวงตากลมโตกวาดมองใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่ดูเคร่งขรึมและจริงจังกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
“มีเรื่องสำคัญจริง ๆ จ้ะลูก” มารดาของเธอตอบพลางเอื้อมมือมาลูบแขนลูกสาวเบา ๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เธอตั้งใจฟัง
“นั่งฟังคุณพ่อก่อนนะ” หญิงสาวพยักหน้ารับด้วยความงุนงง ก่อนจะหันสายตากลับไปมองบิดาที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามด้วยความรอคอยคำตอบ
คุณเมธาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ก่อนจะเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
“มิน... ช่วงที่ผ่านมา บริษัทของพ่อมีปัญหาเรื่องการเงินค่อนข้างหนัก ลูกคงพอจะสังเกตเห็นว่าพ่อเครียดมากแค่ไหน”
มินตาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจกระตุกวูบ เธอรู้ดีว่าบิดามีเรื่องให้กังวลใจอยู่หลายวันจนนอนไม่หลับ แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่ารายละเอียดลึก ๆ เกี่ยวกับปัญหาภายในบริษัทจะร้ายแรงถึงเพียงนี้
“ค่ะ มินเห็นคุณพ่อทำงานหนักมากเลย” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อบิดาอย่างปิดไม่มิด
“ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้วนะลูก” เมธากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มโล่งใจ พลางเหลือบมองศิระและศรัณย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ต้องขอบคุณคุณลุงศิระกับพี่รัณย์ที่เข้ามาช่วยเหลือทั้งเรื่องเงินทุนและการบริหารจัดการ ทำให้บริษัทของเราสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้”
“ดีแล้วค่ะคุณพ่อ” มินตายิ้มออกมาด้วยความโล่งใจอย่างแท้จริง เมื่อรับรู้ว่าภาระอันหนักอึ้งของบิดาได้รับการคลี่คลายลงแล้ว
“มินดีใจที่บริษัทของเรากลับมาดีขึ้นแล้ว”
“ใช่ลูก แต่เรื่องที่พ่ออยากจะคุยกับมินในวันนี้ ไม่ได้มีแค่นั้น”
รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหญิงสาวค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อยเมื่อเห็นสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียดของบิดา
เมธาขยับตัวนั่งให้ตรงขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคสำคัญที่เขาและเพื่อนสนิทได้ร่วมกันคิดทบทวนมาตลอดทั้งคืน
“พ่อกับคุณลุงศิระได้ปรึกษากันแล้วว่า อยากให้มินหมั้นกับพี่รัณย์”
“คะ?”
มินตาเบิกตากว้างขึ้นทันทีด้วยความตกใจสุดขีด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินสิ่งที่บิดาพูดออกมาเมื่อครู่ถูกต้องหรือไม่
“หมั้นเหรอคะ?”
“ใช่ลูก” เมธาพยักหน้ารับยืนยันคำพูดของตนเองด้วยแววตานิ่งสงบ
“พ่อกับคุณลุงเห็นตรงกันว่า ถ้าสองครอบครัวของเรามาเกี่ยวดองกันอย่างเป็นทางการ ก็จะช่วยให้ความร่วมมือทางธุรกิจมั่นคงยิ่งขึ้น พิทักษ์เทวากุลกับวรเมธาวีจะได้ร่วมกันพัฒนาธุรกิจต่อไปในระยะยาว”
มินตานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตากลมโตหันขวับไปมองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่ข้างคุณศิระอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ศรัณย์ยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่ที่เดิม ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ทว่าภายในแววตาและหัวใจกลับเต็มไปด้วยความคาดหวังลึก ๆ ที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
“พี่รัณย์...” หญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสั่นพร่า ก่อนจะรีบหันกลับไปมองบิดาอีกครั้งเพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม
“คุณพ่อคะ แต่ว่า...”
“พ่อรู้ว่ามินอาจจะตกใจ แต่พ่ออยากให้ลูกลองคิดดูดี ๆ นะ พี่รัณย์เป็นคนที่พ่อไว้ใจได้มากที่สุดคนหนึ่ง เขาดูแลมินมาตั้งแต่เด็ก แล้วตอนนี้ก็ยังเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของเราอีก” เมธาพยายามอธิบายเหตุผลด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่มันไม่เกี่ยวกันนี่คะคุณพ่อ!” มินตาเผลอส่งเสียงดังและพูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนใจ ก่อนจะรีบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเมื่อตระหนักได้และเห็นสายตาของผู้ใหญ่ทุกคนที่หันมามองเป็นตาเดียว
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติและพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านของตนเอง ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“มินรู้ค่ะว่าพี่รัณย์เป็นคนดี แล้วมินก็ขอบคุณพี่รัณย์มากจากใจจริงที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบริษัทของเรา แต่การที่พี่เขาช่วยครอบครัวของเรา มันไม่ได้หมายความว่ามินจะต้องเอาชีวิตรักของตัวเองไปผูกมัดหรือหมั้นหมายกับพี่เขานี่คะ”
เมธาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงของลูกสาว
“มิน...” บิดาเอ่ยเรียกเสียงอ่อนลง
“มินไม่ได้รังเกียจพี่รัณย์นะคะคุณพ่อ” หญิงสาวรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงร้อนรน กลัวว่าบิดาจะเข้าใจผิดเจตนาของตน
“มินรักและเคารพพี่รัณย์เหมือนพี่ชายแท้ ๆ คนหนึ่งมาตลอดชีวิต มินไม่เคยคิดเกินเลยกับพี่เขาเป็นอย่างอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วจะให้มินก้าวข้ามความรู้สึกนี้ไปหมั้นกับพี่เขาได้ยังไงล่ะคะ?”
คำพูดที่เอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมานั้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบงันสนิททันที
ศรัณย์ที่นั่งฟังอยู่ข้างบิดารู้สึกราวกับมีค้อนหนักอึ้งนับสิบคั้นกระแทกลงมากลางอก จนแทบหายใจไม่ออก
แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่ามินตายังไม่เคยมองเขาในฐานะอื่นนอกจากพี่ชาย แต่เมื่อได้ยินคำพูดตัดเยื่อใยเหล่านั้นออกจากปากของหญิงสาวตรง ๆ ความเจ็บปวดก็ยังคงแล่นริ้วผ่านเข้ามาโจมตีหัวใจอย่างไม่อาจห้ามปรามได้
เขาก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่วางประสานแน่นอยู่บนตักเพื่อซ่อนอาการไหวสั่น ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวอีกครั้งด้วยความยากลำบาก
มินตาหันมาจ้องมองสบตาเขาพอดีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอน
“พี่รัณย์ก็คิดเหมือนมินใช่ไหมคะ?”
ศรัณย์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ปล่อยให้เวลาผ่านไปท่ามกลางความอึดอัด
หญิงสาวยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาคาดหวังเต็มเปี่ยม ราวกับกำลังรอคอยให้พี่ชายที่เธอสนิทสนมและไว้วางใจช่วยพูดปฏิเสธเรื่องราวบ้า ๆ นี้ไปพร้อมกับเธอ
ชายหนุ่มรู้สึกหน่วงแปล๊บขึ้นมาในอกข้างซ้ายอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบและสงบที่สุด
“เรื่องนี้... พี่คิดว่าคุณอาเมธากับคุณพ่อคงมีเหตุผลที่ดีของท่านครับ”
มินตาขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความไม่พอใจเมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ตรงกับใจเธอ
