บทที่ 2 ทักษะเอาตัวรอด
กิ่งฟ้าส่ายหน้าปลงๆ แต่ก็ไม่ได้กดโอนเงินคืน เพราะรู้กมลสันดานเพื่อนดีว่า คืนไปยัยนี่ก็หาทางยัดเยียดกลับมาให้อยู่ดี นี่แหละวิธีหยิบยื่นความช่วยเหลือสไตล์มะนาว ดูเผินๆ เหมือนตรรกะวิบัติ แต่ลึกๆ เพราะอยากให้เธอมีรายได้เพิ่ม
“อ้อ ถ้าเทอมนี้ฉันสอบตกวิชานี้ขึ้นมา...”
มะนาวพูดพลางลุกขึ้นคว้ากระเป๋าแบรนด์เนม
“แกต้องรับผิดชอบชีวิตฉันด้วยนะ”
“ฝันไปเถอะ”
“ชิ! เย็นชาจังน้า”
มะนาวบ่นอุบแต่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้ม
“ไปล่ะ เดี๋ยวช่างคิวทองรอนาน”
“ไหนว่าไปดูงาน”
“ก็ไปดูงานพร้อมทำเล็บไง บายยย”
มะนาวส่งจูบลอยลมให้หนึ่งที ก่อนจะสับส้นสูงเดินสะบัดบ๊อบจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่ลอยอวลในอากาศ
กิ่งฟ้ามองตามแผ่นหลังเพื่อนแล้วส่ายหน้า แต่แววตากลับทอประกายอ่อนโยนลง เธอกระจ่างใจดีว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่มีมะนาวเป็นเพื่อน... แม้จะเป็นเพื่อนที่ขยันหาเรื่องปวดหัวมาให้ไม่เว้นแต่ละวันก็ตาม
หญิงสาวจัดการรวบรวมจานชาม ลุกขึ้นสะพายกระเป๋าผ้าแคนวาสใบเก่ง แล้วก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังตึกคณะบริหารธุรกิจ
ตึกคณะบริหารธุรกิจโอ่อ่าและหรูหราราวกับห้างสรรพสินค้า แตกต่างจากตึกคณะจิตวิทยาของเธอลิบลับ กิ่งฟ้าก้าวเข้ามาในห้องเลกเชอร์สโลปขนาดใหญ่ก่อนเวลาเริ่มคลาสเพียงไม่กี่นาที
เธอเลือกทิ้งตัวลงนั่งแถวกลางค่อนไปทางด้านหลัง สมุดเลกเชอร์ถูกกางออก ปากกาถูกจัดวางพร้อมรบ
นักศึกษาสาวสองคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ กำลังกระซิบกระซาบกันอย่างออกรส
“แกคิดว่าตัวจริงจะหล่อโฮกเหมือนในรูปรึเปล่า”
“ในรูปว่าออร่าจับแล้ว ตัวจริงน่าจะหล่อทำลายล้างกว่านี้แน่ๆ”
“แต่เขาเมาท์กันว่าฮีโหดมากนะแก รุ่นพี่บอกว่าปีที่แล้วมีคนพรีเซนต์งานไม่ตรงประเด็น โดนฮีฉีกหน้ากลางคลาสจนร้องไห้วิ่งหนีออกจากห้องเลยนะ!”
กิ่งฟ้าได้ยินชัดเจนแต่เลือกที่จะปิดสวิตช์รับรู้ ก้มลงไล่สายตาอ่านโครงร่างการบรรยายในชีตของมะนาวแทน ไม่กี่อึดใจต่อมา บานประตูห้องเลกเชอร์ก็ถูกผลักออก อาจารย์ประจำวิชาเดินนำหน้าเข้ามา ตามด้วยเลขาหนุ่มใส่แว่นท่าทางเจ้าระเบียบ...
และปิดท้ายด้วยร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามากดดันมวลอากาศในห้องให้หนักอึ้ง
วายุ วรโชติ
ความเงียบสงัดโรยตัวลงครอบคลุมทั่วทั้งห้องในฉับพลันราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง
เขาสูง... สูงกว่าที่ประเมินไว้จากในรูปมาก สูทสีเทาเข้มสั่งตัดพอดีตัวรับกับช่วงไหล่กว้างและช่วงขาที่ยาวสมส่วน แต่สิ่งที่สะกดทุกสายตาไม่ใช่แค่ความหล่อเหลาระดับดาราหน้ากล้อง
ทว่าเป็นบรรยากาศที่แผ่กระจายรอบตัวต่างหาก นิ่งสงบ เฉียบขาด และกดดันมหาศาล... จนหลายคนเผลอยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาไม่ได้ดังกึกก้อง แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้ห้องที่เงียบอยู่แล้ว เงียบกริบลงไปอีกระดับ
“ผมไม่ใช่พวกชอบเปิดสไลด์อ่าน หรือประดิษฐ์คำสวยหรูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ”
นัยน์ตาคมกริบกวาดมองนักศึกษาทีละแถวอย่างเชื่องช้า คล้ายกับราชสีห์ที่กำลังประเมินลูกแกะ
“ดังนั้น ถ้าใครในห้องนี้คิดแค่จะมานั่งหลับตาฟัง แล้วรอเวลาเลิกคลาส... เตรียมตัวผิดหวังได้เลย เพราะผมจะ 'ตั้งคำถาม' ตลอดเวลา”
มวลอากาศในห้องเปลี่ยนความกดอากาศกะทันหัน คนที่เพิ่งเตรียมจะแอบเล่นมือถือรีบคว้าปากกาขึ้นมาจดจ่อแทบไม่ทัน
กิ่งฟ้าเผลอหลุดยิ้มบางเบาที่มุมปาก มะนาวไม่ได้โฆษณาเกินจริง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่สไตล์วิทยากรโลกสวย แต่เขาคือของจริง... คนที่พร้อมจะบีบคั้นให้ผู้ฟังต้องคิดตามจนหัวหมุน
เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วโมง วายุเดินบรรยายไปรอบๆ หน้าเวที เขาโยนคำถามง่ายๆ ไปให้กลุ่มนักศึกษาด้านหน้า เมื่อมีคนตอบไม่ตรงประเด็น เขาก็ใช้คำพูดที่สุภาพแต่เชือดเฉือนจนคนตอบหน้าเจื่อน นั่งลงแทบไม่ทัน
และแล้ว... คำถามทดสอบที่แท้จริงก็ถูกโยนลงมากลางวง
“สมมติว่าคุณมีองค์กรที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่งมานาน แต่ตอนนี้บริบทตลาดเปลี่ยนไปแล้ว ผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ไม่รู้สึกคอนเนกต์กับแบรนด์คุณอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน บอร์ดบริหารยุคเก่าที่กุมอำนาจอยู่ ก็ดื้อรั้นและปฏิเสธที่จะปรับตัว...”
วายุหยุดเดิน หันมาประจันหน้ากับนักศึกษาทั้งฮอลล์ “ในฐานะผู้นำ คุณจะแก้เกมนี้ยังไง?”
มีแต่ความเงียบและคนหลบสายตาเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าเอาคอไปพาดเขียงให้วิทยากรจอมโหดสับเล่น
จนกระทั่ง... กิ่งฟ้าที่ทนความอึดอัดไม่ไหว ตัดสินใจยกมือขึ้นจนสุดแขน พร้อมกับเสียงใสแต่หนักแน่นที่ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
“หนูคิดว่า ต่อให้เราจะพยายามรีแบรนด์ ทาสีองค์กรใหม่ให้สวยหรูแค่ไหน แต่ถ้าผู้บริหารชุดเก่ายังมีมายด์เซตแบบเดิม... สุดท้ายผู้บริโภคก็จับโป๊ะได้อยู่ดีค่ะ”
สายตานับร้อยคู่ตวัดหันมามองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว
วายุเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบพุ่งตรงมาที่เธอ
“อธิบายเพิ่มสิครับ”
เขาเอ่ยเรียบๆ ทว่าแฝงแววท้าทาย
กิ่งฟ้านั่งหลังตรง เผชิญหน้ากับสายตากดดันระดับ CEO ระดับประเทศอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ภาพลักษณ์ ค่ะ แต่อยู่ที่'ค่านิยม ของคนข้างใน ถ้าหน้าฉากเราป่าวประกาศว่าเข้าใจคนรุ่นใหม่ แต่หลังฉากผู้บริหารยังบ้าอำนาจ มองลูกค้าเป็นแค่ตัวเลขหวังแต่ทำกำไร... ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้โง่นะคะ เขาสัมผัสได้ถึงความ ปลอม ของแบรนด์ และพร้อมจะแบนสินค้าทันที”
ดวงตาหลายคู่ในห้องเบิกกว้าง ไม่มีใครกล้าใช้คำว่า ปลอม หรือ จับโป๊ะ ในคลาสบริหารธุรกิจแบบนี้มาก่อน
วายุยังคงจ้องมองหญิงสาวนิ่ง หรี่ตาลงเล็กน้อย ภายในใจของชายหนุ่มเกิดความรู้สึกทึ่งอย่างประหลาด ตลอดชีวิตการทำงานของเขา มีแต่คนใช้คำศัพท์หรูหราเพื่อประจบประแจงและเอาใจ แต่เด็กผู้หญิงคนนี้กลับกล้าฉีกหน้ากากโลกธุรกิจด้วยคำพูดบ้านๆ ที่แทงทะลุถึงแก่นแท้
“แล้วถ้าบอร์ดบริหารรุ่นเก่าเป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ไม่ยอมขยับตัวจริงๆ ล่ะ คุณจะจัดการยังไง”
เขายิงคำถามรุกฆาต หวังจะต้อนให้เธอจนมุม
“ถ้าเปลี่ยนคนไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีสื่อสารเพื่อชี้ให้เขาเห็นต้นทุนค่าเสียโอกาส ค่ะ”
เธอสวนกลับทันควัน ไม่มีอาการลังเลแม้แต่นิดเดียว
“เอาข้อมูล ไปคุยในสิ่งที่เขาแคร์ ผู้บริหารบางคนไม่สนเสียงด่าในเน็ต สนแค่อำนาจกับกำไร เราก็ต้องกางตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่า... การทำตัวดักดานอยู่กับที่ มันมีราคาแพงมหาศาลที่เขาต้องจ่าย”
มุมปากของชายหนุ่มกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ... เป็นรอยยิ้มแรกที่นักศึกษาในห้องได้เห็นตั้งแต่เขาเดินเข้ามา
“คุณชื่ออะไร”
“กิ่งฟ้าค่ะ”
“เรียนคณะอะไร”
“จิตวิทยาค่ะ”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นรอบห้อง คนที่วิเคราะห์เกมธุรกิจและฉีกหน้ากากพฤติกรรมผู้บริโภคได้คมกริบที่สุดในคลาสบริหาร... ดันเป็นเด็กจิตวิทยาที่หลงเข้ามาเรียน!
วายุหันไปมองหน้านพ เลขาส่วนตัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะตวัดสายตากลับมาหยุดที่ใบหน้าเรียบเฉยของกิ่งฟ้า
“แล้วทำไมเด็กจิตวิทยา ถึงมานั่งเรียนคลาสบริหารธุรกิจล่ะครับ”
