บทที่ 3 วงโคจรนอกเส้นทาง
กิ่งฟ้าชะงักไปชั่วอึดใจ... ถ้าบอกว่ารับจ้างมาจดเลกเชอร์ มะนาวต้องโดนเชือดแน่ๆ สุดท้าย เธอจึงเลือกใช้ทักษะเอาตัวรอดขั้นสูง ตอบด้วยความจริงเพียงครึ่งเดียว
“เพราะหนูมองว่าพฤติกรรมผู้บริโภค แก่นแท้มันก็คือพฤติกรรมมนุษย์นี่แหละค่ะ”
เธอสบตาเขาตรงๆ อย่างท้าทาย
“หนูเลยคิดว่าคลาสนี้น่าจะสนุก และหนูก็น่าจะฟังรู้เรื่อง”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังครืนขึ้นจากเพื่อนร่วมคลาส ทว่าวายุไม่ได้หัวเราะ
เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอนิ่งนานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“คำตอบน่าสนใจมากครับ... เชิญนั่ง”
ประโยคสั้นๆ แต่กิ่งฟ้ากลับรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปตามกระดูกสันหลัง ตลอดเวลาที่เหลือของการบรรยาย
ดวงตาคมกริบคู่นั้นมักจะกวาดมาหยุดพักที่ตัวเธอนานกว่าคนอื่นเสมอ นานจนเธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ จนกระทั่งอาจารย์ประกาศเลิกคลาส
ทันทีที่คลาสเรียนสุดโหดจบลง เสียงจอแจก็ระเบิดขึ้นราวกับนกกระจอกแตกรัง นักศึกษาหลายคนกรูกันไปหน้าเวทีเพื่อขอคำปรึกษาและขอถ่ายรูปเซลฟีกับท่านประธานหนุ่ม
กิ่งฟ้ารูดซิปกระเป๋า เก็บสมุดเลกเชอร์อย่างเงียบเชียบ ไม่คิดจะเข้าไปร่วมวงด้วย เธอต้องรีบสับเท้าไปเข้ากะทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟใกล้มหาวิทยาลัยให้ทันเวลา
“จ๊ะเอ๋!”
เสียงทักทายพร้อมแรงตบไหล่ป้าบใหญ่ทำเอากิ่งฟ้าสะดุ้งสุดตัว พอหันไปก็เจอ มะนาว ยืนฉีกยิ้มกว้างอยู่
“แกไม่ได้หนีไปดูงานเหรอ”
กิ่งฟ้าขมวดคิ้ว
“ก็ดูงานเสร็จปุ๊บก็รีบบึ่งรถกลับมานี่ไง!”
มะนาวคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนเพื่อน นัยน์ตาเบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ
“แก... ฉันแอบฟังเพื่อนหน้าห้องเมาท์กันให้แซด ว่ามีเด็กจิตวิทยาฟาดทฤษฎีใส่ท่านประธานซะจนทั้งห้องอึ้งกิมกี่ ฉันสังหรณ์ใจไว้ไม่มีผิดว่าต้องเป็นแก!”
“แกก็พูดเว่อร์เกินไป ฉันแค่ตอบคำถาม”
“เว่อร์ที่ไหนกันเล่า!”
มะนาวชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงจับผิด “สารภาพมาซะดีๆ... ตอนอยู่ในคลาส เขามองแกบ่อยป่ะ”
กิ่งฟ้าชะงักงันไปชั่วขณะ ภาพดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้น... จู่ๆ ก็วาบเข้ามาในห้วงความคิดโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“ก็... ไม่นี่ ปกติ”
“ตอแหล!”
มะนาวชี้หน้าหรี่ตา
“เวลาแกมีพิรุธ แกจะชอบตอบคำถามสั้นๆ ทื่อๆ แบบนี้แหละ!”
“เลิกมโนแล้วหลีกทางเลย ฉันต้องรีบไปเข้ากะแล้ว เดี๋ยวโดนผู้จัดการหักเงิน”
กิ่งฟ้าส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ดันตัวเพื่อนตัวแสบออกเบาๆ
หญิงสาวสับเท้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว สำหรับเธอ... เรื่องในคลาสวันนี้มันก็เป็นแค่การตอบคำถามอาจารย์พิเศษคนหนึ่งก็เท่านั้น มันไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้นหรอก และชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเงินอย่างเธอก็ไม่มีเวลามานั่งเพ้อฝันถึงมหาเศรษฐีระดับนั้นด้วย
โดยหารู้ไม่เลยว่า ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ อีกฟากหนึ่งของรั้วมหาวิทยาลัย...
รถยุโรปคันหรูสีดำขลับกำลังแล่นออกไปอย่างนุ่มนวล ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง วายุทอดกายนั่งอยู่บนเบาะหลัง เอนศีรษะพิงพนักเบาะหนังแท้ หลับตาลงช้าๆ เพื่อพักสายตา
ทว่า... ภาพใบหน้าเรียบเฉยของนักศึกษาสาวที่กล้าลุกขึ้นมาโต้แย้งทฤษฎีการตลาดของเขากลางคลาสเรียน รวมถึงดวงตากลมโตคู่สวยที่จ้องมองมาอย่างไม่ประจบสอพลอนั่น... กลับยังคงฉายซ้ำติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดอย่างน่าประหลาด
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา วายุ วรโชติ ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้หญิงที่เข้าหาเขาเพราะอำนาจ เงินตรา และรูปโฉม สายตาของพวกเธอเหล่านั้นมักจะแฝงไปด้วยความปรารถนาและผลประโยชน์ที่ปิดไม่มิด แต่กับเด็กผู้หญิงที่ชื่อ 'กิ่งฟ้า' คนนี้... สายตาของเธอช่างต่างออกไป
เธอสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความประหม่า และที่สำคัญคือ... ไร้ซึ่งความโลภ เธอตอบคำถามของเขาด้วยความมั่นใจ ราวกับกำลังมองลึกลงไปถึงก้นบึ้งของพฤติกรรมมนุษย์
กิ่งฟ้า... เด็กจิตวิทยา ผู้หญิงที่กล้าคิด กล้าท้าทาย และไม่คิดจะพยายามปั้นหน้าเพื่อให้ใครบนโลกนี้พอใจ
ยิ่งคิดถึงถ้อยคำฉะฉานและรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเธอ ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างมากระตุกความสนใจของเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่ความถูกใจในรูปร่างหน้าตา แต่มันคือความท้าทาย... ความรู้สึกเหมือนได้เจอชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปในเกมกระดานที่น่าเบื่อหน่ายนี้
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ไปด้วยประกายแห่งความสนใจที่ลุกโชน เขาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา กดต่อสายตรงหาเลขาคนสนิทที่นั่งอยู่เบาะหน้า
“นพ...”
เสียงทุ้มเอ่ยสั่งการราบเรียบแต่เด็ดขาด “ไปสืบประวัติเด็กจิตวิทยาที่ชื่อ กิ่งฟ้า มาให้ฉันที... ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้”
“ทุกอย่างเลยหรือครับบอส?”
นพเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่... ทุกอย่าง”
