บทที่ 5 สมบัติชิ้นสุดท้าย
“ขอบคุณสำหรับความกรุณานะคะ”
กิ่งฟ้าเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาจนคนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
“แต่หนูพอใจที่จะใช้มือเปื่อยๆ คู่นี้ชงกาแฟหาเงินเองมากกว่าค่ะ ถึงมันจะเหนื่อย แต่เงินทุกบาทมันก็แลกมาด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการแบมือขอแล้วต้องไปนอนแบอ้าซ่าให้ใครย่ำยีศักดิ์ศรี...”
“นี่เธอ!”
เสี่ยกระเป๋าหนักหน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อถูกฉีกหน้าตรงๆ
“หนูเป็นนักศึกษาจิตวิทยาค่ะคุณลูกค้า... หนูพอจะวิเคราะห์พฤติกรรมคนที่ชอบเอาเงินมาฟาดหัวคนอื่นได้ว่า ลึกๆ แล้วเขาคงมีปมด้อย ไม่มีความสามารถพอที่จะทำให้ใครรักหรือภูมิใจในตัวเขาได้ เลยต้องใช้เงินซื้อความสัมพันธ์จอมปลอมเพื่อเติมเต็มความกลวงเปล่าในใจ”
กิ่งฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าถ้อยคำนั้นเชือดเฉือนจนถึงกระดูก
“ถ้าคุณลูกค้าอยากหาคนช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้น แนะนำให้ไปหาจิตแพทย์นะคะ ไม่ใช่มาหาเด็กเสิร์ฟร้านกาแฟ... ตกลงวันนี้จะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ ถ้าไม่รับ หนูขอตัวค่ะ”
พูดจบ กิ่งฟ้าก็หมุนตัวเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ปล่อยให้เสี่ยหน้าหงายนั่งหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนจะคว้ากุญแจรถและเดินกระแทกส้นออกจากร้านไปโดยไม่สั่งอะไรเลย
พี่ดาวที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ตลอด ลอบยกนิ้วโป้งให้กิ่งฟ้าด้วยความสะใจ
“ฟาดซะเสียหมาเลยนะเราน่ะ”
พี่ดาวแซว
“พี่ล่ะเชื่อแกเลยกิ่ง ผู้ชายขับรถยุโรปมาเสนอเงินเป็นแสนๆ แกด่าเขากลับซะจนเขาไม่กล้ามาร้านเราอีกเลยมั้งนั่น”
กิ่งฟ้าถอนหายใจ หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเคาน์เตอร์อย่างหงุดหงิด
“คนพวกนี้คิดว่าตัวเองมีเงินแล้วจะซื้อใครก็ได้ หนูยอมกินมาม่าประทังชีวิต ดีกว่าต้องไปลดตัวเป็นของเล่นให้คนพวกนั้น”
ระหว่างที่กิ่งฟ้ากำลังจัดเรียงแก้วใสเข้าชั้นวางเพื่อดับอารมณ์ขุ่นมัว เสียงแจ้งเตือนไลน์ในโทรศัพท์ก็ดังขึ้นรัวๆ
Manao: แกกกก! ท่านประธานแอบมองแกใช่มั้ย สารภาพมา! เซนส์ฉันมันแรงมาก อย่ามาเนียนปฏิเสธนะ
กิ่งฟ้ากวาดสายตาอ่านข้อความแล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ตามสไตล์
Gingfah: เลิกมโนเพ้อเจ้อได้แล้ว จะทำงาน
ฝั่งนั้นขึ้นสถานะ Read ทันที
Manao: ชิ! พวกที่ตอบสั้นๆ ห้วนๆ เนี่ย... พิรุธออกแรงมากก!
กิ่งฟ้าเผลอหลุดยิ้มบางๆ ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ข้อความไร้สาระของเพื่อนรักช่วยปัดเป่าความหงุดหงิดเมื่อครู่ไปได้บ้าง เธอปิดหน้าจอ ยัดโทรศัพท์กลับลงกระเป๋าผ้ากันเปื้อน แล้วหันกลับไปโฟกัสกับเครื่องชงกาแฟตรงหน้า
ช่วงเย็นย่ำผ่านไปอย่างรวดเร็วและวุ่นวาย ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด กิ่งฟ้าต้องวิ่งวุ่นทำทุกอย่างแทบไม่ได้หยุดพักหายใจ กระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบสามทุ่ม บรรยากาศในร้านจึงเริ่มซาลง
ร่างบางทรุดตัวลงพิงเคาน์เตอร์บาร์ หอบหายใจเบาๆ พลันแก้วมัคที่บรรจุช็อกโกแลตร้อนกรุ่นๆ ก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้า
“พักจิบน้ำตาลหน่อยไป วันนี้ดูหน้าซีดๆ เหนื่อยเป็นพิเศษนะเราน่ะ”
พี่ดาวบอกพลางพยักพเยิดหน้า
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
กิ่งฟ้ายิ้มรับจางๆ ยกแก้วช็อกโกแลตขึ้นจิบ ความหวานอมขมช่วยให้ร่างกายที่อ่อนล้าตื่นตัวขึ้นมาบ้าง
พี่ดาวทอดสายตามองเด็กในร้านอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าวันไหนไม่ไหวก็บอกพี่ได้นะกิ่ง... บางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวเก่งทุกวันหรอก”
ประโยคนั้นทำเอากิ่งฟ้าชะงักงันไปชั่วขณะ เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรู้สึกโหวงๆ ในอกตอนนี้มันเกิดจากอะไร อาจจะเป็นเพราะวันนี้เธอเหนื่อยล้าทางกายจริงๆ หรืออาจจะเหนื่อยใจที่ต้องคอยสร้างกำแพงปกป้องตัวเองจากสังคมที่โหดร้าย
“หนูไหวค่ะพี่ดาว”
กิ่งฟ้าตอบกลับในที่สุด น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
“พี่รู้ว่าแกเก่ง แกไหว”
พี่ดาวยิ้มอ่อนโยน
“แต่จำไว้นะกิ่ง... คนที่ไหว ก็มีสิทธิ์ที่จะเหนื่อยได้เหมือนกัน”
กิ่งฟ้าก้มมองแก้วช็อกโกแลตร้อนในมือ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร เธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบบ่นเรื่องชีวิตให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องเน่าเฟะที่บ้าน...
พอนึกถึงคำว่า 'บ้าน' ภาพของป้าจันทร์ที่กำลังตั้งวงไพ่ หรือไม่ก็กำลังโวยวายทวงเงินค่าเช่า ก็ลอยเข้ามาในหัว กิ่งฟ้ากำแก้วมัคแน่นขึ้น เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมหน้ากากแห่งความเข้มแข็งเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด เพราะในโลกที่เธอเติบโตมา... ความอ่อนแอคือเหยื่ออันโอชะของพวกปลิงดูดเลือด
ไม่มีวิทยากรสุดหล่อมาตั้งคำถามให้เธอตอบ... ไม่มีเสี่ยกระเป๋าหนักมาบันดาลชีวิตที่สุขสบาย... มีเพียงสองมือและหัวใจที่ต้องสู้ยิบตาเท่านั้น ที่จะพากิ่งฟ้าให้รอดพ้นจากนรกขุมนี้ไปได้.
ซาตานยามวิกาล
คืนนั้น กว่ากิ่งฟ้าจะลากสังขารที่เหนื่อยล้าจากการทำงานพาร์ตไทม์กลับมาถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม
บ้านไม้กึ่งปูนสองชั้นหลังเก่าที่เคยอบอวลไปด้วยรอยยิ้มในความทรงจำวัยเด็ก บัดนี้กลับทรุดโทรมและหม่นหมอง กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเหล้าขาวคละคลุ้งผสมกับควันบุหรี่ ลอยมากระทบจมูกตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวพ้นโถงทางเดิน
ป้าจันทร์นั่งไขว่ห้างเอนหลังอยู่บนโซฟาบุหนังที่เริ่มขาดลุ่ย มือข้างหนึ่งประคองแก้วเหล้าค้างไว้ ส่วนอีกมือก็ไถหน้าจอโทรศัพท์ด้วยท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่าน
“กลับดึกดื่นป่านนี้นะ”
หญิงวัยกลางคนเอ่ยทักน้ำเสียงกระด้าง โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองหลานสาว
“ตกลงไปทำงานร้านกาแฟ หรือไปอ่อยผู้ชายที่ไหนมากันแน่ฮะ!”
กิ่งฟ้าถอดรองเท้าผ้าใบ จัดวางมันเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์
“ทำงานค่ะ”
“เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง ตอบคำถามห้วนขึ้นทุกวันนะ!”
ป้าจันทร์แค่นหัวเราะ
“เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ นังเด็กเนรคุณ ส่งเสียให้เรียนหนังสือ เผื่อจบมาจะได้ตอบแทนบุญคุณบ้าง แต่นี่อะไร วันๆ เอาแต่เสิร์ฟกาแฟ!”
หญิงสาวเลือกที่จะรูดซิปปากเงียบ ประสบการณ์สอนให้เธอรู้ซึ้งว่า การต่อปากต่อคำกับคนเมามีแต่จะทำให้เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ แต่ดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้... ป้าจันทร์จะไม่ได้กะให้เธอเดินหนีขึ้นห้องไปง่ายๆ
ป้าจันทร์กระแทกแก้วเหล้าลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังปัง! ก่อนจะคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างตัว ปาใส่หน้าหลานสาวอย่างแรง ซองกระดาษปลิวไปตกแหมะอยู่แทบเท้ากิ่งฟ้า
“ก้มลงไปดูซะ!”
กิ่งฟ้าหลุบตามองซองเอกสาร หัวใจเริ่มกระตุกเต้นผิดจังหวะเมื่อสายตาปะทะเข้ากับตราประทับของบริษัทเงินกู้ และสัญลักษณ์ตราครุฑสีแดงหรา
“นี่อะไรคะ”
“ก็สิ่งที่แกควรจะตาสว่างตั้งนานแล้วไง!”
ป้าจันทร์ตวาดเสียงเย็นเยียบ
“บ้านหลังนี้... กำลังจะโดนยึด และมันจะไม่ใช่ที่ซุกหัวนอนของเราอีกต่อไป!”
ราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็งเย็นจัด ปลายนิ้วของกิ่งฟ้าชาวาบจนไร้ความรู้สึก เธอย่อตัวลง มือสั่นเทาขณะหยิบเอกสารเหล่านั้นขึ้นมาเปิดดู ยิ่งไล่สายตาอ่านข้อความ ลมหายใจก็ยิ่งสะดุดติดขัด
หนังสือทวงถามหนี้สิน... สัญญาจำนองที่ดิน... ยอดหนี้คงค้าง... ดอกเบี้ยทบต้น... ขาดส่งมาแล้วหลายงวด!
“ป้าจันทร์... นี่ป้าแอบเอาโฉนดบ้านไปจำนองตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็แล้วจะให้ฉันทำยังไงฮะ! อยู่ดีๆ เงินมันจะลอยตกลงมาจากหลังคาบ้านหรือไง!”
“แล้วทำไมป้าไม่เคยปริปากบอกหนูเลยสักคำ!”
“บอกแล้วแกจะมีปัญญาช่วยอะไรได้!”
คนเป็นป้าหัวเราะเยาะหยัน
“เงินเดือนพนักงานเสิร์ฟกระจอกๆ ของแกน่ะ มันพอจ่ายแค่ค่าดอกเบี้ยเขารึเปล่ายังไม่รู้เลย!”
กิ่งฟ้ากำเอกสารในมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวระคนผิดหวังแล่นริ้วไปตามเส้นเลือด
“ยอดหนี้ทั้งหมด... เท่าไหร่คะ”
ป้าจันทร์ชะงักไปนิด หลบสายตาไปทางอื่นเสี้ยววินาที
“ห้าล้าน”
ตัวเลขนั้นหนักอึ้งราวกับลูกตุ้มเหล็กที่เหวี่ยงมาฟาดเข้ากลางแสกหน้า โลกทั้งใบของกิ่งฟ้าหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“...ป้าว่าไงนะ”
“ฉันบอกว่าห้าล้านบาทถ้วน! รวมดอกเบี้ยมหาโหดของพวกมันเข้าไปแล้วไงเล่า!”
กิ่งฟ้ายืนตัวแข็งทื่อ มือเย็นเฉียบจนแทบจะไม่มีแรงประคองกระดาษ บ้านหลังนี้... คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่จากพ่อและแม่ แต่ตอนนี้... มันกำลังจะถูกพรากไป!
