บทที่ 1 ตอนที่ 1 ดอกไม้ช่อแรกกับผู้ชายที่ไม่ยอมปล่อยผ่าน

ตอนที่ 1

ดอกไม้ช่อแรกกับผู้ชายที่ไม่ยอมปล่อยผ่าน

แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลนับร้อยดวงส่องประกายระยิบระยับอยู่เหนือโถงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมวรเศรษฐ์ แกรนด์ โฮเทล โรงแรมหรูใจกลางเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่จัดงานระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ พื้นหินอ่อนสีครีมขัดเงาสะท้อนเงารองเท้าหนังราคาแพงและชายกระโปรงราตรีหรูหรา เสียงดนตรีแจ๊ซบรรเลงคลอเบา ๆ ปะปนกับเสียงหัวเราะอย่างมีมารยาทของแขกเหรื่อผู้มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ

ค่ำคืนนี้เป็นงานเลี้ยงเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ของกลุ่มวรเศรษฐ์ แขกที่ได้รับเชิญล้วนเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน นักการเมือง และคนในสังคมชั้นสูง ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่แชมเปญชั้นดี อาหารจานเล็กที่จัดวางราวงานศิลปะ ไปจนถึงดอกไม้สดสีขาวนวลซึ่งประดับอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโถงใหญ่

ท่ามกลางความหรูหรานั้น หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูด้านหลังของห้องจัดเลี้ยงด้วยหัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของตัวเอง

พิมพ์พิศา ศิริกานต์ ก้มมองแจกันแก้วทรงสูงในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ดอกลิลลี่สีขาว ดอกกุหลาบสีครีม และดอกคัตเตอร์เล็ก ๆ ถูกจัดเรียงอย่างประณีตในแจกันใบนั้น กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ลอยแตะปลายจมูก ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่กำลังตื่นเต้นของเธอได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เธอไม่เคยเข้ามาในโรงแรมหรูขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยเดินบนพื้นหินอ่อนที่สะอาดจนกลัวว่ารอยรองเท้าของตัวเองจะทำให้มันหม่นหมอง ไม่เคยเห็นผู้คนแต่งกายงดงามราวกับหลุดออกมาจากหน้าปกนิตยสาร และไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเท่าวันนี้

เดิมทีคนที่ต้องมาส่งดอกไม้ไม่ใช่เธอ แต่พนักงานอีกคนในร้านเกิดป่วยกะทันหัน เจ้าของร้านจึงขอร้องให้พิมพ์พิศามาช่วยแทน แม้เธอจะเพิ่งเลิกเรียนและยังเหนื่อยจากการทำงานพิเศษทั้งวัน แต่เมื่อคิดถึงค่าแรงเพิ่มอีกเล็กน้อยที่อาจนำไปซื้อยาบำรุงให้แม่ได้ เธอก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล

“พิมพ์ ทำให้เรียบร้อยนะลูก แจกันใบนี้ต้องเอาไปตั้งที่โต๊ะรับรองด้านในสุด เจ้าของงานเขาเน้นมากว่าต้องใช้ช่อนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาด” เจ้าของร้านดอกไม้กำชับเธอผ่านโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจนพิมพ์พิศายิ่งเกร็งกว่าเดิม

“ค่ะพี่อร พิมพ์จะระวังให้มากที่สุดเลยค่ะ พี่ไม่ต้องห่วงนะคะ” พิมพ์พิศาตอบกลับอย่างหนักแน่น ทั้งที่ฝ่ามือทั้งสองข้างเริ่มชื้นเหงื่อเพราะความกดดัน

หลังวางสาย หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ก้าวผ่านประตูด้านหลังเข้าไปในโถงจัดเลี้ยง เธอพยายามเดินให้เบาที่สุด ระวังไม่ให้แจกันแก้วในอ้อมแขนเอียงแม้เพียงนิดเดียว ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวาเพื่อหาตำแหน่งโต๊ะรับรองด้านในสุด แต่เพราะแขกเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น ทางเดินที่ควรโล่งจึงค่อย ๆ แคบลง

พนักงานโรงแรมคนหนึ่งเดินเข้ามาชี้ทางให้เธออย่างสุภาพ พิมพ์พิศาพยักหน้าขอบคุณ แล้วรีบสาวเท้าไปตามทางที่เขาบอก โดยไม่รู้เลยว่าความเร่งรีบนั้นกำลังพาเธอไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิต

อีกด้านหนึ่งของโถงจัดเลี้ยง ภวัต วรเศรษฐ์ กำลังยืนสนทนากับกลุ่มนักลงทุนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีอยู่ในชุดสูทสีดำตัดเย็บพอดีตัว ทุกเส้นสายบนร่างสูงสง่าบ่งบอกถึงอำนาจ รสนิยม และความมั่นใจที่ติดตัวเขามาอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยจนยากจะอ่านความคิด ดวงตาคมลึกมองคู่สนทนาด้วยความนิ่งเย็น แต่ทุกคำที่เขาพูดกลับมีน้ำหนักพอจะทำให้คนตรงหน้าต้องตั้งใจฟัง

ภวัตไม่จำเป็นต้องพูดมาก เขาไม่จำเป็นต้องยิ้มพร่ำเพรื่อ และไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ใครชอบ เพราะเพียงแค่ชื่อวรเศรษฐ์และตำแหน่งเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ ก็เพียงพอให้ผู้คนมากมายอยากเข้าหาเขาอยู่แล้ว

“โครงการใหม่นี้ผมเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำ คุณภวัตเลือกทำเลได้เฉียบขาดมากจริง ๆ ครับ” นักลงทุนวัยกลางคนเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางยกแก้วแชมเปญขึ้นเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ

“ทำเลเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จครับ อีกครึ่งหนึ่งคือการบริหารให้คนที่เข้ามาอยู่รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่เป็นชีวิตที่พวกเขาอยากรักษาไว้” ภวัตตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตากลับแน่วแน่จนคนฟังไม่อาจมองข้าม

“เพราะแบบนี้ไงครับ นักลงทุนถึงกล้าเดินตามคุณ คุณภวัตไม่ได้ขายแค่ตึก แต่ขายความมั่นใจให้คนซื้อด้วย” อีกฝ่ายกล่าวต่ออย่างพึงพอใจ ขณะที่ภวัตเพียงยกมุมปากเล็กน้อยแทนคำตอบ

บทสนทนายังดำเนินต่อไปอย่างเป็นทางการ แต่ใจของภวัตไม่ได้จดจ่ออยู่กับคำชมเหล่านั้นทั้งหมด เขาชินแล้วกับคำยกย่อง ชินแล้วกับสายตาชื่นชม ชินแล้วกับผู้คนที่พยายามเข้ามาอยู่ในวงโคจรของเขาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

เขาเห็นผู้หญิงในชุดราตรีหลายคนมองมาอย่างเปิดเผย บางคนส่งยิ้ม บางคนทำทีเดินผ่านใกล้ ๆ เพื่อให้เขาสังเกตเห็น แต่ภวัตไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ สายตาของเขาเย็นชาเกินกว่าจะถูกความงามฉาบฉวยดึงดูดง่าย ๆ

กระทั่งวินาทีหนึ่ง กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ลอยเข้ามาใกล้กว่าปกติ พร้อมเสียงฝีเท้าเร่งรีบที่แทรกผ่านความหรูหราอย่างไม่เข้าที่

พิมพ์พิศาเดินกอดแจกันดอกไม้แนบอก เธอพยายามหลบแขกสองคนที่กำลังหันมาคุยกันโดยไม่ทันมองทาง เมื่อหลบคนแรกได้ เธอก็เผลอเบี่ยงตัวไปอีกด้าน ทว่าจังหวะเดียวกันนั้นเอง ร่างสูงของชายคนหนึ่งก้าวถอยหลังจากวงสนทนาพอดี ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะควบคุมได้

ไหล่ของเธอกระแทกเข้ากับแผงอกแกร่ง แจกันในอ้อมแขนเอียงวูบ น้ำเย็นใสในแจกันกระฉอกออกมาราวคลื่นเล็ก ๆ ก่อนจะสาดลงบนเสื้อสูทสีดำสนิทของชายคนนั้นเต็ม ๆ กลีบดอกไม้สีขาวปลิวกระจายลงบนพื้นหินอ่อน แจกันแก้วกระแทกขอบโต๊ะใกล้ ๆ จนเกิดเสียงดังแหลม แม้ไม่แตกละเอียด แต่รอยร้าวเล็ก ๆ ก็ปรากฏชัดบนผิวแก้ว

เสียงพูดคุยรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ พิมพ์พิศาตัวแข็งทื่อ เลือดในกายเหมือนหยุดไหลเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตัวเองชน และพบว่าเขาไม่ใช่แขกธรรมดา แต่เป็นผู้ชายที่ทุกคนในงานดูเหมือนจะให้ความเคารพอย่างสูง

ใบหน้าคมเข้มของภวัตก้มมองเธอนิ่ง ๆ หยดน้ำจากแจกันไหลลงตามสาบเสื้อสูทของเขา ทิ้งรอยเปียกชัดเจนบนผ้าเนื้อดี กลีบดอกไม้สีขาวหนึ่งกลีบติดอยู่ตรงอกเสื้อราวกับจงใจประดับให้เขาดูขัดกับความเย็นชาเดิม ๆ

“ขะ...ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ นะคะ พิมพ์ไม่ได้ตั้งใจค่ะ” พิมพ์พิศารีบเอ่ยออกมาเสียงสั่นพร้อมก้มศีรษะลงอย่างร้อนรน ใบหน้าหวานซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด

บทถัดไป