บทที่ 3 ตอนทึ่ 1 (100%)
ภวัตยืนอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เสื้อสูทตัวเดิมถูกถอดพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอออกหนึ่งเม็ด เขาควรสนใจเอกสารสรุปงานเลี้ยงที่วางอยู่บนโต๊ะ ควรตรวจรายชื่อแขกสำคัญที่ต้องติดตามต่อในวันพรุ่งนี้ แต่สิ่งเดียวที่เขาทำคือยืนมองลงไปยังทางออกด้านหลังของโรงแรม
เมื่อเห็นพิมพ์พิศาเดินออกไปเพียงลำพัง คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเล็กน้อย
“ดึกขนาดนี้ยังจะกลับเอง” ภวัตพูดเสียงต่ำกับตัวเอง แววตาไม่พอใจอย่างไม่รู้ตัว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนเลขาคนสนิทจะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
“คุณภวัตคะ นี่เป็นรายงานเบื้องต้นของงานคืนนี้ค่ะ ส่วนเรื่องแจกันกับดอกไม้ ทางฝ่ายจัดเลี้ยงแจ้งว่าเสียหายเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ” เลขาสาวรายงานอย่างเป็นงานเป็นการ พลางวางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“ผู้หญิงคนนั้นกลับไปหรือยัง” ภวัตถามทันทีโดยไม่สนใจแฟ้มเอกสารตรงหน้า
“คุณพิมพ์พิศาเพิ่งออกไปเมื่อครู่ค่ะ เธอบอกว่าจะกลับเอง ไม่ต้องให้โรงแรมช่วยเรียกรถให้ค่ะ” เลขาตอบตามที่ได้รับรายงานมา และแอบสังเกตสีหน้าของเจ้านายอย่างระมัดระวัง
“ส่งคนขับรถตามไปห่าง ๆ ดูให้แน่ใจว่าเธอกลับถึงบ้านปลอดภัย แต่อย่าให้เธอรู้ตัว” ภวัตสั่งเสียงเรียบเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยใส่ใจพนักงานส่งของคนไหนเป็นพิเศษ
“ได้ค่ะ คุณภวัต” เลขารับคำโดยไม่ถามมาก แม้ในใจจะเริ่มสงสัยว่าหญิงสาวร้านดอกไม้คนนั้นมีอะไรพิเศษ
ภวัตเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน เขาหยิบกลีบดอกไม้สีขาวที่ยังติดอยู่บนเสื้อสูทขึ้นมามอง มันเป็นเพียงกลีบดอกเล็ก ๆ ที่ช้ำจากแรงกระแทก ขอบบางส่วนเริ่มยับ แต่ในสายตาเขา มันกลับสะดุดตากว่าเพชรพลอยบนชุดราตรีของผู้หญิงทั้งงาน
“ผมต้องการข้อมูลของเธอ” ภวัตพูดขึ้นหลังเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงของเขานิ่ง แต่แววตากลับมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่
“ข้อมูลของคุณพิมพ์พิศาหรือคะ” เลขาถามเพื่อความแน่ใจ ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ใช่ ชื่อเต็ม อายุ ที่อยู่ ครอบครัว เรียนที่ไหน ทำงานที่ร้านดอกไม้ร้านนั้นมานานเท่าไร และมีปัญหาอะไรอยู่บ้าง” ภวัตสั่งเป็นลำดับอย่างชัดเจน ราวกับกำลังตรวจสอบโครงการลงทุนสำคัญ
“ต้องการภายในคืนนี้เลยไหมคะ” เลขาถามด้วยความคุ้นเคยกับนิสัยเร่งรัดของเขา
“ก่อนเที่ยงคืน” ภวัตตอบสั้น ๆ พลางวางกลีบดอกไม้ลงบนโต๊ะอย่างเบามือผิดกับน้ำเสียงเฉียบขาดของตนเอง
“ค่ะ คุณภวัต” เลขารับคำแล้วรีบออกจากห้องไปจัดการตามคำสั่ง
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ภวัตเอนหลังพิงเก้าอี้หนังสีดำ ดวงตาคมมองกลีบดอกไม้บนโต๊ะนิ่ง ๆ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ แทรกเข้ามาในอกอย่างเงียบงัน มันไม่ใช่ความต้องการเอาชนะ ไม่ใช่ความอยากครอบครองอย่างที่เขาคุ้นเคย และไม่ใช่ความสนใจฉาบฉวยที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขาอยากรู้ว่าเธอชอบอะไร กลัวอะไร เหนื่อยแค่ไหน และทำไมดวงตาของเธอถึงดูเหมือนคนที่แบกโลกทั้งใบไว้ทั้งที่ยังอายุน้อยขนาดนั้น
ไม่นานนัก เลขาก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมแท็บเล็ตในมือ ข้อมูลเบื้องต้นถูกส่งมาอย่างรวดเร็วตามประสิทธิภาพของทีมงานวรเศรษฐ์
“ข้อมูลเบื้องต้นค่ะ คุณพิมพ์พิศา ศิริกานต์ อายุยี่สิบสามปี เป็นนักศึกษาด้านการออกแบบดอกไม้และงานศิลป์ ทำงานพิเศษที่ร้านดอกไม้ชื่ออุ่นไอดอกไม้มาเกือบสองปี อาศัยอยู่กับมารดาชื่อดาริน สุขภาพไม่แข็งแรง มีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ส่วนบิดาเสียชีวิตไปหลายปีแล้วค่ะ” เลขารายงานด้วยน้ำเสียงมืออาชีพ ขณะภวัตฟังทุกคำโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
ภาพถ่ายเล็ก ๆ ของพิมพ์พิศาปรากฎบน แท็บเล็ต เป็นภาพจากโซเชียลของร้านดอกไม้ เธอยืนยิ้มอยู่ข้างช่อดอกไม้สีขาว ใบหน้าไร้เครื่องสำอางจัดจ้าน แต่รอยยิ้มกลับสว่างนุ่มนวลราวแสงแดดยามเช้า
ภวัตมองภาพนั้นนานกว่าที่ควรจะมอง
“เธอมีแฟนหรือคนใกล้ชิดที่ต้องระวังไหม” ภวัตถามโดยไม่เงยหน้าขึ้น แต่อุณหภูมิในน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อยอย่างที่เลขาสังเกตได้
“จากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่พบค่ะ เธอค่อนข้างใช้ชีวิตเรียบง่าย เรียน ทำงาน และกลับบ้านไปดูแลแม่เป็นหลัก มีเพื่อนสนิทชื่อ นลิน ค่ะ” เลขาตอบตามข้อมูลที่รวบรวมได้อย่างรวดเร็ว
“ดี” ภวัตพูดเพียงคำเดียว แต่คำสั้น ๆ นั้นกลับมีความพึงพอใจแฝงอยู่อย่างไม่ปิดบัง
เลขาสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามอย่างระมัดระวัง
“คุณภวัตต้องการให้ดำเนินการอะไรต่อกับร้านดอกไม้ร้านนี้ไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ เพราะรู้ดีว่าเจ้านายไม่ชอบให้ต้องพูดซ้ำ
ภวัตเงียบไปชั่วขณะ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะช้า ๆ ความคิดของเขาเคลื่อนตัวอย่างเป็นระบบในแบบที่ใช้จัดการทุกเรื่องของชีวิต เขาไม่ชอบความบังเอิญ แต่คืนนี้ความบังเอิญพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาชนเขาพร้อมแจกันดอกไม้ และเขาไม่คิดจะปล่อยให้มันจบลงเพียงเท่านี้
ถ้าพิมพ์พิศาเป็นผู้หญิงที่ไม่ไว้ใจคนรวย ถ้าเธอเป็นคนมีศักดิ์ศรีและไม่ชอบรับของจากใครง่าย ๆ เขาก็ไม่ควรเดินเข้าไปจีบเธอตรง ๆ ด้วยฐานะของภวัต วรเศรษฐ์ เพราะเธออาจถอยหนีตั้งแต่ยังไม่ทันได้รู้จักเขา แต่ถ้าเขาสร้างเหตุผลให้เธอต้องพบเขาอีกครั้ง ค่อย ๆ ทำให้เธอชินกับการมีเขาอยู่ใกล้ ค่อย ๆ ให้เธอเห็นว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายอันตรายสำหรับเธอ บางทีเธออาจไม่หนี บางทีเธออาจยอมเปิดประตูให้เขาเข้าไปในชีวิตทีละนิด
“ตั้งแต่นี้ไป งานของโรงแรมทุกงานที่ต้องใช้ดอกไม้ ให้ใช้ร้านอุ่นไอดอกไม้เป็นหลัก” ภวัตสั่งช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องธุรกิจทั่วไป
“ทุกงานเลยหรือคะ” เลขาถามซ้ำด้วยความแปลกใจ เพราะโรงแรมมีซัพพลายเออร์ดอกไม้รายใหญ่ที่ใช้ประจำอยู่แล้ว
“ทุกงานที่ไม่ติดสัญญาเดิม และถ้าเป็นไปได้ ให้ระบุว่าต้องการคนจัดชุดเดียวกับคืนนี้” ภวัตตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“หมายถึงคุณพิมพ์พิศาใช่ไหมคะ” เลขาถามอย่างระมัดระวัง แม้คำตอบจะชัดเจนอยู่แล้ว
“ใช่ ผมต้องการให้เธอมาที่นี่อีก” ภวัตพูดตรง ๆ โดยไม่คิดปิดบังความต้องการของตัวเองกับคนสนิท
“รับทราบค่ะ แล้วเรื่องดอกไม้ช่อที่เธอจะจัดมาชดใช้ คุณภวัตต้องการให้ดิฉันนัดเวลารับหรือไม่คะ” เลขาถามต่ออย่างเป็นงานเป็นการ
“ไม่ต้อง ให้เธอเลือกเวลามาเอง แต่แจ้งพนักงานด้านล่างไว้ว่าเมื่อเธอมาถึง ให้พาขึ้นมาหาผมทันที” ภวัตสั่ง พลางหยิบกลีบดอกไม้เล็ก ๆ ขึ้นมามองอีกครั้ง
“ค่ะ คุณภวัต” เลขารับคำ ก่อนจะเก็บแท็บเล็ตแนบอกแล้วเตรียมออกจากห้อง
“แล้วส่งข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องแม่ของเธอมาให้ผมด้วย” ภวัตพูดขึ้นอีกครั้งก่อนเลขาจะทันเปิดประตู น้ำเสียงนิ่งแต่แฝงความจริงจังชัดเจน
“ได้ค่ะ คุณภวัต” เลขาตอบอย่างสุภาพ แม้ในใจจะเริ่มแน่ใจแล้วว่าพิมพ์พิศาไม่ได้เป็นเพียงเด็กส่งดอกไม้ที่บังเอิญทำสูทเจ้านายเปียกแน่นอน
เมื่อเหลือเพียงลำพัง ภวัตลุกขึ้นเดินไปยืนหน้ากระจกสูงอีกครั้ง เมืองยามค่ำคืนทอดตัวอยู่เบื้องล่าง แสงไฟนับพันดวงส่องประกายเหมือนดาวที่ตกลงมาอยู่บนพื้นดิน ผู้คนมากมายกำลังเดินทางกลับบ้าน ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ของตัวเองต่อไปโดยไม่รู้เลยว่าชายคนหนึ่งบนชั้นสูงของโรงแรมกำลังตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งอย่างเงียบงัน
ภวัตไม่เรียกสิ่งนี้ว่ารัก มันเร็วเกินไป ไร้เหตุผลเกินไป และไม่เหมาะกับคนอย่างเขาเกินไป แต่เขารู้แน่ชัดอย่างหนึ่ง เขาไม่อยากให้พิมพ์พิศาหายไปจากชีวิตเขาเหมือนแขกคนอื่น ๆ ที่เดินผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป
เขาอยากเห็นเธออีก อยากฟังเสียงเธออีก อยากเห็นดวงตาซื่อ ๆ คู่นั้นมองเขาอีกครั้ง แม้ครั้งแรกมันจะเต็มไปด้วยความกลัวก็ตาม
ภวัตหลุบตามองกลีบดอกไม้ในมือ มุมปากที่แทบไม่เคยยิ้มให้ใครยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกต
“พิมพ์พิศา” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ ในความเงียบของห้องทำงาน น้ำเสียงนั้นไม่เย็นชาเหมือนตอนพูดกับคนอื่น แต่มีความสนใจบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ
ค่ำคืนที่เริ่มต้นด้วยงานเลี้ยงธุรกิจอันสมบูรณ์แบบจบลงด้วยรอยเปียกบนสูทราคาแพง แจกันร้าวหนึ่งใบ กลีบดอกไม้ช้ำหนึ่งกลีบ และชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งที่ภวัต วรเศรษฐ์ ไม่คิดจะปล่อยผ่าน
ส่วนพิมพ์พิศาในเวลานั้นเพิ่งก้าวลงจากรถเมล์คันสุดท้ายของคืน เธอเดินเข้าซอยเล็ก ๆ กลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งจับกระเป๋าผ้า อีกข้างกำพลาสเตอร์บนปลายนิ้วไว้เบา ๆ เธอยังคิดเพียงว่าพรุ่งนี้ต้องจัดดอกไม้ช่อหนึ่งไปขอโทษผู้ชายเจ้าของสูทราคาแพงคนนั้นให้ดีที่สุด
เธอไม่รู้เลยว่า ช่อดอกไม้ช่อนั้นจะไม่ใช่เพียงการชดใช้ความผิดพลาดในคืนนี้ แต่มันจะกลายเป็นก้าวแรกของกับดักรักที่ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มวางไว้อย่างเงียบงัน และหัวใจไร้เดียงสาของเธอกำลังจะถูกดึงเข้าไปใกล้เขาทีละนิด โดยที่เธอไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิดเดียว
