บทที่ 4 ตอนที่ 2 ความบังเอิญที่ถูกจัดฉาก
ตอนที่ 2
ความบังเอิญที่ถูกจัดฉาก
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านกระจกหน้าร้านดอกไม้เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายรองไม่ไกลจากย่านธุรกิจ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้หลากชนิดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ดอกกุหลาบสีครีมวางเรียงอยู่ในถังน้ำใส ดอกลิลลี่ตูมกำลังคลี่กลีบอย่างช้า ๆ ดอกคัตเตอร์สีขาวเล็กละเอียดกระจายอยู่เต็มโต๊ะจัดดอกไม้เหมือนละอองดาว และตรงกลางร้านนั้น พิมพ์พิศากำลังก้มหน้าจัดช่อดอกไม้ด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ
หญิงสาวตื่นเร็วกว่าปกติ ทั้งที่เมื่อคืนกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน เธอแทบไม่ได้นอนเต็มอิ่ม เพราะในหัวเอาแต่คิดถึงเรื่องที่ทำแจกันร้าวและทำน้ำหกใส่สูทราคาแพงของภวัต วรเศรษฐ์ ผู้ชายเจ้าของโรงแรมหรูที่ใบหน้านิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ออก แต่กลับไม่ได้ใจร้ายอย่างที่เธอกลัว
เธอจำได้ชัดเจนว่าตอนเขายืนอยู่ตรงหน้า หยดน้ำเกาะอยู่บนเสื้อสูทสีดำสนิท กลีบดอกไม้สีขาวติดอยู่ตรงอกเสื้ออย่างไม่เข้ากับบุคลิกเย็นชา ดวงตาคมลึกของเขามองเธอนิ่ง ๆ จนเธอแทบลืมหายใจ แต่ประโยคแรกที่เขาพูดกลับไม่ใช่คำตำหนิ ไม่ใช่คำด่า และไม่ใช่การเรียกค่าเสียหาย เขาถามว่าเธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
พิมพ์พิศาไม่รู้ว่าทำไมประโยคเรียบง่ายเพียงเท่านั้นถึงวนกลับมาในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่เธอควรจำแค่ความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ใช่แววตาของผู้ชายคนนั้น
หญิงสาวเลือกดอกไม้สีขาวเป็นหลัก เพราะรู้สึกว่ามันสุภาพ เรียบง่าย และเหมาะกับการขอโทษ เธอใช้ดอกลิลลี่หนึ่งดอกเป็นจุดเด่น แซมด้วยกุหลาบสีครีม ดอกคัตเตอร์เล็ก ๆ และใบยูคาลิปตัสสีเขียวหม่น ช่อดอกไม้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า แต่ทุกก้านถูกจัดวางด้วยความใส่ใจ เธออยากให้มันออกมาดีที่สุด แม้ไม่แน่ใจว่าผู้ชายระดับภวัตจะสนใจดอกไม้ช่อเล็กจากเด็กส่งดอกไม้ธรรมดาหรือไม่
“พิมพ์ นั่นช่อที่ทำไปให้คุณภวัตใช่ไหมลูก สวยมากเลยนะ ดูแพงกว่าราคาดอกไม้ที่ใช้จริงตั้งเยอะ” อรนภาเจ้าของร้านดอกไม้เอ่ยชมขณะเดินเข้ามาดูผลงานบนโต๊ะด้วยสีหน้าพอใจ
“ค่ะพี่อร พิมพ์อยากจัดให้ดีที่สุด เขาไม่เอาเรื่องพิมพ์เลย พิมพ์ยิ่งรู้สึกผิดค่ะ” พิมพ์พิศาตอบเสียงนุ่ม ขณะใช้นิ้วแตะกลีบลิลลี่ให้หันรับแสงอย่างพอดี
“เมื่อคืนพี่ตกใจแทบแย่ นึกว่าโรงแรมจะเรียกค่าเสียหายหนักเสียแล้ว แต่เลขาคุณภวัตโทรมาบอกว่าไม่ต้องชดใช้อะไร แถมยังพูดดีมาก พี่โล่งอกจนแทบนั่งพับเพียบไหว้โทรศัพท์เลยนะ” อรนภาเล่าด้วยน้ำเสียงปนขำ แต่สีหน้ายังมีร่องรอยของความโล่งใจอยู่จริง
“พิมพ์ก็โล่งใจค่ะ แต่ยังไงพิมพ์ก็ทำผิดอยู่ดี ถ้าเขาไม่ได้ใจดี พิมพ์คงเดือดร้อนมากแน่ ๆ” พิมพ์พิศากล่าวพลางมัดริบบิ้นสีขาวรอบก้านดอกไม้อย่างประณีต
“คุณภวัตนี่เขาดูดุนะ พี่เคยเห็นในข่าวธุรกิจ หน้านิ่งเหมือนรูปปั้น แต่ได้ยินพนักงานโรงแรมคุยกันว่าเขาเป็นคนเด็ดขาดมาก ใครทำงานผิดพลาดนี่หนาวกันทั้งแผนก” อรนภาพูดพลางกอดอก ทำท่าขนลุกนิด ๆ เมื่อนึกถึงภาพนักธุรกิจหนุ่มผู้มีชื่อเสียง
“เขาก็ดูดุจริงค่ะ ตอนแรกพิมพ์กลัวจนมือเย็นไปหมด แต่เขาไม่ได้พูดอะไรแรงเลยค่ะ แถมยังให้คนพาพิมพ์ไปทำแผลด้วย” พิมพ์พิศาเล่าตามจริง น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
“พาไปทำแผลด้วยเหรอ พี่ว่าไม่ธรรมดานะเนี่ย” อรนภาเอ่ยอย่างมีเลศนัย ดวงตาเป็นประกายเหมือนจับสังเกตบางอย่างได้
“พี่อรอย่าคิดอะไรแปลก ๆ สิคะ เขาอาจแค่ไม่อยากให้มีปัญหาในโรงแรมของเขาก็ได้ค่ะ” พิมพ์พิศารีบปฏิเสธ ใบหน้าหวานร้อนวูบขึ้นมานิดหนึ่งทั้งที่พยายามทำเหมือนไม่มีอะไร
“พี่ยังไม่ได้คิดอะไรเลยนะ พิมพ์ร้อนตัวเองหรือเปล่า” อรนภาแซวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นลูกจ้างสาวก้มหน้าก้มตาจัดริบบิ้นต่อราวกับมันเป็นงานยากที่สุดในโลก
พิมพ์พิศาไม่ตอบ เธอทำเพียงเม้มปากนิด ๆ แล้วหยิบการ์ดใบเล็กขึ้นมาเขียนคำขอโทษด้วยลายมือเรียบร้อย
“ขอโทษสำหรับความผิดพลาดเมื่อคืนค่ะ ขอบคุณที่กรุณาไม่เอาเรื่อง พิมพ์พิศา”
เธออ่านทวนประโยคสั้น ๆ บนการ์ดอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่าไม่ดูสนิทสนมเกินไปและไม่ห้วนเกินไป จากนั้นจึงเสียบการ์ดไว้ระหว่างก้านดอกไม้ แล้วห่อช่อด้วยกระดาษสีขาวนวลอย่างระมัดระวัง
“เดี๋ยวพิมพ์เอาไปส่งเองนะคะ แล้วจะรีบกลับมาช่วยงานค่ะ” พิมพ์พิศาบอกเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงตั้งใจ ขณะหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมาแนบอก
“ไปดี ๆ นะลูก แล้วอย่าเดินชนใครอีกล่ะ โดยเฉพาะเจ้าของโรงแรม” อรนภาเตือนพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวังดี
“พี่อรคะ พิมพ์ยิ่งกลัวอยู่ อย่าแซวสิคะ” พิมพ์พิศาบ่นอุบเบา ๆ พลางก้มหน้าซ่อนรอยเขินที่ไม่รู้ว่าเกิดจากความอายหรือจากการนึกถึงใบหน้าของภวัตกันแน่
หญิงสาวออกจากร้านพร้อมช่อดอกไม้ในอ้อมแขน รถเมล์สายเดิมพาเธอเข้าสู่ย่านธุรกิจที่ตึกสูงเรียงตัวแน่นขนัดเหมือนกำแพงกระจก ภาพโรงแรม วรเศรษฐ์ แกรนด์ โฮเทล ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง สูง สง่า และหรูหราเกินกว่าที่เธอจะรู้สึกคุ้นเคยได้ในเวลาอันสั้น
พิมพ์พิศายืนสูดลมหายใจอยู่หน้าโรงแรมครู่หนึ่งก่อนก้าวเข้าไปด้านใน พนักงานต้อนรับจำเธอได้ทันทีจากเหตุการณ์เมื่อคืน ทว่าแทนที่จะมองอย่างตำหนิ พวกเขากลับยิ้มให้อย่างสุภาพผิดคาด
“คุณพิมพ์พิศาใช่ไหมคะ คุณภวัตแจ้งไว้แล้วค่ะ ถ้ามาถึงให้ขึ้นไปพบที่ห้องทำงานชั้นสามสิบสองได้เลยค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พร้อมผายมือไปทางลิฟต์ส่วนตัว
“พบคุณภวัตเลยเหรอคะ พิมพ์แค่เอาดอกไม้มาให้ค่ะ ฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ได้ไหมคะ” พิมพ์พิศาถามอย่างตกใจ เพราะคิดว่าจะวางช่อดอกไม้ไว้แล้วรีบกลับ ไม่ได้เตรียมใจจะพบเขาต่อหน้าอีกครั้ง
“คุณภวัตสั่งไว้ว่าให้เชิญคุณขึ้นไปค่ะ ดิฉันจะให้เจ้าหน้าที่พาไปนะคะ” พนักงานต้อนรับตอบอย่างสุภาพ แต่ชัดเจนจนพิมพ์พิศาไม่กล้าปฏิเสธ
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะคะ” พิมพ์พิศารับคำเบา ๆ พลางกอดช่อดอกไม้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
