บทที่ 5 ตอนที่ 2 (40%)

ลิฟต์แก้วพาเธอขึ้นสู่ชั้นสูงของโรงแรม เมืองทั้งเมืองค่อย ๆ ต่ำลงใต้ฝ่าเท้า พิมพ์พิศายืนตัวตรงอย่างเกร็ง ๆ เธอมองเงาตัวเองในผนังลิฟต์ เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย กระโปรงสีครีม และช่อดอกไม้ในอ้อมแขนดูธรรมดาเกินไปเมื่อเทียบกับความหรูหรารอบตัว เธอรู้สึกเหมือนดอกไม้ป่าที่บังเอิญถูกพัดเข้ามาในสวนแก้วราคาแพง

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เลขาคนเดิมของภวัตยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“เชิญค่ะ คุณพิมพ์พิศา คุณภวัตกำลังรออยู่” เลขาสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินนำไปตามโถงทางเดินที่ปูพรมสีเทาเข้มอย่างเงียบเชียบ

พิมพ์พิศาเดินตามไปด้วยหัวใจเต้นแรง มือเล็กกำช่อดอกไม้แน่นขึ้นจนกระดาษห่อส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ เธอบอกตัวเองว่าแค่เอาดอกไม้มาให้ ขอโทษอีกครั้ง แล้วก็กลับ ไม่มีอะไรต้องกลัว แต่เมื่อประตูห้องทำงานบานใหญ่ถูกเปิดออก และร่างสูงของภวัตปรากฏอยู่หลังโต๊ะทำงานสีดำสนิท ความมั่นใจเล็ก ๆ ที่เธอพยายามรวบรวมมาก็แทบละลายหายไปทันที

ภวัตเงยหน้าจากเอกสารตรงหน้า ดวงตาคมลึกมองมาที่เธอโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ มากนัก วันนี้เขาอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มเรียบหรู ผมจัดทรงเรียบร้อย ทุกอย่างในตัวเขาดูสมบูรณ์แบบจนเธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรอยู่ในห้องนี้นานเกินไป

“มาแล้วเหรอ” ภวัตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่ช่อดอกไม้ในอ้อมแขนของเธอนานกว่าที่ควร

“ค่ะ พิมพ์เอาดอกไม้ที่สัญญาไว้มาส่งค่ะ แล้วก็อยากขอโทษอีกครั้งสำหรับเรื่องเมื่อคืนค่ะ” พิมพ์พิศาพูดอย่างสุภาพพร้อมยื่นช่อดอกไม้ให้เขาด้วยสองมือ

ภวัตลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมโต๊ะมารับช่อดอกไม้ด้วยตัวเอง แทนที่จะให้เลขารับแทนอย่างที่คนระดับเขาน่าจะทำ นิ้วเรียวยาวของเขาแตะโดนปลายนิ้วของเธอเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทำให้พิมพ์พิศาสะดุ้งเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่

“สวยดี” ภวัตกล่าวสั้น ๆ ขณะก้มมองช่อดอกไม้ด้วยแววตานิ่งลึก

“พิมพ์เลือกดอกไม้สีขาว เพราะคิดว่าน่าจะเหมาะกับการขอโทษค่ะ มันดูสุภาพ แล้วก็ไม่รบกวนสายตามากเกินไป” พิมพ์พิศาอธิบายอย่างตั้งใจ พลางชี้ดอกไม้ในช่อด้วยท่าทีเกรงใจ

“แล้วดอกเล็ก ๆ สีขาวนี่คืออะไร” ภวัตถามพลางแตะดอกคัตเตอร์เบา ๆ ราวกับกลัวกลีบเล็กละเอียดจะช้ำ

“ดอกคัตเตอร์ค่ะ ปกติมันอาจไม่ใช่ดอกไม้เด่น แต่ถ้าไม่มีมัน ช่อดอกไม้จะดูว่างและไม่สมบูรณ์ พิมพ์ชอบมันเพราะมันไม่แย่งความสวยของดอกอื่น แต่กลับทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวลขึ้นค่ะ” พิมพ์พิศาตอบยาวกว่าที่ตั้งใจ เพราะเมื่อพูดถึงดอกไม้ น้ำเสียงของเธอก็มักอ่อนโยนและมีชีวิตชีวาขึ้นเสมอ

ภวัตมองใบหน้าหวานที่เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงสิ่งที่รัก เขาพบว่าดวงตาของเธอเป็นประกายยามอธิบายความหมายของดอกไม้ และนั่นทำให้เขาอยากถามต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจรายละเอียดเล็กน้อยแบบนี้

“คุณชอบดอกคัตเตอร์มากกว่าดอกหลักในช่อเสียอีกใช่ไหม” ภวัตถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเรียบ แต่แววตากลับตั้งใจฟังจริงจัง

“ค่ะ พิมพ์รู้สึกว่ามันเหมือนคนบางคนที่ไม่ได้โดดเด่นที่สุด แต่ถ้าไม่มีเขา ทุกอย่างอาจไม่สมบูรณ์ก็ได้ค่ะ” พิมพ์พิศาตอบแล้วชะงักไปนิดหนึ่ง เพราะเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดเหมือนเผยความคิดส่วนตัวมากเกินไป

“เป็นมุมมองที่ดี” ภวัตกล่าวเบา ๆ ก่อนจะวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะข้างหน้าต่างอย่างระมัดระวัง

“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร พิมพ์ขอตัวกลับเลยนะคะ ที่ร้านยังมีงานต้องช่วยอีกค่ะ” พิมพ์พิศารีบบอกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในห้องนี้นานเกินไป หัวใจของเธอไม่ค่อยเป็นปกติทุกครั้งที่เขามองมา

“รีบมากหรือ” ภวัตถามพลางหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่ทำให้หญิงสาวไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร

“ก็ไม่ได้รีบมากค่ะ แต่พิมพ์เป็นลูกจ้าง ถ้าออกมานานเกินไปก็เกรงใจเจ้าของร้านค่ะ” พิมพ์พิศาตอบตามตรง น้ำเสียงซื่อจนภวัตรู้สึกว่าการโกหกผู้หญิงคนนี้คงเป็นเรื่องยาก ถ้าเธอจับได้วันหนึ่ง

“ถ้าอย่างนั้นผมไม่รั้งไว้นาน” ภวัตกล่าว ก่อนหยุดมองเธอครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อีกสองวันโรงแรมมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ผมอยากให้ร้านคุณรับจัดดอกไม้ให้”

“จริงเหรอคะ” พิมพ์พิศาถามอย่างแปลกใจ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความดีใจแทนเจ้าของร้าน

“จริง เลขาของผมจะติดต่อไปที่ร้าน รายละเอียดอาจเยอะหน่อย แต่ค่าตอบแทนคุ้มค่า” ภวัตอธิบายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่คำสั่งนั้นเขาวางไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

“ขอบคุณมากนะคะ คุณภวัต พี่อรต้องดีใจมากแน่ ๆ ค่ะ” พิมพ์พิศายกมือไหว้เขาอย่างจริงใจ รอยยิ้มสว่างขึ้นบนใบหน้าหวานโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มนั้นทำให้ภวัตนิ่งไปชั่ววินาที มันไม่ใช่รอยยิ้มที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเอาใจ ไม่ใช่รอยยิ้มหว่านเสน่ห์ที่เขาเห็นจนเบื่อ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ดีใจเพราะโอกาสดี ๆ กำลังเกิดขึ้นกับร้านเล็ก ๆ ที่เธอทำงานอยู่

“คุณดีใจเหมือนเป็นร้านของตัวเอง” ภวัตพูดขึ้นอย่างสังเกต

“พี่อรมีบุญคุณกับพิมพ์มากค่ะ เขารับพิมพ์เข้าทำงานทั้งที่พิมพ์ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ แถมยังยืดหยุ่นเวลาให้พิมพ์ไปเรียนกับพาแม่ไปโรงพยาบาล ถ้าร้านได้งานดี ๆ พิมพ์ก็ดีใจค่ะ” พิมพ์พิศาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และไม่ทันสังเกตว่าสิ่งที่เธอพูดทำให้ภวัตเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตเธอเพิ่มขึ้นอีกชั้น

“คุณดูเป็นคนไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง” ภวัตกล่าวเรียบ ๆ แต่ประโยคนั้นแฝงความหมายมากกว่าคำชมทั่วไป

“พิมพ์ก็คิดถึงตัวเองนะคะ แต่บางทีคนรอบตัวสำคัญกว่า ถ้าแม่สบายดี ถ้าร้านไม่เดือดร้อน พิมพ์ก็สบายใจแล้วค่ะ” พิมพ์พิศาตอบอย่างซื่อตรง ก่อนรีบยิ้มบาง ๆ เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเล่าเรื่องส่วนตัวมากไปอีกแล้ว

ภวัตมองเธอนิ่ง ยิ่งฟัง เขายิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้เหมือนใคร เธอไม่ได้พยายามทำตัว น่าสงสาร แต่ความเหนื่อยล้าในชีวิตกลับซ่อนอยู่ในคำพูดเรียบง่าย เธอไม่ได้อวดดี แต่มีศักดิ์ศรี เธอไม่ได้แข็งกระด้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากใครง่าย ๆ น่าสนใจ และอันตรายสำหรับหัวใจของเขามากกว่าที่คิด

“กลับเถอะ เดี๋ยวผมให้คนไปส่ง” ภวัตกล่าวหลังเงียบไปครู่หนึ่ง

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ พิมพ์กลับเองสะดวกกว่า ร้านอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์ค่ะ” พิมพ์พิศารีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจทันที

“ผมไม่ได้ถามว่าสะดวกหรือไม่ ผมบอกว่าจะให้คนไปส่ง” ภวัตพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่หนักแน่นจนกลายเป็นคำสั่งโดยไม่ตั้งใจ

พิมพ์พิศาชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงตากลมโตมองเขาอย่างระวังมากขึ้น ราวกับกำลังประเมินว่าเขาเป็นคนใจดีหรือเป็นคนชอบออกคำสั่งกันแน่

ภวัตเห็นแววตานั้นแล้วรู้ทันทีว่าตัวเองเผลอใช้วิธีที่คุ้นชินกับเธอมากเกินไป เขาไม่อยากให้เธอถอยหนีตั้งแต่ยังไม่เริ่ม จึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง แม้จะไม่ใช่เรื่องที่เขาถนัดนัก

“ผมหมายถึง ถ้าคุณไม่ลำบากใจ ผมอยากให้คนขับรถไปส่ง เพราะเมื่อวานคุณกลับดึกมาก วันนี้ผมไม่อยากให้คุณเสียเวลาเดินทางอีก” ภวัตกล่าวใหม่อย่างระมัดระวังมากขึ้น

พิมพ์พิศามองเขาอย่างแปลกใจนิด ๆ ก่อนความระแวงเมื่อครู่จะค่อย ๆ คลายลง

“ขอบคุณนะคะ แต่วันนี้ยังเช้าอยู่ พิมพ์กลับเองได้จริง ๆ ค่ะ พิมพ์เกรงใจ แล้วก็ไม่อยากให้ที่ร้านคิดว่าพิมพ์ทำตัวพิเศษกว่าคนอื่นด้วยค่ะ” เธอปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น ในน้ำเสียงมีความเกรงใจและขอบเขตที่ชัดเจน

ภวัตมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่ในใจไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนัก

“ตามใจคุณ” เขากล่าวสั้น ๆ แต่ดวงตายังคงจับอยู่บนใบหน้าเธอเหมือนกำลังจดจำทุกอย่าง

“ขอบคุณค่ะ แล้วก็ขอบคุณเรื่องงานที่จะให้ร้านพิมพ์ด้วยนะคะ” พิมพ์พิศากล่าวพร้อมยกมือไหว้อีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากห้องทำงาน

เมื่อประตูปิดลง ภวัตหันกลับไปมองช่อดอกไม้บนโต๊ะ ดอกคัตเตอร์เล็ก ๆ สีขาวแทรกอยู่ระหว่างดอกลิลลี่และกุหลาบสีครีมอย่างถ่อมตัว แต่ทำให้ทั้งช่อดูสมบูรณ์ขึ้นจริงตามที่เธอบอก

เขาหยิบการ์ดใบเล็กขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ลายมือของเธอเป็นระเบียบ อ่อนหวาน และจริงใจอย่างประหลาด

“ขอโทษสำหรับความผิดพลาดเมื่อคืนค่ะ ขอบคุณที่กรุณาไม่เอาเรื่อง พิมพ์พิศา”

ภวัตอ่านประโยคนั้นซ้ำหนึ่งรอบ ก่อนวางการ์ดกลับลงไปอย่างเบามือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป