บทที่ 6 ตอนที่(65%)
“คุณภวัตคะ ดิฉันติดต่อร้านอุ่นไอดอกไม้สำหรับงานวันพฤหัสบดีแล้วค่ะ ทางร้านยินดีรับงานมากค่ะ” เลขาสาวรายงานหลังเข้ามาอีกครั้งพร้อมแท็บเล็ต
“ดี หลังจากงานวันพฤหัสบดี ให้ฝ่ายจัดเลี้ยงวางแผนงานเล็กอีกสองงานในเดือนนี้ เลือกธีมที่ต้องใช้ดอกไม้สดเยอะหน่อย” ภวัตสั่งโดยไม่ละสายตาจากช่อดอกไม้
“งานเล็กอีกสองงานหรือคะ ปกติเดือนนี้ไม่มีตารางกิจกรรมเพิ่มเติมนะคะ” เลขาถามอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ว่าคำสั่งนี้ไม่ได้อยู่ในแผนเดิมแน่นอน
“ก็เพิ่มเข้าไป” ภวัตตอบเรียบ ๆ เหมือนการจัดงานระดับโรงแรมหรูเป็นเรื่องง่ายเท่าการสั่งกาแฟ
“ต้องการให้ใช้ร้านอุ่นไอดอกไม้ทั้งหมดใช่ไหมคะ” เลขาถามต่อ แม้จะเดาคำตอบได้อยู่แล้ว
“ใช่ และดูให้แน่ใจว่าคนที่มาส่งงานเป็นพิมพ์พิศา” ภวัตกล่าวอย่างชัดเจน ก่อนยกสายตาขึ้นมองเลขา
“รับทราบค่ะ” เลขารับคำโดยไม่ถามอีก แต่ในใจเริ่มแน่ใจว่าการชนกันเมื่อคืนไม่ได้จบแค่สูทเปียกและแจกันร้าวสำหรับเจ้านายของเธอแน่นอน
ในช่วงสัปดาห์ถัดมา ร้านอุ่นไอดอกไม้แทบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ออร์เดอร์จากโรงแรมวรเศรษฐ์ แกรนด์ โฮเทล ทยอยเข้ามาติด ๆ กัน ทั้งงานเลี้ยงต้อนรับแขกวีไอพี งานประชุมผู้บริหาร งานเปิดตัวเมนูใหม่ของห้องอาหาร และงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้ากลุ่มเล็กที่ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องจัดดอกไม้มากมายขนาดนั้น แต่กลับสั่งละเอียดอย่างน่าแปลกใจ
อรนภาดีใจจนแทบนอนไม่หลับ เธอเดินไปเดินมาในร้านพร้อมสมุดจดออร์เดอร์ในมือ รอยยิ้มกว้างจนพิมพ์พิศาอดยิ้มตามไม่ได้
“พิมพ์เอ๊ย นี่มันบุญหล่นทับร้านเราชัด ๆ โรงแรมใหญ่สั่งงานติดกันขนาดนี้ ถ้าเราทำดี เขาอาจใช้ร้านเรายาวเลยนะลูก” อรนภาพูดอย่างตื่นเต้น ขณะตรวจรายการดอกไม้ที่ต้องสั่งเพิ่มจากตลาด
“ดีจังเลยค่ะพี่อร ร้านเราจะได้มีรายได้เพิ่ม พี่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าร้านมากเหมือนเดือนก่อน” พิมพ์พิศากล่าวด้วยความดีใจจริง ๆ ขณะช่วยตัดก้านดอกกุหลาบอยู่หลังโต๊ะ
“ใช่เลยลูก แล้วงานโรงแรมเขาก็ชอบให้พิมพ์ไปส่งนะ พี่ว่าเขาคงถูกใจฝีมือพิมพ์แน่ ๆ” อรนภาพูดพลางหันมามองลูกจ้างสาวด้วยแววตาภูมิใจ
“อาจเพราะพิมพ์รู้ทางเดินในโรงแรมแล้วก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องให้คนอื่นไปหลงเหมือนพิมพ์วันแรก” พิมพ์พิศาพูดแก้เขิน แม้ลึก ๆ จะเริ่มรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมทุกงานต้องให้เธอเป็นคนไปส่ง
“หรือไม่ก็เจ้าของโรงแรมถูกใจคนส่งดอกไม้มากกว่าดอกไม้” เสียงนลินดังแทรกมาจากหน้าร้าน ก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้ามาพร้อมถุงน้ำเต้าหู้ในมือ
“นลิน พูดอะไรของเธอเนี่ย” พิมพ์พิศารีบหันไปดุเพื่อนสนิท ใบหน้าร้อนขึ้นทันที
นลินเป็นเพื่อนสนิทของพิมพ์พิศาตั้งแต่สมัยเรียน เธอเป็นคนพูดตรง ปากไว และรักเพื่อนมากจนบางครั้งเหมือนเป็นพี่สาวมากกว่าเพื่อน นลินรู้เรื่องที่พิมพ์พิศาทำแจกันร้าวใส่ภวัตแล้ว และตั้งแต่นั้นมาก็คอยแซวไม่หยุด
“ฉันพูดตามความจริงเถอะ อยู่ดี ๆ โรงแรมหรูระดับนั้นจะมาสั่งดอกไม้ร้านเล็ก ๆ ของเราแทบวันเว้นวัน แถมระบุให้เธอไปส่งตลอด มันบังเอิญไปหน่อยไหม” นลินพูดพร้อมวางถุงน้ำเต้าหู้ลงบนโต๊ะ ท่าทางจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย
“เขาอาจให้โอกาสร้านเราก็ได้ คุณภวัตเขาดูเป็นคนมีน้ำใจนะ” พิมพ์พิศาแย้งเบา ๆ แม้น้ำเสียงจะไม่มั่นใจเต็มร้อย
“ผู้ชายรวยมาก หน้านิ่งมาก และมีอำนาจมาก ไม่ได้วนเวียนใกล้ผู้หญิงธรรมดาเพราะมีน้ำใจอย่างเดียวหรอกนะพิมพ์” นลินเตือนด้วยแววตาห่วงใย ไม่ได้แซวเล่นเหมือนตอนแรก
“เธอคิดมากไปแล้วนลิน พิมพ์กับเขาแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย เขาแค่ถามเรื่องดอกไม้บ้างเท่านั้นเอง” พิมพ์พิศาพูดพลางหลบตาเพื่อน เพราะคำว่า “ถามเรื่องดอกไม้บ้าง” ในความจริงแล้วเริ่มกลายเป็นบทสนทนาสั้น ๆ ที่เธอแอบจำได้ทุกประโยค
“ถามเรื่องดอกไม้นั่นแหละน่ากลัว ผู้ชายบางคนไม่ได้จีบตรง ๆ แต่ค่อย ๆ เข้ามาอยู่ใกล้จนเราเคยชิน แล้วพอรู้ตัวอีกที เราก็เผลอคิดถึงเขาไปแล้ว” นลินกล่าวเสียงจริงจัง พลางจ้องหน้าเพื่อนราวกับอยากอ่านใจให้ทะลุ
“พิมพ์ไม่ได้คิดถึงเขานะ” พิมพ์พิศารีบปฏิเสธ แต่คำปฏิเสธนั้นเร็วเกินไปจนยิ่งดูไม่น่าเชื่อ
“ฉันยังไม่ได้บอกว่าเธอคิดถึงเลยนะ” นลินสวนกลับทันที พร้อมยกคิ้วอย่างจับผิด
พิมพ์พิศาเม้มปาก ไม่รู้จะตอบอย่างไร อรนภาที่ฟังอยู่หัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู แต่ไม่ได้เข้ามายุ่ง เพราะเห็นว่าหญิงสาวทั้งสองคนคงคุยกันได้เอง
เย็นวันนั้น พิมพ์พิศาต้องไปส่งดอกไม้ที่โรงแรมอีกครั้ง งานวันนี้เป็นงานเลี้ยงเล็กในห้องอาหารชั้นบน ธีมสีขาวเขียว เรียบหรู และต้องใช้ช่อดอกไม้ทรงต่ำประดับบนโต๊ะอาหารหลายสิบชุด เธอกับพนักงานอีกคนช่วยกันขนดอกไม้เข้าประตูบริการด้านหลัง ก่อนจะเริ่มจัดวางตามแบบที่โรงแรมส่งมา
แม้จะมาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ พิมพ์พิศาก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบ โลกที่ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อย หรูหรา และมีระยะห่างจากชีวิตจริงของเธอมากเหลือเกิน
“คุณพิมพ์พิศาคะ คุณภวัตลงมาตรวจความเรียบร้อยของงานค่ะ ถ้ามีอะไรต้องปรับ เขาอาจแจ้งโดยตรงนะคะ” พนักงานฝ่ายจัดเลี้ยงบอกเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ ขณะช่วยเลื่อนแจกันดอกไม้ไปยังตำแหน่งกลางโต๊ะ
“ค่ะ ได้ค่ะ” พิมพ์พิศารับคำ ทั้งที่หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ไม่กี่นาทีต่อมา ภวัตก็เดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมผู้จัดการโรงแรมและเลขาส่วนตัว ร่างสูงของเขาดูโดดเด่นแม้อยู่ท่ามกลางพนักงานจำนวนมาก เขากวาดตามองภาพรวมของงานด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่พิมพ์พิศาเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยววินาทีนั้นกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกมองนานกว่าคนอื่น
“ดอกไม้วันนี้เป็นฝีมือคุณทั้งหมดหรือเปล่า” ภวัตถามขึ้นขณะเดินมาหยุดใกล้โต๊ะที่เธอกำลังจัดก้านยูคาลิปตัสให้เข้าที่
“พิมพ์ช่วยจัดกับพี่ที่ร้านค่ะ แต่แบบหลักพี่อรเป็นคนวางไว้ พิมพ์แค่ปรับหน้างานนิดหน่อยค่ะ” พิมพ์พิศาตอบอย่างถ่อมตัว พร้อมถอยห่างจากโต๊ะเล็กน้อยเพื่อให้เขาดูผลงาน
“คุณชอบใช้สีขาวกับสีเขียว” ภวัตกล่าวเหมือนสังเกตมากกว่าถาม
“ค่ะ พิมพ์รู้สึกว่าสองสีนี้ทำให้คนมองสบายใจ ไม่ฉูดฉาด แต่ก็ไม่จืดเกินไปค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายขึ้นเมื่อบทสนทนากลับมาอยู่ในเรื่องดอกไม้
“แล้วคุณไม่ชอบสีแดงหรือ” ภวัตถาม พลางมองดอกไม้บนโต๊ะที่แทบไม่มีสีแดงปรากฏเลย
“พิมพ์ไม่ได้ไม่ชอบค่ะ แต่ถ้าเป็นกุหลาบแดงทั้งช่อ พิมพ์จะรู้สึกว่ามันแรงไปนิด เหมือนความรักที่ประกาศเสียงดังเกินไป บางครั้งมันสวยก็จริง แต่น่ากลัวเหมือนกันค่ะ” พิมพ์พิศาตอบตามความรู้สึก ก่อนจะชะงักเมื่อนึกได้ว่ากำลังพูดเรื่องความรักกับผู้ชายที่แทบไม่รู้จัก
“ความรักที่เสียงดังเกินไปน่ากลัวอย่างนั้นหรือ” ภวัตทวนคำอย่างสนใจ ดวงตาคมลึกขึ้นเล็กน้อย
“พิมพ์แค่คิดเล่น ๆ ค่ะ อาจไม่ถูกก็ได้ พิมพ์ไม่ค่อยรู้เรื่องความรักเท่าไร” เธอรีบแก้ตัว ใบหน้าหวานร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“ไม่รู้ แต่พูดได้น่าสนใจ” ภวัตกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้พิมพ์พิศายิ่งทำตัวไม่ถูก
