บทที่ 1 1

กล่องของขวัญทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีโบว์ที่แดงสดคาดมาด้วยถูกยื่นมาตรงหน้า ไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรแต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้เธอไม่สามารถหุบยิ้มได้จริงๆ ความโกรธที่สุมอยู่ในใจนานเป็นอาทิตย์หายไปดื้อๆ เพียงได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า

“คิดว่าให้ของขวัญแค่นี้แล้วจะหายโกรธหรือไง ฮึ !” จำใจวางมันลงบนโต๊ะ ทั้งที่อยากจะกอดเอาไว้ นานๆ เขาจะซื้อของให้เธอ

“ยิ้มกว้างขนาดนี้จะบอกว่ายังโกรธอยู่อย่างนั้นเหรอ โกหกให้เนียนๆ หน่อยเถอะ” จิณณ์หัวเราะในลำคอก่อนจะเอื้อมมือลูบศีรษะทุยได้รูปเบาๆ

“อย่าหายไปนานอีกนะ โทรหาก็ไม่ยอมรับ” เขาบอกว่าจะลงไปกรุงเทพฯ เพื่อนัดคุยกับลูกค้าประมาณสามวัน แต่เอาเข้าจริงๆ ดันปาไปอาทิตย์กว่า ไม่ว่าจะเพียรพยายามโทรหาเขาเท่าไหร่ จิณณ์ไม่ยอมรับสายเธอเลย เขาไม่รู้หรอกว่าเธอหงุดหงิดมากแค่ไหน จะโวยวายเพื่อระบายอารมณ์ก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนในครอบครัวจะสงสัยเอา

“ก็บอกแล้วว่าให้ไปด้วยกัน ไม่มีใครสงสัยหรอก”

“บ้าเหรอพี่จิณณ์ อาวรรณไม่ได้ไปด้วย พ่อกับพี่วุฒิไม่อนุญาตให้วิวไปหรอก” คนตัวเล็กทำหน้ามุ่ย อึดอัดหัวใจแทบตายที่ต้องหลบซ่อน “ทำไมอาวรรณต้องเลิกกับอาทยุตด้วยก็ไม่รู้”

ทยุตคืออาของเธอ ท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณพ่อ ท่านแต่งงานกับรวิวรรณญาติฝ่ายพ่อของจิณณ์ แต่ไม่นานนักทั้งคู่ก็ได้เลิกรากันไป ไม่ได้เลิกธรรมดาด้วยสิ

“เป็นเราจะยอมทนเหรอ ถ้าสามีตัวเองมีชู้ จะยอมให้ผู้หญิงพวกนั้นมาหยามหน้าหรือไง” คนตรงหน้าบอกเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลานั่นขบกรามแน่นจนวาริชาใจเสีย

“วิวขอโทษ ก็แค่ไม่อยากให้ครอบครัวเราต้องทะเลาะกันนี่” เธอเกาะแขนแล้วซบหน้าลงกับไหล่ของชายหนุ่มคนรัก “มันทรมานนะพี่จิณณ์”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปหาที่บ้าน จะได้สารภาพทุกอย่างกับลุงเมธดีไหม” หญิงสาวส่ายหน้าหวือ ฟาดแขนชายหนุ่มไปทีหนึ่งไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาคิด

“จะบ้าเหรอ แบบนี้บ้านแตกแน่ๆ”

“แล้วจะให้ทำยังไง นู่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอา” คนพูดถอนหายใจยกเครื่องดื่มตรงหน้าสาดลงคอ ริมฝีปากยกยิ้มเมื่อหางตาเหลือบเห็นสาวสวยเหล่มาทางนี้ ถ้าไม่ติดว่าโดนคนข้างๆ กอดแขนไว้เขาคงลุกไปนั่งด้วยแล้ว

“ลองให้วิวเกริ่นๆ กับพี่วุฒิก่อน” ถ้าเทียบพี่ชายกับบิดาแล้ว คนแรกน่ากลัวน้อยกว่านิดหน่อย

“แล้วเราเมื่อไหร่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ดรอปมาสองปีแล้วนะ จะมาเรื่อยๆ เอื่อยๆ ไม่ได้” พอโดนทักเรื่องเรียนต่อหญิงสางถึงกับถอนหายใจ เธอปล่อยแขนชายหนุ่มแล้วยกกล่องของขวัญมาวางบนตักกอดมันเอาไว้

กลับถึงบ้านค่อยเปิดดู ถ้าโดนถามว่าใครให้มาค่อยเนียนๆ บอกเป็นของรวิวรรณ

“อย่าเพิ่งสิพี่จิณณ์ ถ้าวิวเรียนต่อก็ต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ เลยนะ”

“ทำไมต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ จังหวัดใกล้ๆ เราก็มี”

“ถ้าเรียนแถวนี้วิวก็ต้องย้ายไปอยู่หอไม่มีใครดูแล พ่อกับพี่วุฒิไม่มีใครยอม แต่ถ้าเรียนที่กรุงเทพฯ พ่อจะให้ไปอยู่กับอายุต” เธอพลาดอีกแล้ว แค่เอ่ยชื่ออาของตัวเองออกมา คนตรงหน้าอารมณ์ขึ้นทันที “ไปนู่นคงคิดถึงพี่จิณณ์แย่”

“จะหกโมงแล้ว ไม่กลับบ้านเหรอ” ชายหนุ่มตัดบทอย่างรำคาญใจ เขาบอกเมื่อหันไปมองนาฬิกาที่ข้างผนังพอดี “กลับไปได้แล้วไป เดี๋ยวจะโทรหาอีกที”

“ไล่จัง” คนตัวเล็กบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของคนที่โตกว่า จิณณ์คงเป็นห่วงเธอเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงพี่ชายของเธอก็กลับมาแล้ว “อย่าลืมโทรหานะ สักสองทุ่มกำลังดี วิวตั้งระบบสั่นไว้”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ก่อนที่ร่างเล็กๆ จะเดินลับออกจากร้านไปพร้อมกับกล่องของขวัญที่เขาแวะซื้อติดมือมา ไม่กี่บาทถือว่าลงทุนซื้อใจผู้หญิงคนหนึ่ง ชายหนุ่มโบกมือกลับเมื่อวาริชาหันมาส่งยิ้มให้ก่อนจะขึ้นรถกระบะสี่ประตูของเธอ มองแล้วรถกับตัวไม่ได้สมกันสักนิด

ได้ข่าวว่านายเมธ คนเป็นพ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด

“แกไม่สงสารน้องเขาหรือไงวะ เอาจริงๆ วิวก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยนะ” ไกรสรถือวิสาสะนั่งลงแทนที่วาริชา เขาเป็นเพื่อนสนิทของจิณณ์และรับรู้เรื่องราวมาโดยตลอด แม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่อาจห้ามความตั้งใจของคนตรงหน้าได้

“แกเลิกพูดเถอะไอ้สร อาวรรณก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายถอยหลังให้ไอ้หน้าตัวเมียคนนั้น”

“ตอนนี้มันก็ไม่ต่างกันนะไอ้จิณณ์ แกกำลังทำตัวเหมือนอาทยุต ด้วยการหลอกผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคนหนึ่ง” เขาพยายามเตือนมันหลายครั้งเพราะอยากให้ล้มเลิกเสีย ตอนนี้มันยังไม่สายแต่ต่อไปน่ะ ไม่แน่ใจ

หากมันเลยเถิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างไม่อยากจะคิด ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างมีอิทธิพลพอๆ กัน มันเคยหลวมรวมเป็นหนึ่งมาแล้ว แต่ต้องแตกหักเพราะทยุตดันนอกใจภรรยาอย่างรวิวรรณ นั่นทำให้บิดาของจิณณ์ถึงกับประกาศลั่นว่าอีกฝ่ายคือศัตรูนับแต่จากนี้

ทางด้านของวรเมธบิดาของวาริชา แถมยังมีศักดิ์เป็นพี่ชายของทยุต ใช่ว่าจะเกรงกลัวเพราะท่านเองโต้กลับมาว่าคนที่มีชู้คือฝ่ายหญิงต่างหาก ข่าวนี้ดังไปทั่วจังหวัดแต่ไม่มีใครกล้ายุ่ง

“แกก็เห็นว่าคนที่เข้าหาไม่ใช่ฉัน แต่เป็นยัยนั่นต่างหาก ฉันไม่ผิด”

“แต่แกผิดที่คิดจะใช้วิวเป็นเครื่องมือ” เพราะมันเป็นเพื่อนเขาจึงพยายามเตือน ไม่อยากให้สองครอบครัวมองหน้ากันไม่ติดไปมากกว่านี้ อีกอย่างทั้งรวิวรณและวาริชาก็ยังรักใคร่กันดี แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้วก็ตาม

บทถัดไป