บทที่ 12 12
“เข้ามา” เคาะประตูห้องสองสามครั้ง คนที่อยู่ข้างในเอ่ยปากอนุญาต เสียงทุ้มที่คุ้นหูนั่นเธอไม่ได้ยินมานานแล้ว ถ้าบอกตามความจริงคือเธอปิดกั้นทุกอย่าง พยายามไม่นึกถึงไม่ถามความเป็นไปกับครอบครัวตัวเองก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบิดาหรือพี่ชายก็ดูจะไม่ค่อยสนใจเธอแล้ว
บางทีก็น้อยใจ...แต่จะโทษใครได้เพราะเธอทำตัวเอง ยังดีที่ท่านโอนเงินค่าเทอมมาให้ ส่วนค่าใช้จ่ายเอาตามตรงว่ามันไม่พอกับการใช้ชีวิตในกรุงแต่เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากขอเพิ่มหรอก อาศัยหางานเสริมอื่นๆ
“รายละเอียดทุกอย่างรวมไว้ในแฟ้มแล้วค่ะ” วาริชากลั้นใจพูดออกไป จิณณ์ไม่เหลือบมองเธอด้วยซ้ำ เขารับแฟ้มนั่นไปเปิดดูแล้วตอบสั้นๆ
“อืม”
“ค่ะ ขอตัวนะคะ” ในเมื่อเขาทำเหมือนจำกันไม่ได้ ทำเหมือนไม่รู้จักกันเธอก็จะปล่อยเลยตามเลย แบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องหนักใจ
“แล้วคุณสุกัญญาไม่ได้บอกเหรอ ว่าต้องเตรียมกาแฟให้ฉันด้วย” เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลังทำให้หญิงสาวก้าวขาไม่ออก น้ำเสียงเขาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เธอทำหน้าที่บกพร่อง วาริชาหันหลังกลับไปถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อจิณณ์จ้องหน้าตรงๆ แบบนี้
เคยรู้สึกอยากให้ย้อนเวลากลับไปได้หรือเปล่า เธอกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ หากทำได้เธอจะย้อนกลับไปไม่รักผู้ชายคนนี้ ไม่รู้จักเลยยิ่งดีจะได้ไม่มานั่งปวดใจอยู่ทุกวันทุกคืน เหมือนตัวเองไม่มีความหมายกับใครแม้แต่จิณณ์ที่กำลังทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“ขอโทษค่ะ จะรีบชงมาให้นะคะ” แต่ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็อยู่ในฐานะเจ้านาย ถ้าเธอลำบากใจมากนักคงต้องยื่นใบลาออก ใครจะว่าเธอเป็นคนหนีปัญหาก็ช่าง แต่เธอคนหนึ่งล่ะไม่อยากทนอยู่กับอะไรที่ทำให้เธอต้องจมอยู่กับความเลวร้ายที่ตามหลอกหลอน
“อืม” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ วาริชาจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเดินไปที่ประตู จัดการชงกาแฟให้เสร็จสรรพจะได้จบๆ ไป ขาเรียวยาวกำลังก้าวพ้นห้องแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มเปรยขึ้นมา “ขอเข้มๆ เธอคงจำได้”
วาริชาไม่ได้หันกลับไป เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า แต่ถ้าเขาพูดอย่างนั้นจริงๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ ในเมื่อคนที่ทำร้ายหัวใจตัวเองกำลังกลับมารุกรานอีกครั้ง
วันนี้เป็นวันที่เธอเหนื่อยล้ามากที่สุดทั้งร่างกายรวมถึงหัวใจ มันทำงานหนักจนเธอกังวลว่าชีวิตต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ร่างบางเดินเข้าห้องนอนมาทั้งที่ยังไม่ได้ถอดรองเท้า ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอย่างหมดแรง ภาพในวันวานไหลเข้าสู่สมองเป็นฉาก ราวกับมันถูกเก็บเอาไว้ในส่วนลึกไม่ได้หายไปไหนอย่างที่พยายามจะลบทิ้ง คำพูดและสีหน้าที่ดูสะใจของจิณณ์ทำเอาวาริชาปวดร้าวแล่นจุกขึ้นมาที่อก จนเธอต้องยกมือกุมมันเอาไว้ลูบเบาๆ หวังให้หายจากอาการบ้าๆ
หญิงสาวหัวเราะเยาะกับโชคชะตาที่ขีดมาให้แบบนี้ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ชายหนุ่มชอบลงมากรุงเทพฯ เธอรู้แค่ว่าเขามีนัดคุยกับลูกค้า ไม่ได้ซักถามว่าเขาทำงานอะไรเพราะไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ใครจะไปรู้ว่าจริงๆ แล้วจิณณ์มีบริษัทเป็นของตัวเอง แต่ไม่ใช่บริษัทเล็กๆ ที่เธอทำอยู่หรอก เพราะอันนี้เขาเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนของเขา
‘ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนะ แต่มีบริษัทเป็นของตัวเองแล้วเก่งมากเลยล่ะ’
‘แล้วบริษัทที่เราทำอยู่ไม่ใช่ของคุณโจ้กับคุณตี้เหรอ’
‘เห็นว่าเป็นหุ้นส่วนนะ คุณจิณณ์ถือสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกสองคนนั้นถือคนละสามสิบเปอร์เซ็นต์ ฉันก็เพิ่งมารู้นี่แหละว่าที่ผ่านมาเขายกให้คุณโจ้กับคุณตี้เป็นคนดูแล’
‘แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงมาที่นี่ล่ะ ไม่ปล่อยให้ดูแลต่อ’
‘เอ้า ! แกก็...นี่มันบริษัทคุณจิณณ์เหมือนกันนะ แปลกตรงไหนถ้าเขาอยากจะเข้ามาตรวจ มาบริหารเอง’
แปลกสิ...วาริชาตอบเพื่อนในใจ ไม่ใช่เขาที่แปลกแต่เป็นที่เธอต่างหาก ทำไมถึงไม่ศึกษาหารายละเอียดให้รอบคอบ สรุปว่าที่พยายามออกห่างจากจิณณ์นั้นไม่มีผลเลย เหมือนเธอพายเรือวนอยู่ในอ่างไม่ได้ไปไหนไกลอย่างที่คิดเอาไว้
มันสบสนและปวดร้าวแปลกๆ หลังจากที่เธอชงกาแฟนำไปให้เขาแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิณณ์ยังคงนิ่งเฉยคล้ายกับไม่รู้จักกัน ซึ่งมันดีต่อเธอมากแต่จะดีกว่านี้หากตอนนั้นเขาไม่พูดให้นึกถึงในอดีต เพราะนั่นเท่ากับว่าชายหนุ่มจำเธอได้แต่ไม่สนใจกันมากกว่า
เธอคงหวังอะไรบางอย่างในตัวเขาจริงๆ
“ไม่เข็ดเหรอวิว เมื่อไหร่จะลืมเขาได้สักที” ความทรงจำที่แสนเลวร้ายยังติดอยู่ในใจไม่สามารถลบเลือนไปง่ายๆ ทุกเรื่องมันถาโถมเข้าใส่เธอจนตั้งรับไม่ทัน
ตอนนี้เธอกลายเป็นว่าเธออยู่ตัวคนเดียว เหมือนโดนตัดขาดจากทางครอบครัวอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่โดนส่งตัวมาเรียนที่กรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ของเธอและบิดารวมถึงพี่ชายก็เริ่มห่างเหินมากขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้ว่าพวกเขาโกรธที่แอบคบกับจิณณ์ แถมเรื่องที่เกิดขึ้นเธอกลายเป็นผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาผู้ชาย ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียขายขี้หน้าจนโดนนินทาไปทั่วจังหวัด
มากความเสียใจเรื่องของจิณณ์ก็คงเป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อไม่รักลูกคนนี้แล้ว เธอเคยกลับบ้านไปเพื่อกราบขอขมาบิดารวมถึงพี่ชายตัวเอง พวกเขาเอ่ยปากยกโทษให้เธอแต่การกระทำรวมถึงสายตาที่มองมายังเหินห่างเหมือนเดิม นาทีนั้นจึงตระหนักได้ว่าหากเธออยู่บ้านต่อไปรังแต่จะสร้างปัญหาเปล่าๆ เธอไม่อยากให้ท่านต้องลำบากใจหากต้องเจอหน้าลูกไม่รักดีอย่างเธอทุกวัน
