บทที่ 15 15
“ไม่ว่างไม่ได้ เธอต้องไป !” เสียงเข้มแลดูทรงอำนาจดังขึ้นด้านหลัง จนสองสาวถึงกับสะดุ้ง นัชชารีบลุกขึ้นแล้วเดินไปอยู่ข้างๆ จิณณ์ที่มาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
“คุณจิณณ์ขา นัชชาไม่รู้เรื่องนะคะ อยู่ๆ วิวเขาก็มาคะยั้นคะยอให้นัชชาไปแทน” วาริชาเม้มปากเข้าหากันแน่น เธอสบตาคนตัวโตที่กำลังจ้องเขม็ง
“วาริชา ไปพบผมที่ห้องด้วย !”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวนี้ !” เขาสั่งไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานตัวเอง ปล่อยให้วาริชายืนกลืนน้ำลายตรงนั้น ไม่คิดว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้
“อย่ามาโบ้ยให้ฉันล่ะ ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงกับเธอด้วยซ้ำ” นัชชาร้อนตัวรีบพูดขึ้น
“ช่างเถอะ” วาริชาตอบกลับไม่ใส่ใจ ร่างบางก้าวขาตามจิณณ์ที่เดินเข้าห้องไปก่อนหน้านี้ อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยมันไป ดูเหมือนยิ่งพยายามถอยหนีก็ยิ่งโดนกระชากกลับมาที่เดิม
เข้ามาในห้องหลังจากที่เคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เธอจึงเปิดเข้ามาเลยเห็นเขากำลังยืนออกไปด้านนอกโดยหันหลังให้กับเธอ หากสถานะของเธอและเขาและเป็นเหมือนเดิม อาการของจิณณ์ตอนนี้คือหงุดหงิดอยู่และเธอไม่ควรยุ่ง แต่ตอนนี้เขาเป็นเจ้านายและเธออยู่ในฐานะลูกน้อง ไม่ยุ่งไม่ได้เพราะโดนสั่งให้เข้ามาพบที่ห้อง
“ที่ทำงานไม่ใช่สวนสนุกของเด็ก คิดจะโยนงานให้คนอื่นก็ทำกันง่ายๆ โตแล้วไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ เวลาออกไปพบลูกค้าจะให้เขาเชื่อถือเธอได้อย่างไร” เขาหันมาว่าแม้เสียงไม่ดังมากแต่นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังตัวลีบลง วาริชาได้แต่ยืนก้มหน้ามือประสานกันไว้
“ขอโทษค่ะ”
“ไปเตรียมตัว เราจะเดินทางกันเย็นนี้” คำสั่งของจิณณ์ทำให้หญิงสาวตกใจ ทำไมจู่ๆ มาเปลี่ยนแปลงโดยไม่บอกกันล่วงหน้า “ไปเก็บของที่โต๊ะ ฉันจะไปส่งเธอที่ห้อง”
“ทำไมมันปุบปับแบบนี้ล่ะคะ งานที่ค้างไว้...” / “ฉันสั่งให้เพื่อนของเธอทำแทนแล้ว”
วาริชาเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานซึ่งตอนนี้สุชาดากำลังนั่งแทนอยู่ พอเห็นเพื่อนเดินมาถึงกับรีบปลอบด้วยความเป็นห่วง “โอเคไหมวิว”
“อื้อ ฝากงานด้วยนะต่าย แล้วจะรีบกลับมา”
“มีอะไรรีบโทรมานะวิว เป็นห่วงแกนะ” วาริชาไม่อยากเป็นที่สนใจต่อสายตาใครๆ แม้อยากจะกอดเพื่อนในเวลานี้แต่ก็ทำได้แค่บีบมือเบาๆ ขอบคุณเท่านั้น
“รอในรถก็ได้ค่ะ เก็บของแค่แปปเดียว” ห้องเช่าเธอเป็นห้องเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ให้เขาเข้าไปด้วยคงจะอึดอัด
“เข้าไปด้วยนี่แหละ” จิณณ์บอกห้วนๆ วาริชาทำหน้านิ่งใส่ไม่เข้าใจว่าเขาจะตามเข้าไปทำไมกัน “ซ่อนผู้ชายเอาไว้หรือไง ทำไมฉันจะเข้าไปด้วยไม่ได้”
“ตามใจค่ะ” เพราะรู้ว่าห้ามยังไงก็ไม่เป็นผล เธอเคยขัดใจเขาได้ด้วยเหรอ ไม่เลยสักครั้ง...
จิณณ์เดินตามหลังร่างบางไปพร้อมกับสังเกตไปด้วย วาริชาเนื้อตัวบอบบางเหมือนเก่า เปลี่ยนไปแค่เธอดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมยาวๆ ของเธอนั้นย้อมเป็นสีน้ำตาลไม่ใช่สีดำเหมือนเมื่อก่อน และสิ่งที่ไม่เหมือนเมื่อก่อนก็คือรอยยิ้ม
เธอไม่ค่อยยิ้ม...แววตาก็เช่นกัน
ห้องพักของวาริชาอยู่ชั้นสองตึกนี้ทั้งหมดสามชั้น มองแล้วความปลอดภัยแทบไม่มี เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่นี่ใครๆ ก็เข้ามาได้
“อยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว”
หญิงสาวเปิดตู้เย็นพร้อมกับรินน้ำใส่แก้วมาให้ชายหนุ่ม พยายามไม่สบตาเพราะไม่อยากมองแค่อยู่ใกล้กันแบบนี้ถือว่ามากพอแล้ว “เกือบสองปีแล้วค่ะ” เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่หลังจากได้งานที่บริษัทที่ทำอยู่ เพราะการเดินมันสะดวกกว่าที่พักที่เคยอยู่มาก่อนหน้านี้
“เวลาคุยกับลูกค้าก็ไม่มองหน้าแบบนี้เหรอ เสียมารยาท” ถ้อยคำตำหนิพวกนี้มันบาดลึกกลางใจของเธอ ที่ไม่มองเพราะไม่อยากกลับไปนึกถึงเรื่องเก่าๆ เธอมันผู้หญิงปากดีที่เคยบอกว่าจะเลิกรักเขา
ทุกอย่างกำลังดีขึ้นแต่เขาก็กลับมาในชีวิต...อีกครั้ง
วาริชาไม่ได้ตอบคำถามของชายหนุ่ม เธอเลี่ยงเข้าห้องนอนเพื่อจัดการเก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นใส่กระเป๋า ไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จเพราะไม่ได้ขนอะไรไปมาก
“คุณจิณณ์ไม่ไปเก็บของตัวเองก่อนหรือคะ” ที่ถามเพราะสงสัยไม่เห็นว่าบนรถเขาจะมีกระเป๋าอะไรติดมาก่อนเลย ถ้าเขาจะกลับไปเก็บของที่บ้านให้เธอรออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ เพราะจะออกเดินทางตอนเย็นๆ
“ว่าไงนะ ไม่ค่อยได้ยิน” จิณณ์ลุกขึ้นยืดตัวเล็กน้อย ร่างสูงก้าวมาหาร่างบางที่มีกระเป๋าเป้วางอยู่ข้างตัว วาริชาเปลี่ยนไปมากจริงๆ หลายปีที่ไม่ได้เจอกันจากเด็กต่างจังหวัดมาเป็นสาวกรุง ทำให้เธอหลงลืมความสดใสไปแล้วสินะ
“ถอยออกไป !” คนตัวเล็กลั่นเสียงใส่เมื่อเขายังสาวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ แผ่นหลังเธอติดกำแพงแล้ว อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับแววตาของจิณณ์ในตอนนี้ มันส่งผลต่อหัวใจเธอโดยตรง “พี่จิณณ์ !”
เจ้าของชื่อเหยียดยิ้ม เขายันมือกับกำแพงกลายเป็นว่าวาริชาตกอยู่ใต้อาณัติไปโดยปริยาย ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำจนหญิงสาวแทบอยากจะหยุดหายใจ
“พี่จิณณ์งั้นเหรอ” ปากเรียวบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อริมฝีปากหนาพูดชิดใกล้ มันเกือบจะสัมผัสกันอยู่แล้ว แต่ในที่สุดเขาก็ผละตัวออกมาพร้อมกับหัวเราะเยาะ “เราไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่วาริชา...หือ ?”
นั่นสินะ...เธอไม่มีสิทธิ์เรียกเขาแบบนี้
“ขอโทษค่ะคุณจิณณ์” ยกมือไหว้ขอโทษคนตรงหน้า ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของบริษัทและเธอเป็นเพียงพนักงานเท่านั้น สรรพนามที่ใช้เรียกเมื่อครู่เลยดูลามปาม มันจะไม่มีครั้งต่อไป
“เก็บของเสร็จแล้วก็ไปขึ้นรถ !” เขาสั่งเสียงเข้มก่อนจะเดินออกไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงคงโกรธที่เธอบังอาจตีสนิท ทิ้งให้คนเจ็บช้ำยืนนิ่ง
เธอไม่ควรมองปัจจุบันไม่ใช่อดีต สิ่งที่เจ็บปวดนั้นให้เป็นเครื่องเตือนใจก็พอ อย่าให้มันผิดพลาดย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอีกครั้ง เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ยังเจ็บไม่พอหรือไง
