บทที่ 3 3

“คืออาวรรณเขาฝากของให้วิวเอาไปให้พี่จิณณ์จ้ะ” เธอไม่ได้โกหกนะ เพราะรวิวรรณนี่แหละทำให้เธอรู้ว่าจิณณ์กลับมาจากกรุงเทพแล้ว “แล้วพี่วุฒิรู้ได้ยังไง ไม่ได้ไปหาลูกค้าหรอกหรือ” รีบเปลี่ยนเรื่อง ไม่รู้ว่าที่พี่ชายรู้มานั้นเห็นเองหรือมีคนบอกมา

แต่ไม่กังวลเท่าไหร่เพราะร้านที่เธอไปหาจิณณ์นั้นค่อนข้างเป็นส่วนตัว ช่วงสายๆ ถึงเย็นจะเป็นร้านอาหาร ส่วนมืดๆ จะมีขายพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอลเพิ่มด้วย

“พ่อขอเตือน หนูอย่าไปยุ่งกับเจ้านั่นเด็ดขาด” ผู้ชายด้วยกันมองตาก็รู้ ไอ้ลูกชายของรณชัชนั้นมันร้ายกาจไม่ต่างจากคนเป็นพ่อหรอก เขามีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องหวงเป็นธรรมดา วาริชาเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของคนในครอบครัว “อนุญาตให้แค่ไปมาหาสู่กับอาวรรณคนเดียว แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่ไปจะดีที่สุด เพราะเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว”

“จ้ะพ่อ” หากเป็นเรื่องอื่นเธอคงงอแงไม่ยอมรับปากบิดา แต่กับเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก สองครอบครัวไม่ถูกกันจริงๆ ถึงขนาดเคยทะเลาะจนคนใหญ่คนโตต้องมาห้าม พ่อเธอก็ร้อนพ่อของจิณณ์ก็ใช่ย่อย ลำบากรุ่นลูกอย่างเธอนี่แหละ

“อ้อ อีกเรื่อง” วาริชาเงยหน้ามองคนเป็นพ่อ รู้สึกใจไม่ดีสักเท่าไหร่ “พ่อคุยกับอาเขาแล้วนะ หนูก็เตรียมตัวเนิ่นๆ แล้วกัน”

“จ้ะพ่อ” ใจหายเหมือนกันที่ต้องจากบ้านไปอีกแล้ว แต่ยังไงก็คงปฏิเสธไม่ได้ เพื่ออนาคตของตัวเอง เพื่อความภูมิใจของคนเป็นพ่อ เธอจะตั้งใจเรียนให้จบไวๆ

สองทุ่มแล้วแต่โทรศัพท์ไม่ยักมีสายเรียกเข้าอย่างที่ตั้งหน้าตั้งตารอ อุตส่าห์เปิดเสียงแล้วเพราะกลัวจะรับไม่ทันหากจิณณ์โทรมาจริงๆ เขาเคยสั่งไม่ให้เธอเป็นฝ่ายโทรหาเพราะบางครั้งก็ติดงานคุยกับลูกค้าอยู่ รู้มาว่าชายหนุ่มมีธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรให้มากความเพราะเขาค่อนข้างโลกส่วนตัวสูงอยู่ บางทีก็กลัวว่าเขาจะเบื่อเวลาที่เธองอแงใส่

ถึงจิณณ์ไม่ใช่รักครั้งแรกของเธอ แต่ก็เป็นคนที่คบด้วยแล้วมีความสุขมากที่สุด อาจเป็นเพราะว่าช่วงวัยรุ่นนั้นแค่อยากลองอยากมีแฟนเหมือนเพื่อนเฉยๆ เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ อีกอย่างตัวเธอเองก็ค่อนข้างหวงเนื้อหวงตัวแค่จับมือยังไม่ยอม และนี่อาจเป็นเหตุผลทำให้โดนบอกเลิก

แต่เวลาที่อยู่กับจิณณ์เธอไม่เคยรู้สึกเหมือนกับคนอื่นๆ เธอชอบเวลาที่เขาวางมือบนหัวแล้วลูบผมไปมา ชอบเวลาที่เหงาหรือไม่สบายใจหากได้กอดชายหนุ่มก็เหมือนได้ชาร์จพลังในตัว

“วิว เปิดประตูให้พี่หน่อย” วาริชาเด้งตัวลุกจากที่นอน เธอรีบคว้าโทรศัพท์มากดปิดเครื่องแล้วสอดไว้ใต้หมอน ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูให้พี่ชาย

“พี่วุฒิมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” เธอกับพี่ชายไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก วุฒิภัทรค่อนข้างเงียบขรึมเธอเลยไม่กล้าอ้อนสักเท่าไหร่ ดูผิวเผินภายนอกเขาดูดุกว่าคนเป็นพ่อด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรเธอก็รักพี่ชายตัวเองรับรู้ว่าเขาเองก็รักและเป็นห่วงเธอเหมือนกัน

“พี่เข้าไปได้ไหม” ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่วาริชาก็โตเป็นสาวแล้ว ผู้หญิงย่อมมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าผู้ชายอย่าเขา

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ” เธอส่งยิ้มให้เมื่อพี่ชายถามแบบนั้น ยิ่งวุฒิภัทรมีคนรักเป็นตัวเป็นตน ช่องว่างของความเป็นพี่น้องก็เริ่มออกห่างเรื่อยๆ อาจเพราะเธออยู่โรงเรียนประจำด้วยกระมัง

“พี่มาถามเราเรื่องเรียนต่อ” ดรอปเรียนมาสองปีแล้ว บิดาเองก็ไม่กล้าตัดสินใจให้วาริชาเรียนต่อคงเพราะไม่อยากให้น้องสาวลงไปอยู่กรุงเทพฯ แต่ถ้าจะให้ไปอยู่ที่หอพักคนเดียวก็ยิ่งแล้วใหญ่ ถึงไม่อยากห่างจากกันแต่ยังไงก็ต้องเรียน

“...” วาริชาพยักหน้ารับ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเรียน แต่ถ้าให้ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็คงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบิดาและพี่ชาย เมื่อก่อนอยู่โรงเรียนประจำนานๆ จะกลับมาอยู่ที่บ้าน

บางที...มันก็เหงา

“ดูคณะไว้หรือยัง เรียนของเอกชนก็ได้มันใกล้บ้านอาทยุตอยู่” น้องสาวนั่งเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่ ซึ่งเขาไม่อยากเร่งรัดเรื่องนี้ อยากให้เรียนในสิ่งที่ชอบมากกว่า “ค่อยๆ คิดแล้วกัน แต่ยังไงเราต้องเรียนปีนี้นะวิว อยู่เฉยๆ มาสองปีแล้วพี่อยากให้วิวเรียน จบมาจะมาช่วยงานที่บ้านก็ได้ แต่ต้องเรียนเข้าใจไหม ?”

“เข้าใจค่ะพี่วุฒิ” อีกสามเดือนสินะ กับการที่จะได้ใช้ชีวิตที่นี่ ถ้าไปอยู่กับอาทยุตก็ไม่ต่างจากการอยู่โรงเรียนประจำหรืออยู่หอหรอก เพราะเขามีงานให้ทำเหมือนกัน

“ไม่ใช่ว่าอยากผลักไส เราเข้าใจใช่ไหม” เขาเองก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกับน้องสาวสักเท่าไหร่ “พี่ขอโทษที่ไม่ค่อยได้เอาใจใส่เราเหมือนเมื่อก่อน วิวคือน้องของพี่...พี่รักวิว”

“หนูก็รักพี่วุฒิเหมือนกัน” โถมตัวกอดคนเป็นพี่ด้วยความตื้นตัน นานๆ ครั้งวุฒิภัทรจะพูดอะไรแบบนี้ เหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปแทนตัวเองว่า ‘หนู’ อย่างตอนเด็กๆ

“อย่าทำให้พ่อกับพี่ผิดหวัง พ่อคงมีความสุขหากเห็นวิวเรียนจบสักที” 

“หนูจะตั้งใจจ้ะ” วุฒิภัทรลูบศีรษะวาริชาก่อนจะยิ้มออกมา ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้เขาหนักใจไม่น้อย ไม่อยากพูดกลางโต๊ะอาหารกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่างสิ่งที่กลัวมากที่สุดก็คือใจของน้องสาว

น้องสาวเขาลึกๆ แล้วเป็นเด็กขี้อ้อน แต่พอได้ไปเรียนอยู่โรงเรียนประจำเลยทำให้เหินห่างกันไปบ้าง พอกลับมามันก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนก่อน บางอย่างในใจที่ดูเหมือนจะพูดก็ดันเก็บไว้ในใจ

“เราน่ะ...มีแฟนหรือยัง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป