บทที่ 6 6
“กินข้าวมาหรือยัง” เขาถามโดยไม่มองหน้า ตายังจ้องโทรศัพท์ที่เมื่อครู่มีไลน์เด้งขึ้นมา วาริชาไม่ได้อยากจะแอบมองแต่เห็นแวบๆ ว่ามันลงท้ายด้วยคำว่า ‘คะ’ แสดงว่าคนที่ส่งมาคือผู้หญิง แถมจิณณ์ยังอมยิ้มนิดๆ ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ
“เรียบร้อยค่ะ พี่นาวมาแต่เช้าเข้าครัวแทบทุกวัน แบบนี้วิวคงอ้วนขึ้นแน่นอน” ร่างบางสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เขาวางโทรศัพท์อย่างแรงจนเจ้าของร้านออกมาดู แต่พอเห็นว่าไม่มีอะไรจึงเดินกลับเข้าไป “เป็นอะไรคะ วิวพูดอะไรผิดเหรอ”
“ไม่มีอะไรหรอก ถ้าอย่างนั้นรอพี่ก่อนแล้วกัน พี่ยังไม่ได้กินข้าว” จิณณ์กัดฟันตอบไม่พอใจที่ได้ยินอะไรไม่ดีตั้งแต่เช้า ยิ่งนึกถึงหน้าวุฒิภัทรเขายิ่งอยากซักหมัดหนักๆ ใส่มัน
วาริชางงหนักเข้าไปอีกเมื่อจู่ๆ เขาทำหน้าบูดบึ้ง ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเธอเผลอทำอะไรผิดจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจเพราะไม่อยากเอามาเป็นประเด็นให้ต้องทะเลาะกัน เธอไม่ชอบเวลาที่จิณณ์โมโหเพราะเขาจะยกเลิกทุกอย่างและอีกหลายวันกว่าจะหายกลับมาเป็นปกติ เพิ่งกลับมาเธอก็อยากเห็นหน้าคนรักตัวเองบ่อยๆ
“พี่จิณณ์ วิวต้องไปเรียนต่อแล้วนะ” เปิดเรื่องขึ้นมาหลังจากที่ชายหนุ่มจัดการอาหารตรงหน้าหมดแล้ว เขาเลิกคิ้วขึ้นเชิงสงสัยกับคำพูดของเธอ
“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เราจะมาอยู่เฉยๆ แบบนี้มันไม่ได้ อย่างน้อยถ้าเรียนจบก็ยังมีวุฒิ ยังไงก็ยังหาสมัครงานทำได้ไม่ลำบาก” เรื่องที่หญิงสาวบอกอยากปรึกษาก็คงเป็นเรื่องนี้สินะ ก็ดีเหมือนกันถ้าเธอไปเรียนเขาจะได้หายอึดอัดสักที
คิดๆ อยู่ว่าบางทีควรจบปัญหาตรงนี้ไวๆ เบื่อที่จะเล่นเกมแล้ว เพราะวาริชาดูจริงจังเกินไปและติดหนึบเขาอย่างกับอะไรดี
“แต่วิวต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ เลยนะ” ไอ้เรื่องเรียนเธอก็อยากเรียนต่ออยู่หรอก แต่การที่ต้องห่างจากทุกๆ คน มันเหมือนกับไปอยู่ในวงจรเดิมๆ อยู่ตัวคนเดียว
เขาเข้าใจหรือเปล่าว่ามันเหงามากแค่ไหน
“เพื่ออนาคตของตัวเองก็ต้องยอม ตั้งใจเรียนด้วยนะ ไว้พี่จะรอไปงานรับปริญญาของเรา” เอื้อมมือไปจับมือเล็กเอาไว้แล้วบีบเบาๆ เพียงแค่นั้นทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างได้ ‘ไม่ยาก’ จิณณ์อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ความจริงแล้วรู้ดีว่าสำหรับเขานั้นถ้าจะขอ...วาริชานั้น ‘ง่าย’ จะตายไป
“จะตั้งใจเรียนค่ะ แต่พี่จิณณ์โทรมาหาวิวบ้างนะ ถ้าลงไปกรุงเทพฯ อย่าลืมบอกกันล่ะ”
“บอกอาวรรณหรือยัง ไปเรียนนู่นอาของพี่คงเหงานั่งคิดถึงยัยตัวแสบ” คนฟังย่นหน้าใส่เมื่อโดนเรียกแบบนั้น ดูแล้วรวิวรรณก็มีชีวิตไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ แม้ว่าทุกคนจะรักและดูแลท่านอย่างดีแต่ลึกๆ แล้วท่านยังเหงาและผิดหวังกับความรัก เรื่องความสัมพันธ์กับอาทยุตเธอเองก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวคิดมากอย่างตอนแรกๆ ที่เกิดเรื่องขึ้น
“แล้วพี่จิณณ์ล่ะ...” ชายหนุ่มดูชะงักเมื่อโดนถาม
“ทำไม”
“จะคิดถึงวิวบ้างไหม” สาวน้อยถามอย่างคาดหวัง จิณณ์ไม่ใช่ผู้ชายปากหวาน ไม่เคยพูดเอาใจกันสักนิด แต่เธอก็ยังอยากได้ยินแม้รู้ว่าจะยาก
“ก็คงเหงาๆ ไปบ้าง” ไม่มีใครให้เล่นแก้เหงาชีวิตคงน่าเบื่อ มีหมากอย่างวาริชาไว้เดินเกมทุกวันมันทำให้เขานึกสนุก ยังรอวันที่วุฒิภัทรรู้ความจริงว่าน้องสาวของมันหลงผู้ชายที่เป็นศัตรูของมันอย่างเขา
วันนั้นคงเป็นวันที่ทำให้เขาหัวเราะได้อย่างมีความสุข
วาริชาเหลือบมองคนตรงหน้าที่เอาแต่นั่งกดโทรศัพท์ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองกัน มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาในยุคนี้ที่เขาเรียกสังคมก้มหน้า แต่ลึกๆ ในใจของเธอมันฟ้องว่าอะไรเป็นอะไรได้แต่เก็บกลั้นความเสียใจเอาไว้ ขืนพูดออกไปมันคงมีจุดจบที่ไม่สวยงาม
เขาเปลี่ยนไปมาก...ไม่เหมือนเมื่อก่อน ตอนที่ครอบครัวของเราสองคนยังไม่บาดหมางกันเช่นนี้
“พี่จิณณ์” ชายหนุ่มไม่ได้ดูเสียใจหรืออาการห่วงหาที่แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะไม่ได้เจอกันหลายปี ต่างจากเธอกันอย่างสิ้นเชิง
“อืม ว่าไง” กระทั่งตอนนี้จิณณ์ก็ยังไม่มองตาเธอ ในจอโทรศัพท์นั่นเขากำลัง ‘คุย’ กับใครอยู่งั้นเหรอ มันน่าจะสำคัญกว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนี้อย่างนั้นใช่ไหม
“วิวกลับก่อนนะ”
“กลับดีๆ ล่ะ”
แค่นี้...ไม่มีคำพูดที่ดีกว่านี้แล้วใช่ไหม วาริชามองใบหน้าคมคายอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านไป ในขณะที่เจ้าของร่างสูงเงยหน้ามองตามร่างบางที่เดินไกลออกไป จิณณ์เหยียดยิ้มเล็กน้อยนิ้วเรียวพิมพ์ข้อความส่งให้อีกคน
‘ไปรอที่รถได้เลย’
“เท่าไหร่ครับ” จิณณ์เรียกพนักงานให้มาคิดเงิน มองดูเวลาวันนี้เขาว่างทั้งวันเพราะวาริชาออกมาแล้วคงไม่ออกมาอีก บางทีก็เหนื่อยที่ต้องทำอะไรฝืนใจตัวเองและอีกอย่างเขาไม่ได้อยากเล่นแรงขนาดนั้นเพราะหญิงสาวยังเด็กอยู่ ถึงจะเลวแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทำอะไรมากเกินไปกว่าการให้ความหวัง
แค่นี้ก็คงพอ...
