บทที่ 1 วันที่เขากลับมา
ฝนตกหนักจนถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำขัง การจราจรบนถนนคราคร่ำไปด้วยรถยนต์ที่กำลังจอดติดกันอย่างหนัก แทบไม่ขยับเขยื่อน
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำทั้งตัว มีเพียงคัฟลิงค์บนปลายแขนเสื้อเชิ๊ตที่โผล่พ้นออกมาจากแขนสูทเท่านั้น ที่เป็นสีทองเงาวาววับ
เขานั่งเคาะนิ้วกับหน้าตักตัวเอง อยู่บนเบาะที่นั่งด้านหลังของรถสีดำคันใหญ่ ในมืออีกข้างยังมีแทปแลตที่เขาถือเอาไว้
สายตาคมจ้องมองรูปภาพที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอไม่วางตา มุมปากขยับยกยิ้ม แววตามาดร้าย
‘เธอเองสินะ…คนที่จะทำให้ไอ้เลวนั่นเจ็บปวดจากการสูญเสียได้เหมือนกับฉัน’
บนหน้าจอ ปรากฏรูปภาพ หญิงสาวในชุดกาวน์สีขาว ผมเผ้าที่รวบไว้ครึ่งศีรษะหลุดรุ่นกระเซอะกระเซิง
ใบหน้าอ่อนหวานนั้น กำลังยิ้มให้กับหญิงชราที่เธอกำลังช่วยพยุงให้ข้ามถนนหน้าโรงพยาบาล
แม้ในภาพ จะแสดงให้เห็นถึงความโอบอ้อมอารีของหญิงสาว ที่เธอมักมีต่อคนทั่วไปเสมอ แต่ไม่อาจช่วยลบเลื่อนความแค้นในใจของชายหนุ่ม ที่มีต่อพี่ชายของเธอได้แม้แต่น้อย
เธอคือเป้าหมายของการกลับมาของเขาครั้งนี้ หลังจากที่หลบหน้าหนีหายไปจากประเทศ เพื่อคอยดูแลหญิงผู้เป็นที่รักอยู่นานหลายปี
บัดนี้ เขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลแล้ว หัวใจของเขา ก็หายไปจากร่างกายนี้เช่นกัน
หลงเหลือไว้เพียงความแค้นที่สุมแน่นอยู่ภายในอก มันคับแน่นจนเขาแทบหายใจไม่ออก
“ดี ส่งคนคอยจับตาดูเธอเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะได้เจอกัน”
เสียงแหบทุ้ม เอ่ยกับลูกน้องที่อยู่ที่ปลายสาย คนที่เพิ่งส่งภาพอัพเดทของหญิงสาวให้กับเขา
ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงบนท้องถนน กว่าที่เขาจะมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งทำให้เกินเวลานัดหมายไปมากพอสมควร
“เธอนั่น คุณศรันย์ เขากลับมาแล้วจริงๆ เหรอ ชั้นก็คิดว่าเป็นข่าวลือ”
“คุณๆ คุณศรันย์ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นี่ไม่ใช่ว่าเค้าวางมือไปแล้วเหรอ”
“ใครว่า เค้าไม่ได้วางมือ แต่ถูกปลดต่างหาก”
“จริงเหรอ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ได้ นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงต้อนรับทายาทผู้สืบทอดหรอกเหรอ”
เสียงกระซิบกระซาบดังเซงแซ่ เมื่อร่างสูงในชุดดำ ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม เขากลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของคนที่อยู่ในงานทั้งหมดในทันที
“มาได้ซะทีนะ เจ้ารัน ปู่คิดว่าแกจะเบี้ยวงานเลี้ยงที่ปู่จัดให้ซะแล้ว”
ชายชรายืนอยู่กลางงาน พยุงตัวด้วยไม้เท้าสีดำสนิท ส่วนหัวประดับด้วยเพชรเม็ดโต ส่วนปลายอีกด้านหุ้มด้วยแผ่นทองคำ
เขาคือเจ้าของตัวจริงของอาณาจักรธุรกิจ ผู้มีเครือข่ายอิทธิพลทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ซึ่งกำลังเกษียณตัวเอง เพื่อหลบไปพักรักษาตัว
โดยงานในค่ำคืนนี้ เขาตั้งใจจัดขึ้นเพื่อประกาศแก่บุคคลภายนอกให้รับทราบ รวมถึงการแนะนำผู้สืบทอดอาณาจักรทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้น อย่างเป็นทางการ
“ขอโทษครับคุณปู่ พอดีข้างนอกฝนตกหนัก รถติดไม่ขยับเลย”
ชายหนุ่มโค้งคำนับผู้อาวุโส ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาเคารพรัก และเชิดชู
“ไม่เป็นไร มาช้าดีกว่าไม่มา มาแล้วก็ไปเตรียมตัว อีกเดี๋ยวขึ้นกล่าวอะไรกับแขกในงานซะหน่อย”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนขอตัวเดินเข้าไปที่ด้านหลังเวที เพื่อเตรียมตัวตามคำสั่งของคุณปู่
ทันทีที่ประตูห้องพักหลังเวทีเปิดออก สายลมเย็บวูบพัดกระทบใบหน้า มาพร้อมกับแรงโถมกระแทกของเงาร่างสูง ที่พุ่งเข้ามาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
ศรุษ พี่ชายฝาแฝดกระโจนเข้ามากอดน้องชายไว้เต็มอ้อมแขน แรงรัดแน่นหนาเหนี่ยวรั้งร่างของทั้งคู่เข้าหากัน ราวกับจะชดเชยช่วงเวลาอันยาวนานที่ไม่ได้พบเจอ
“กลับมาซักทีนะ ไอ้น้องชาย”
มุมปากชายหนุ่มยกยิ้ม ดันร่างสูงให้ออกห่าง ก่อนตบมือลงบนบ่าแกร่งทั้งสองข้าง
“สรุปว่าจะเป็นพี่ ก็วางมาดให้เป็นพี่หน่อย”
เขาทั้งสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดที่เวลาเกิดห่างกันเพียงไม่กี่นาที แต่ทั้งคู่ก็มักจะถกเถียงกันเรื่องที่ว่า ใครเป็นพี่ ใครเป็นน้อง กันแน่
หากคนภายนอกมองจากบุคลิกท่าทางของทั้งคู่ ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นความแตกต่าง เพราะภายนอกทั้งคู่ต่างดูสุขุม เยือกเย็น น่าเกรงขาม ไม่ต่างกัน
แต่หากเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เพื่อนหรือคนสนิท ทั้งสองยังมีความต่างกันอย่างชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ศรุษ คนที่มักบอกว่าตนนั้นเป็นพี่ แต่มักมีมุมขี้เล่น ชอบแกล้งคนอื่นอยู่เสมอ
ส่วนศรันย์ เขายังคงความสุขุม เคร่งขรึม และน่าเกรงขาม ทั้งยังเป็นคนที่เดาใจได้ยาก แม้แต่ครอบครัว หรือคนสนิท ก็มักไม่เคยรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ได้ นายกลับมาเป็นพี่ได้เลย แล้วก็เอาอาณาจักรทั้งหมดของคุณปู่นี้ไปด้วยเลย คนเป็นพี่ต้องรับผิดชอบ”
ศรุษ ผู้ที่ต้องดูแลทุกอย่าง หลังจากน้องชายฝาแฝดของเขา จู่ๆ ก็ขอลาจากตำแหน่งทั้งหมดไปเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้เขาต้องเข้ารับตำแหน่งแทนน้องชาย ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขาดูแลงานของกลุ่มทั้งหมดอยู่ที่ต่างประเทศ
“อยากรีบกลับไปหาคนที่นู่นก็บอกมาตามตรงเถอะ”
ชายหนุ่มรู้จักพี่ชายของเขาดี และรู้สึกซาบซึ่งที่พี่ชายยอมทิ้งอำนาจที่ต่างประเทศ มาดูแลกิจการทั้งหมดแทน ในคราวที่เขาต้องการพาใครบางคนหนีออกนอกประเทศ
