บทที่ 11 คนไข้ห้องพิเศษ

บรรยากาศรอบกายของทั้งสองเงียบสงัดลงทันที

ชายวัยกลางคน ดึงเอกสารอีกชุดออกมาจากลิ้นชักข้างกาย

“เขามีบาดแผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก”

พาขวัญขมวดคิ้ว กับสิ่งที่เธอได้ยิน

“ฉันทราบค่ะ ฉันเป็นคนผ่าตัดให้เขาเองนะคะ แต่ถ้าหากต้องติดตามใกล้ชิดจริง ๆ เรามีทีมศัลยกรรมฉุกเฉิน…”

หญิงสาวกำลังพยายามอีกครั้ง เพื่อไม่ต้องรับเคสรักษาเป็นการส่วนตัวกับคนป่วยในห้องพักพิเศษบนชั้นสิบสอง

“เขาปฏิเสธแพทย์และพยาบาลคนอื่นทั้งหมด คุณลองไปถามพยาบาลประจำชั้นนั้นดูก็ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่คุณไปคอยรักษาคนป่วยอยู่ที่ศูนย์อุบัติเหตุ”

รองผู้อำนวยการ เริ่มขึ้นเสียงแข็ง จนหญิงสาวนิ่งเงียบไป

“อะไรนะคะ?”

พาขวัญ เริ่มคิดหาเหตุผลที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับเธอ

“เขาระบุชื่อหมอพาขวัญเพียงคนเดียวเท่านั้น”

คำพูดของชายเบื้องหน้าเธอนั้น ย้ำแน่นหนักอีกครั้ง เมื่อเห็นท่าทางสงสัยของหญิงสาว

“ฉันไม่เขาใจค่ะ ว่าทำไมต้องเป็นฉัน”

พาขวัญถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ชอบใจเอาเสียเลยที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับคนป่วยที่พักรักษาตัวที่ห้องพักชั้นนั้น

“ผมเองก็ไม่ทราบ”

คำตอบนั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่กลับคิดเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ไม่ออกเลยสักนิด

“ถ้าเขาไม่พอใจการรักษา สามารถให้ย้ายโรงพยาบาลได้นี่คะ”

ความพยายามครั้งสุดท้ายของพาขวัญ เธอหวังว่าจะสามารถทำให้รองผู้อำนวยการเปลี่ยนใจได้

“แน่นอนครับ แต่ทางโรงพยาบาลไม่ต้องการให้เรื่องไปถึงจุดนั้น ซึ่งมันจะเป็นผลเสียและกระทบกับโรงพยาบาลของเราเป็นวงกว้างแน่นอน”

รองผู้อำนวยการสบตาเธอ แววตามั่นคงที่ถ่ายทอดของมานั้น ทำให้เธอต้องนิ่งเงียบไป

เธอรู้ดีว่าผู้ป่วยบางรายมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้บริการต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว

และดูจากวิธีที่รองผู้อำนวยการพูดกับเธอแล้ว ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน

“ฉันต้องดูแลเขานานแค่ไหนคะ?”

พาขวัญตัดสินใจถามออกไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

“จนกว่า…เขาจะออกจากโรงพยาบาล”

น้ำเสียงทุ่มราบเรียบ และนิ่งเสียจนหญิงสาวไม่อาจหนักแน่นพอที่จะถกเถียงต่ออีก

“ต้องขนาดนั้นเชียว แล้วระหว่างนั้น?”

เธอยังคงห่วงงานที่ศูนย์อุบัติเหตุของเธอ และไม่คาดคิดว่าจะต้องรอจนเขาหายดี เพราะปกติเพียงแค่พ้นระยะเฝ้าระวัง เธอก็หมดหน้าที่รับผิดชอบแล้ว

“ตารางงานของคุณจะถูกเคลียร์ให้ทั้งหมด ผมจะส่งทีมแพทย์จากแผนกอื่นไปรับช่วงต่อคนไข้เดิมของคุณให้เอง”

เป็นประโยคที่เหมือนจะเห็นอกเห็นใจเธอไม่น้อย เพียงแต่เธอไม่ชอบคำสั่งนี้เลยแม้แต่น้อย

พาขวัญมองแฟ้มบนโต๊ะตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

เธอเกลียดที่สุด กับการที่ใครบางคนใช้สถานะของตัวเอง บีบให้เธอต้องทำสิ่งที่ไม่ได้เลือก

แต่ในฐานะแพทย์ เธอก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องของคนไข้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว

“ตกลงค่ะ”

ในที่สุด หญิงสาวก็ลุกขึ้น ยอมจำนนกับคำสั่งที่แม้จะขัดใจ แต่มันคือหน้าที่ที่เธอต้องปฏิบัติตาม

รองผู้อำนวยการพยักหน้ารับ

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกจากห้อง เธอก็หันกลับมา

“แต่ฉันขอให้ชัดเจนเรื่องหนึ่งนะคะ”

เธอมองตารองผู้อำนวยการอย่างจริงจัง

“อะไรครับ?”

ชายวัยกลางคนถามกลับมา สีหน้าอ่อนล้าเหมือนเพิ่งผ่านการอดนอนมาหลายคืน

“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร มีอำนาจแค่ไหน หรือเรียกร้องอะไรจากโรงพยาบาลอีก ฉันจะรักษาตามหลักการแพทย์ และจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการรักษา พูดง่าย ๆ คือ ฉันไม่ตามใจคนป่วยในทุกกรณีนะคะ”

น้ำเสียงของเธอหนักแน่นเสียจนคนที่ได้ยินเริ่มหนักใจ

หลังจากพูดจบ พาขวัญเดินออกจากห้องไปทันทีด้วยความไม่เต็มใจที่ต้องยอมรับและทำตามคำสั่ง

ถึงแม้ว่าเธอจะมีอำนาจมากพอที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่อาจทำให้โรงพยาบาลได้รับผลกระทบที่ไม่ดีได้

หญิงสาวจำใจกลับไปจัดการเคลียร์ข้อมูลคนป่วยของเธอ เพื่อส่งต่อเคสให้กับทีมแพทย์ที่รองผู้อำนวยการจัดสรรให้มารับช่วงต่อ

เวลาผ่านไปนานกว่าสองชั่งโมง กว่าที่พาขวัญจะจัดการเคลียร์ข้อมูลคนไข้ของเธอให้เรียบร้อยพร้อมส่งมอบ

“เห้อ…เมื่อยชะมัด”

หญิงสาวยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะบิดตัวเอียงไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า จากการที่ต้องนั่งมานาน

หลังจากกดเอายูสเซอร์ประจำตัว ล็อกเอ้าท์ออกจากระบบของโรงพยาบาล 

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยืดและบิดตัวไปมาอีกครั้ง ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมตัวยาวสีขาวมาใส่ และเดินออกจากห้อง เพื่อมุ่งหน้าไปที่ชั้นสิบสอง ชั้นที่เธอพิศวาสน้อยที่สุดในโรงพยาบาล

พาขวัญ เดินเข้าไปในห้องพักพิเศษ พร้อมกับแฟ้มและอุปกรณ์ตรวจ

ในขณะที่ ศรันย์นอนอยู่บนเตียง สีหน้าเหมือนคนไม่ได้เจ็บป่วยหนักอะไรเลย

แต่ทันทีที่เขาเห็นเธอ เขาก็ยิ้มที่มุมปาก พร้อมกับเริ่มเกมที่ตั้งใจเตรียมไว้

“มาช้ากว่าที่คิดนะครับ”

ชายหนุ่ม เอ่ยตำหนิ เมื่อคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า จนสามารถสั่งการให้เธอมาดูแลเขาเป็นพิเศษได้

พาขวัญ เงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม สายตามองที่ใบหน้าของคนป่วยที่ดูสุขสบายดีนั้น

“ฉันมีคนไข้ของศูนย์อุบัติเหตุที่ต้องดูแลค่ะ”

หญิงสาวตอบกลับเขาด้วยความเย็นชา

“ผมก็เป็นคนไข้ของคุณเหมือนกันนะครับ”

ศรันย์ เริ่มเสียงดังขึ้น หวังให้หญิงสาวหวาดกลัวและยอมทำตามที่เขาต้องการ

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ฉันถึงได้มานี่ไงคะ ถึงแม้ว่าความจริงแล้ว ต้องบอกว่าคุณเป็นแค่อดีตคนไข้ของฉันเท่านั้น เพราะหมดหน้าที่ในส่วนของฉันไปแล้ว”

คำตอบที่เธออธิบายออกมายาวยืด ทำให้ศรันย์นิ่งไปเล็กน้อย เพราะเหมือนเขากำลังถูกเธอตำหนิ

ความจริงเขาคิดว่าเธอจะเขิน จะประหม่า หรือเกรงกลัว หรืออย่างน้อยก็ควรจะให้ความสนใจเขามากกว่านี้ เมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร

เพียงแต่ท่าทางของเธอกลับดูเหมือนไม่พอใจเขาเสียอย่างนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป