บทที่ 14 ติดกับดัก
ศรันย์หยุดเว้นไปอึดใจหนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาช่วยเป็นแรงกดดัน ก่อนจะพูดต่อ
“เงินบริจาคก้อนล่าสุดพี่ผมเพิ่งเซ็นต์อนุมัติให้โรงพยาบาลของคุณไปเมื่อเช้า…มันน่าจะมากพอที่จะทำให้ผมมีสิทธิ์เลือก ‘หมอประจำตัว’ ของตัวเองได้ตามใจชอบ”
ปูลวัชรนิ่งงันไปทันที ใบหน้าหล่อเหลาคมขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถูกเอาเรื่องเงินบริจาคมาบีบบังคับต่อหน้า
กระแสความไม่พอใจในตัวเขากำลังจะพุงขึ้นจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่
แต่เมื่อเขาถูกให้เข้ามารับตำแหน่งหน้าที่นี้แล้ว คงหลีกหนีไม่ได้ที่จะเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้
หากเพียงแต่ครั้งนี้ หมอประจำตัว ที่ชายบนเตียงเลือก กลับเป็นน้องสาวบุญธรรมของเขา
“และคนเดียวที่ผมเลือกให้มาดูแลแผลของผม… คือหมอพาขวัญคนนี้เท่านั้น”
ศรันย์พูดพลางปัดสายตาเจ้าเล่ห์กลับมามองใบหน้าหวานที่กำลังซีดเผือดของหญิงสาว
“หวังว่าโรงพยาบาลของคุณคงจะไม่ทำให้ผู้บริจาครายใหญ่ผิดหวัง จนทำให้ผมต้องบังคับถอนเงินบริจาคคืนหรอกนะครับ…คุณหมอปูลวัชร”
หมอปูลวัชร กำหมัดแน่นข้างลำตัว เท้ายาวกำลังจะก้าวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่เอนพิงหลังอยู่บนเตียง
“ดิฉันยินดี รับหน้าที่เป็นหมอประจำตัวให้คุณศรันย์เองค่ะ คุณหมอปูลวัชร”
เสียงหวานเอ่ยแทรกขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด มือบางรุดเข้าไปความปลายเสื้อสูทของปูลวัชรไว้มั่น
ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ก่อนหน้านี้จ้องกันอย่างไม่วางตา ต่างพากันหันมองมาที่เธอเป็นตาเดียว
พาขวัญ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า มือบางกำชายเสื้อสูทของพี่ชายบุญธรรมแน่น
ส่วนมืออีกข้างก็ยังคงกระชับแฟ้มเอกสารแนบอกให้ชิดแน่นมากขึ้นอีก
แม้ในใจจะหวาดระแวงสายตาอันตรายของศรันย์อยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อเห็นพี่ชายบุญธรรมอย่างปูลวัชร กำลังถูกเอาเรื่องเงินบริจาคของโรงพยาบาลมาบีบบังคับจนเหมือนความอดทนของเขากำลังจะหมดสิ้นลงตรงนี้
สัญชาตญาณความกตัญญู ทำให้เธอเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา คนที่เคยชุบชีวิตเธอขึ้นมาจากจุดที่ต่ำที่สุดในชีวิต
“ที่ศูนย์อุบัติเหตุยังพอมีหมอเวรคนอื่นสลับกันดูแลได้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะแจ้งกำชับไปทางนั้นเอง เมื่อคุณศรันย์เจาะจงให้ฉันดูแลขนาดนี้ เพื่อความสบายใจของผู้บริจาครายใหญ่… ดิฉันคิดว่าจัดการเวลาให้ได้ค่ะ”
หญิงสาวพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเป็นมืออาชีะที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก่อนจะหันไปสบตากับพี่ชายบุญธรรมเพื่อส่งสัญญาณว่าเธอไม่เป็นไร
หมอปูลวัชร นิ่งงันไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบของผู้อำนวยการหนุ่มฉายแววไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด
มือทั้งสองข้างยังคงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความโกรธที่เหมือนถูกหยามแต่ทำอะไรไม่ได้มาก
เขาไม่อยากให้น้องสาวบุญธรรมต้องมาคอยรองรับอารมณ์และความเอาแต่ใจของคนไข้เจ้าเล่ห์คนนี้
เพียงแต่ในเมื่อพาขวัญเป็นฝ่ายออกปากออกมาเองต่อหน้าผู้บริจาค
รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ผู้อำนวยการที่ค้ำคอเข้าอยู่ ทำให้เขาทำได้เพียงข่มความไม่พอใจเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“ในเมื่อหมอพาขวัญยืนยันแบบนั้น… ทางโรงพยาบาลของเราก็พร้อมจะอำนวยความสะดวกให้ครับ”
ปูลวัชรเอ่ยเสียงต่ำ พลางตวัดสายตาไปมองคนบนเตียงก่อนจะเตือนอย่างเป็นนัย ๆ
“แต่ผมหวังว่า..คุณศรันย์จะให้เกียรติและปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอเจ้าของไข้อย่างเคร่งครัดนะครับ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดของคุณเอง”
ศรันย์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แววตาคมพราวระยับด้วยความสะใจ ยามที่ได้เห็นความพ่ายแพ้ระลอกแรกของหมอปูลวัชัร ศัตรูของเขา
และยิ่งพึงพอใจเมื่อได้เห็นลูกไก่ตัวน้อยอย่างพาขวัญ ยอมเดินเข้ามาติดกับดักในกรงแค้นของเขาด้วยตัวเอง เพียงเพราะต้องการปกป้องพี่ชาย
“แน่นอนครับ คุณหมอปูลวัชรว่างใจได้เลย..ผมจะ ‘ร่วมมือ’ กับหมอประจำตัวของผมเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉาบขึ้นบนใบหน้าคมของศรันย์อย่างจงใจ
เหมือนเป็นการประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า เขาคือผู้กำชัยชนะครั้งนี้เอาไว้อย่างง่ายดาย
หมอปูลวัชรจำใจต้องก้าวเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยพิเศษไป แม้ภายในใจจะยังคงคิดเป็นห่วงน้องสาวบุญธรรมอยู่ก็ตาม
ทันทีที่บานประตูเลื่อนปิดลง ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็โรยตัวลงมาเกาะกุมคนทั้งสองอีกครั้ง
แพทย์หญิงพาขวัญ ยืนตัวแข็งทืออยู่ข้างเตียง มือบางกระชับแฟ้มเอกสารแนบอกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เธอยังคงพยายามก้มหน้าหลบสายตาเพื่อซ่อนความหวั่นใจ
แต่กลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงรังสีคุกคามจากคนบนเตียงที่แผ่ออกมาอย่างเข้มข้น
ศรันย์ ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียว
ชายหนุ่มเพียงแต่เอนหลังพิงหมอใบโต ทอดสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องร่างบางตรงหน้าอย่างพึงพอใจ
นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ไปด้วยประกายแห่งชัยชนะ
มุมปากหยักลึกผุดรอยยิ้มหยัน ราวกับซาตานที่กำลังชื่นชมเหยื่อตัวน้อย ซึ่งยอมเดินเท้าก้าวเข้ามาติดกับดักในกรงแค้นของเอาด้วยตัวเอง
“หมดเวลานอกแล้วนะครับคุณหมอ..”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเบา ๆ
ทว่า..มันกลับสั่นประสาทคนฟังได้อย่างประหลาด
“ในเมื่อเราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน…เรามาเริ่มทำความรู้จักกันอย่าง ‘เป็นทางการ’ ดีกว่ามั้ยครับ?”
