บทที่ 3 จุดเริ่มต้นของความแค้น
3 ปีก่อน
“นายครับ คุณหมอเก๋ ถูกคนพวกนั้นส่งตัวให้ตำรวจ”
ชายหนุ่มกำลังนั่งเฝ้าผู้หญิงอีกคนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง จนกระทั่งเขาได้รับรายงานจากลูกน้อง ถึงคนรักของเขาที่กำลังพลาดพลั้ง
“มึง… รีบปลุกผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา พาไปตึกร้างชานเมือง แล้วทิ้งเอาไว้ที่นั่น”
เขาลุกขึ้นสั่งการลูกน้องที่อยู่ด้วยกันทันที ก่อนที่ตัวเองจะเดินออกไปขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าไปสถานีตำรวจ ที่คนที่เขารักถูกควบคุมตัวอยู่
สถานีตำรวจ
ห้องรับรองด้านในสุดของสถานีตำรวจ ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟารับรองแขก โดยมีผู้กำกับร่างท้วม นั่งประจำอยู่ที่ตำแหน่งของตนฝั่งตรงข้าม
*“*คุณศรันย์ ไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย แค่ส่งคนมาบอกก็ได้ครับ”
ชายร่างท้วมในเครื่องแบบสีกากี ที่ดูไม่เรียบร้อยนัก เหมือนกับคนใส่รีบร้อนเปลี่ยนมาใส่เครื่องแบบนี้ เพื่อรับหน้าแขกผู้มาเยือนกระทันหัน
เขาเอ่ยเอาใจชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าตนหลายรอบ ด้วยท่าทางนอบน้อม ไม่เหลือเค้าความองอาจของตำรวจเลยแม้แต่น้อย
“ผมต้องผ่านทางนี้พอดีน่ะครับ เลยแวะเข้ามาทักทายท่านผู้กำกับเสียหน่อย หวังว่าจะไม่ได้มารบกวนเวลางานใช่มั้ยครับ”
ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ เพียงแต่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม และอำนาจที่คนได้ยินต้องยอมก้มหัวให้ แม้อายุเขาจะไม่ต่างจากลูกชายลูกสาวที่บ้าน
“ไม่เลยครับ ไม่ได้รบกวนอะไรเลย”
ตำรวจใหญ่ รีบปฏิเสธท่าทางลนลาน โบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ส่ายหน้าอย่างรวดเร็วจนผมที่หวีบาดเรียบติดศีรษะมาอย่างดี หลุดร่วงลงมาจนยังยุ่งเหยิง
“ผมไม่รบกวนเวลานานหรอกครับ แค่มารับคน”
เมื่อกล่าวทักทายกันพอเป็นพิธีเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มที่พยายามเก็บกดความร้อนใจเอาไว้ ไม่แสดงออกมาให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็น
เขาเริ่มพูดเข้าประเด็นทันที คำพูดเพียงประโยคสั้นๆ แม้ไม่ได้เป็นข้อความเจาะจงบอกตรงๆ ถึงสิ่งที่เขาต้องการ แต่สามารถสื่อความหมายให้คนฟังรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงได้ทันที
“คน…ครับ ได้เลย ผมรีบให้คนของผมเชิญมาเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ผู้กำกับ รู้ดีอยู่แก่ใจ หากคนที่มีอำนาจระดับ ศรันย์ รัตนภักดี ถึงกับเดินทางมาที่สถานีตำรวจเพื่อรับคนด้วยตัวเอง คน ๆ นั้น คงต้องมีความสำคัญกับเขามาก
เขารีบยกโทรศัพท์บนโต๊ะใกล้ตัว กดสายภายใน สั่งการให้ลูกน้องด้านนอก ตามตัวคนที่คาดว่าเป็นคนสำคัญของชายที่นั่งรอในห้อง ให้เชิญมาห้องรับรอบโดยด่วน
“รอสักครู่นะครับ ไม่นานจะพาคนมาส่งที่นี่เลยครับ”
ตำรวจใหญ่ยังคงท่าทางนอบน้อมเอาใจ ยิ่งมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพัง เขายิ่งต้องการประจบประแจง เพื่อหวังจะได้ผลตอบแทนที่มาในรูปแบบการสนับสนุนให้เติบโตในหน้าที่การงาน
เพียงแต่ ชายหนุ่มที่นั่งรอคนที่ต้องการมารับ ไม่สบอารมณ์ที่จะต้องคอยหนุนหลังพวกข้าราชการที่ไม่ทำงาน เอาแต่คอยประจบประแจงเหล่านี้ ถึงแม้ว่าคนพวกนี้ สามารถใช้งานได้ ในสถานการณ์เช่นวันนี้ก็ตาม
ดวงตาคม แววตาว่างเปล่า จ้องมองฝ่ายตรงข้าม นิ่งงัน แต่รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างสูงนั้น กลับทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกอึดอัด จนแทบจะหายใจไม่ออก
“รบกวนรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวคนก็มาแล้ว ถ้ายังไง.. ผมขอไม่รบกวนเวลาคุณศรันย์ เชิญตามสบายนะครับ”
ตำรวจใหญ่ ต้องยอมปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งพักรอคนของเขา อยู่ในห้องพักรับรองเพียงลำพัง เมื่อไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากสายคู่นั้นได้ไหว
เวลาผ่านไปไม่นาน
ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับร่างบาง เดินนำเข้ามาด้านใน ตามด้วยตำรวจหนุ่มอีกนาย ที่เดินตามเข้ามาเพื่อต้องการเผชิญหน้ากับเขา
“คุณรัน คุณมาได้ยังไง แล้ว…”
หญิงสาวน้ำตานองหน้า แต่แทนที่เธอจะมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน กลับมองด้วยสายตากังวลและสงสัย ทั้งยังอยากจะถามถึงผลลัพท์จากสิ่งที่เธอขอให้เขาลงมือทำให้
“ผมมารับคุณออกจากที่นี่ เราควรจะไปกันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะสายไป”
หมอเก๋ หญิงสาวที่เพิ่งโดนจับด้วยข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว พยายามข่มขืน และอีกหลายข้อหา เธอยังคงไม่ยอมรับความผิดที่ลงมือทำลงไป
“ทำไมคะ เก๋ไม่ได้ผิดอะไรเลย คนพวกนั้นต่างหากที่ผิด”
เธอเริ่มโวยวาย ใส่อารมณ์เหมือนคนกำลังจะขาดสติ เพราะความรักที่ไม่สมหวัง ทั้งยังถูกเขาทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า จนเธอยอมแลกทุกอย่าง แต่มันกลับยิ่งทำให้เธอเจ็บปวด
“ถ้าจะพาคนไปก็รีบไปเถอะ คู่กรณีกำลังมาที่นี่ ทางนั้นก็ไม่ใช่จะคุยได้ง่าย ๆ”
ผู้กองวิน หัวหน้าชุดสืบสวนประจำสถานี ผู้ซึ่งเป็นผู้จับกุมหมอสาวมาจากโรงพยาบาล และยังต้องเป็นคนพาตัวเธอมาส่งให้ชายหนุ่ม เขาต้องเร่งให้พาผู้ต้องหาออกไปจากที่นี่
เพราะหากคู่กรณี ซึ่งเป็นคนสนิทที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ตามมาทันก่อนที่หมอสาวจะได้ออกไป เรื่องราวอาจจะไม่จบลงได้ง่าย ๆ
แม้เขาจะรู้ดี ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ผิด แต่เขายังคงต้องจำใจทำ เมื่อฝ่ายหนึ่งคือเพื่อนสนิทของเขา และอีกฝ่ายก็เป็นทั้งเพื่อนและผู้มีพระคุณ
“ขอบคุณมาก ผู้กอง เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยกัน”
ชายหนุ่มในชุดดำ พยุงร่างบางออกไป แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจขัดขืน เมื่อสายตาคมนั้นจ้องเธออย่างแข็งกร้าว
