บทที่ 5 การพบกันครั้งแรก

ปัจจุบัน

หลังจากงานเลี้ยงจบลง การถูกประกาศให้คนในวงการรับรู้ว่า เขาคือผู้รับช่วงต่อธุรกิจทั้งหมดอย่างเป็นทางการ ไม่ได้สร้างความกดดันให้กับชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

กลับกัน ความกดกันทั้งหมด กลับไปอยู่กับเหล่าคู่แข่งทางธุรกิจในแวดวงเดียวกัน เพราะหากคนที่อยู่ในแวดวงนี้มานานมากกว่า 5 ปี จะรับรู้ว่า สไตล์การทำงานของเขาเมื่อ 3 ปีก่อน เด็ดขาดมากกว่าพี่ชายของเขามากนัก

เพียงสองปีที่เขาได้เข้ารับตำแหน่งรักษาการ เขาสามารถประมูลงานใหญ่ยักษ์ของภาครัฐได้เกือบจะทั้งหมด หลงเหลือไว้เพียงโครงการที่การเจรจาแล้วผลประโยชน์ไม่คุ้มค่าเท่านั้น ที่เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นได้ไป

และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เขามีทั้งมิตรและศัตรูในแวดวงธุรกิจขนาดใหญ่ อันดับต้นๆ ของประเทศนี้

เวลาบนนาฬิกาบอกว่าเลยเที่ยงคืนไปนานแล้ว เขาจึงเลือกที่จะขับรถด้วยตัวเอง แทนการใช้คนขับรถ เพราะอยากอยู่ตามลำพัง

ชายหนุ่ม ลงลิฟท์ของโรงแรมมาที่ลานจอดรถที่อยู่ชั้นใต้ดิน ทันทีที่เดินผ่านพ้นประตูกระจกสู่ลานจอดรถกว้าง เขาก้มลงเปิดแอปในมือถือเพื่อเรียกรถคันโปรดให้มาจอดตรงเบื้องหน้าเขา ผ่านระบบนำทาง

ระหว่างที่เขากำลังยืนรอรถมาจอดที่ตำแหน่ง มีเงาลึกลับโผล่ออกมาจากมุมมืด คนร้ายพุ่งเข้าชาร์จพร้อมอาวุธมีดในมือ

ศรันย์ ซึ่งมีทักษะการต่อสู้อยู่พอตัว หางตาเขาเหลือบเห็นเงาร่างนั้นผ่านกระจกทรงโค้งที่ติดตั้งไว้ตรงหัวมุม ซึ่งถือเป็นความโชคดี เพราะทำให้เขาสามารถเบี่ยงตัวเองหลบได้ทัน

แต่คมมีดกลับตะหวัดกลับมา กรีดลึกเข้าที่ท่อนแขนเขาอย่างแรง คมมีดบาดลึกเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ จนเลือดพุ่งทะลักออกมาจนดูน่ากลัว

ชายหนุ่มมองบาดแผลของตนเองด้วยความตกใจ ก่อนทีทัศนียภาพรอบตัว จะเริ่มพร่าเลือนเพราะการเสียเลือดมาก ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงบนพื้นคอนกรีตอันเย็นเยียบ

ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบ เขาได้ยินเสียงร้องโวยวาย ทั้งเสียงทุ้มของผู้ชาย และเสียงแหลมสูงของผู้หญิง แต่ไม่อาจแยกความหมายของคำพูดเหล่านั้นได้เลย

…

เสียงสัญญาณไซเรนของรถกู้ชีพแผดร้องดังก้อง สอดรับกับเสียงล้อจากเตียงคนเจ็บ ที่ถูกเข็นกระแทกประตูกระจกของห้องฉุกเฉินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

บนเตียงนั้น ร่างสูงของนักธุรกิจอันดับต้นของประเทศ อยู่ในสภาพกึ่งหมดสติ เสื้อสูทที่เคยถูกตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน บัดนี้ ฉีกขาดและชุ่มไปด้วยเลือด

“ผู้บาดเจ็บเพศชาย อายุประมาณสามสิบปี ถูกมีดแทงที่ท้องแขนซ้าย มีแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ คาดว่าโดนเส้นเลือดใหญ่ Brachial Artery ค่ะ! ตอนนี้ ความดันตกเหลือ 80/40 ชีพจรเบาและเร็วมาก”

เสียงเจ้าหน้าพยาบาลผู้มากับรถกู้ชีพ รีบรายงานสถานการณ์และอาการบาดเจ็บให้แพทย์ในห้องฉุกเฉินได้รับทราบโดยเร็ว โดยที่มือทั้งสองข้างยังคงพยายามกดช่วยห้ามเลือดไม่คลาย

“เตรียมสายรัดห้ามเลือด และเปิดเส้นให้สารน้ำเบอร์ใหญ่สองสายด่วน ขอเลือดกรุ๊ปโอ Negative สี่ถุง!"

น้ำเสียงหวานทว่าเฉียบขาดดังแทรกความวุ่นวายขึ้นมา เจ้าของเสียงอยู่ในชุดสครับสีเขียวเข้ม ดวงตากลมเหนือหน้ากากอนามัยฉายแววเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล

เธอกดมือลงบนบาดแผลที่ต้นแขนของเขาเพื่อห้ามเลือดอย่างแรง แรงกดนั้นเรียกคืนระบบประสาทที่จวนจะดับมืดของเขา ให้ต้องปรืดตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ทัศนียภาพรอบตัวของเขาพร่าเลือน แสงไฟดวงใหญ่บนเพดานห้องฉุกเฉินส่องสว่างจนแสบตา แต่ในความเลือนลางนั้น เขากลับเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ดึงดูดสายตาเขาไว้

มันไม่ใช่ดวงตาสวยเฉี่ยวคม แต่หากเป็นดวงตาธรรมชาติที่เรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยพลังในการเยียวยาชีวิต

“คุณคะ! คุณได้ยินหมอไหม? อย่าเพิ่งหลับนะคะ ตั้งสติไว้ก่อน พวกเรากำลังจะช่วยคุณ”

หญิงสาวก้มลงพูดใกล้ใบหน้าเขา ขณะที่มือยังคงทำงานอย่างว่องไวและระมัดระวัง ในการช่วยจัดท่าเพื่อเตรียมแทงเส้นเลือดและห้ามเลือดใหญ่

“คุณคะ คุณรู้มั้ยว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”

ในขณะที่กำลังรับเข็มมาจากผู้ช่วย หมอสาวยังคงพยายามพูดคุยสอบถามเพื่อดึงสติคนเจ็บที่ยังคงนอนกระพริบตาเอื่อยๆ อยู่บนเตียง

ศรันย์ พยายามจะขยับปาก แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา จนกระทั่ง ภาพสุดท้ายที่เขารับรู้ได้ก่อนที่สติทั้งหมดจะวูบดับไป

คือภาพของหมอสาว ที่กำลังสั่งการทีมแพทย์และพยาบาท เพื่อช่วยยื้อชีวิตเขาจากเงื้อมมือมัจจุราชอย่างสุดความสามารถ

“หมอพาขวัญ ยันหว่างอีกแล้วเหรอคะ”

พยาบาลผู้ดูแลเอ่ยทักทาย หมอสาวที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยวิกฤต จากที่ก่อนหน้านี้เธอออกไปพักหายใจ ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ หลังจากออกจากห้องผ่าตัด

หญิงสาวเพียงส่งยิ้มหวานกลับไปให้คนถาม เธอรู้ดีว่าพวกเขาคงเริ่มจะชินกับการอยู่โรงพยาบาลทั้งวันทั้งคืนของเธอแล้ว

ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาล คือสิ่งแรกที่ดึงสติของชายหนุ่มให้หลุดพ้นจากความมืดมิดอันยาวนาน

เสียงสัญญาณชีพจร ปี๊ป… ปี๊ป… จากจอมอนิเตอร์ข้างเตียงดังแว่วเข้าหูเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขายังคงมีลมหายใจ และยิ่งเมื่อความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจากบาดแผลในตอนที่เขาพยายามจะขยับตัว ยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่า เขายังมีชีวิตอยู่

“อย่าเพิ่งขยับแขนข้างนั้นนะคะ หมอเพิ่งเย็บเส้นเลือดใหญ่ให้”

น้ำเสียงหวานที่เหมือนเขาจะคุ้นหู ดังขึ้นจากฝั่งซ้ายของเตียง ชายหนุ่มค่อยๆ หันมองไปตามเสียง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ

‘เธอนั่นเอง’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป