บทที่ 3 บทนำ ต่อ
"ตาปราชญ์เขาว่าไงเรื่องลูก แล้วเราจะเลี้ยงลูกให้เขาอยู่อย่างนี้เหรอกานดา เป็นอย่างนี้ก็จะไม่ได้ไปหางานทำสักทีน่ะสิ"
เสียงเอ่ยทำลายความเงียบ ทำให้สองอาหลานที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการดูปลาแหวกว่ายในสายน้ำหันไปมอง...ดารณีอุ้มหลานชายวัยขวบเศษเดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล ห่วงก็ห่วงถึงอนาคตของคุณพ่อลูกสองเมียทิ้ง แต่หล่อนก็ห่วงอนาคตของลูกสาวด้วยเช่นกัน
"เห็นเปรยว่าจะเอาไปเลี้ยงที่คลินิกค่ะ แล้วก็จ้างคนมาช่วยเลี้ยงให้"
"เฮ้อ..."
ดารณีไม่มีความเห็น แต่หล่อนกำลังนึกไปถึงแม่เด็กที่ไม่มีท่าทีว่าจะเป็นฝ่ายดูแลลูกๆ ทั้งสอง หย่ากันหล่อนไม่อยากห้ามเพราะนั่นคือเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องลูกก็อยากให้คนสองคนคุยกันให้เข้าใจ ว่าสรุปใครจะรับเด็กไว้ในการปกครอง
"แต่กานดาสงสารน้อง ไม่อยากให้อยู่ในความดูแลของคนไม่รู้จักกัน"
"พูดแบบนี้ จะตามไปเลี้ยงให้เขาหรือยังไงล่ะ ฮึ"
คนพูดรู้ทันลูกสาว รอยยิ้มกริ่มของมารดาทำให้แววตาคู่สวยซ่อนความรู้สึกรีบหลุบตาลง ใบหน้าร้อนผ่าวเพราะใจคิดไม่ซื่อเพียงแต่เจ้าตัวไม่ยอมรับความรู้สึกลึกๆ ที่มีต่อพี่ชายต่างสายเลือด
"กานดาแค่สงสารพี่ปราชญ์ค่ะ ลูกยังเล็กอยู่เลย เมียก็มาทิ้งเสียแล้ว"
"แหม สงสารตัวเองก่อนเถอะจ้ะ เห็นถูกยักษ์ดุน้ำตาคลอกลับมาทุกวัน"
ดากานดายิ้มเจื่อน ก่อนจะหันไปสบตากับสาวน้อยลลินที่จ้องมองมาตาแป๋วว่าผู้ใหญ่กำลังคุยเรื่องบิดาของตน และพอจะรับรู้ว่าหมายถึงตนเองและน้องชายด้วย...แววตาเว้าวอนจับจ้องหน้าคุณอาจนน่าสงสาร คล้ายจะสื่อให้รู้ว่าไม่อยากได้พี่เลี้ยงคนใหม่นอกจากดากานดาเท่านั้น
ดารณีสบตาลูกสาวเป็นอันรู้กันว่าให้เลิกคุยเรื่องนี้ต่อหน้าลลิน เพราะสาวน้อยนั้นโตพอที่จะจับใจความได้บ้างแล้ว ก่อนที่หล่อนจะเดินไปหย่อนกายนั่งลงข้างๆ ดากานดา ห้อยขาลงไปในน้ำแล้วจับหลานชายนั่งตัก สายตาทอดมองไปยังบ่อปลาเบื้องหน้า เจ้าตัวเล็กบนตักมีท่าทีตื่นเต้นเมื่อเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ชี้มือชี้ไม้เป็นพัลวันพร้อมส่งเสียงอ้อแอ้อย่างชอบใจ
"คนอะไรผีเข้าผีออก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สักวันจะปล่อยให้อดตาย หึ"
ดารณีหันไปหัวเราะกับคนที่เก่งแต่ปาก ก่อนจะส่ายหัวออกมา
"สงสัยเครียดเรื่องเมียจนสติสตางค์ไปหมดล่ะ ถึงได้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตาปราชญ์เอ๋ย"
"อะแฮ่ม"
"อุ้ย!"
สองแม่ลูกหันไปมองตามเสียงกระแอมที่ดังขึ้นจากด้านหลัง เห็นคนที่กำลังถูกพูดลับหลังยืนกอดอกมองอยู่ก่อนแล้ว ต่างปั้นหน้าไม่ถูกกันเลยทีเดียว ดากานดารีบยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกับมารดา
"เขาจะได้ยินอะไรมั้ยคะ"
"ได้ยินก็ได้ยินไปสิ แม่พูดเรื่องจริง ถ้ากล้าหือเดี๋ยวจะไม่ทำกับข้าวให้กินเสียเลย หึ"
ดารณีหัวเราะในลำคออย่างคนเป็นต่อ เพราะทุกวันนี้ก็ได้หล่อนที่คอยทำอาหารเย็นให้ และได้ดากานดาที่ขับมอเตอร์ไซด์ไปส่งให้ที่คลินิกทุกๆ วัน
"ปาป๊าขา คิดถึงจังเลยค่ะ"
ลลินลุกขึ้นจากการนั่งห้อยขาแล้ววิ่งโผเข้าหาบิดา ปราชญ์อ้าแขนรอรับสาวน้อยด้วยความคิดถึงเช่นเดียวกัน เขากอดร่างเล็กเอาไว้แล้วอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน จมูกคมสันฝังลงบนแก้มนุ่มหอมด้วยความรัก ทำอยู่อย่างนั้นจนความคิดถึงที่มีมากล้นคลายลงไปบ้าง
"คิดถึงคุณแม่ด้วยค่ะ เมื่อไหร่คุณแม่จะเสร็จธุระแล้วกลับบ้านเราคะ"
รอยยิ้มของคนเป็นพ่อต้องจางหายจนกลายเป็นปร่า
แปร่ง สาวน้อยถามออกมาตามประสาเด็กที่ไม่รู้เรื่องความบาดหมางของผู้ใหญ่ หากแต่สายตาสามคู่ต่างสบตากันด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนในหัวใจ ดากานดาน้ำตารื้นสะท้านในหัวอก เมื่อรู้สึกสงสารหลานทั้งสองจับใจ
"พรุ่งนี้ไปเที่ยวทะเลกันมั้ยครับ เดี๋ยวปาป๊าพาไป"
ปราชญ์เปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากลูกสาว และได้ผล แววตากลมโตดำขลับทอประกายแพรวพราวทันที
"เย้ๆ ไปค่ะ ลลินอยากไปเที่ยวทะเล"
"ให้คุณยายณีเตรียมเสื้อผ้าได้เลยครับ"
สบตากับน้าสาวเป็นอันรู้กัน สักพักเสียงใสๆ ก็ดังเล็ดลอดผ่านปาก คำพูดที่ทำเอาดากานดาสะดุ้งจนเผลอสบตากับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"ให้คุณอาไปด้วยนะคะ ถ้าคุณอาไม่ไป ลลินก็ไม่ไป"
"เอ่อ..."
ปราชญ์ทำหน้าปั้นยาก เหตุเพราะเขาไม่อยากไปไหนมาไหนกับสาวๆ คนไหนทั้งสิ้นในตอนนี้ ยอมรับว่ายังคงเกรงใจภรรยาและยังรักอยู่ ด้วยลึกๆ ยังคงหวังว่าหล่อนจะเปลี่ยนใจเรื่องหย่า ซึ่งตอนนี้เขาก็กำลังพยายามทำตัวให้ดีขึ้น จะพยายามปรับตัวเพื่อทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวตามเดิม และหากหล่อนเห็นว่าเขาควงสาวคนอื่นไปเที่ยวพร้อมกับลูก คะแนนในตัวเขาคงติดลบลงมากกว่าเดิมแน่นอน
