บทที่ 12 อ่อนแอก็แพ้ไป

เฮียสอง TALK

สงสัยช่วงนี้จะเป็นช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ผมควรไปปรึกษาอาจารย์ลักษณ์ฟันธง หรือไปหาหมอปลาคนปราบผีดีครับ

แทนไทตามหลอกหลอนผมเหมือนเจ้ากรรมนายเวร ทั้งกลางวันและกลางคืน

เมื่อคืนผมก็ฝันถึงสัมผัสเร่าร้อนของแทนไทจนต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำตอนตีสาม วันนี้ผมก็ต้องมาเจอหน้ามันอีกเพราะโปรเจกต์ CSR ของ LVN

ผม ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาเป็นโลโก้ของ LVN GRAND ทั้งหมดของลีวาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโดมิเนียม หรือแม้แต่โครงการบ้านจัดสรร ผมจึงเลี่ยงงานนี้ไม่ได้เด็ดขาด

เราทำโครงการชื่อ ‘แสงสว่างบนทางเปลี่ยว’ ใครแม่งคิดชื่อก็ไม่รู้ ทำไมยิ่งตอกย้ำคืนนั้นเสียจริง และดูเหมือนแทนไทจะอินเกินเบอร์ไปมาก ให้สัมภาษณ์ฉอด ๆ ว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์แย่ ๆ ในซอยเปลี่ยว

LVN จัดสรรหลอดไฟให้แสงสว่างในทุกจุดที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดอาชญากรรม ทั้งจี้ปล้น ข่มขืน และถูกทำร้าย ในรัศมีสองกิโลเมตรจากคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ของเรา

และแน่นอน แทนไทซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ของคอนโดก็ย่อมต้องมางานนี้ด้วย

ออร์แกไนซ์จัดคิวให้แทนไทประกบผมตลอดเวลากว่าสามชั่วโมง ตั้งแต่แถลงข่าว ลงพื้นที่ รวมถึงตอนที่เราต้องพักกินข้าวตอนเที่ยง

“ผมไม่ชอบกินผัก” แทนไทตักผักใบเขียวในกล่องข้าวของตัวเองมาวางในกล่องของผม

“ไม่กินก็ทิ้งไปสิ เอามาให้ฉันทำไม” ผมปฏิเสธพร้อมกับเขี่ยไปไว้ข้าง ๆ กล่อง

“กินเข้าไปเถอะน่า จะได้ถ่ายคล่อง ๆ ช่องยิ่งแคบ ๆ อยู่”

เชี่ย!!! ผมสบถในใจ แทบอยากจะปากล่องข้าวใส่หน้ากวน ๆ ของมันเหลือเกิน

ไม่กงไม่กินมันแล้ว ผมตักผักที่กองอยู่ทั้งของแทนไทและของตัวเอง ตั้งใจจะโยนใส่ถุงขยะ แต่แล้วนักข่าวคนหนึ่งก็เดินผ่านมา

“แหม คุณขั้นเทพนี่น่ารักจังเลยนะคะ ได้ข่าวว่าอาหารวันนี้ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มลุงไข่ใช่ไหมคะ” นักข่าวสาวมองผักในช้อนที่ผมตักค้างไว้อย่างสนใจ

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ ด้วยพอรู้มาเหมือนกันว่าทางออร์แกไนซ์สั่งอาหารจากฟาร์มลุงไข่ ซึ่งเป็นฟาร์มชานเมืองที่เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ และปลูกผักออร์แกนิก และที่สำคัญที่สุดคือ ฟาร์มแห่งนั้น เป็นฟาร์มในโครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ดังนั้นมันคงจะเป็น ดรามามาก ๆ ถ้าหากผมจะโยนผักพวกนี้ลงถุงขยะไป

ผมจึงเปลี่ยนใจส่งเข้ามาในปากของตัวเองท่ามกลางสายตาชื่นชมของนักข่าว และแววตาขำขันของแทนไท

ผมกล้ำกลืนฝืนเคี้ยวผักคำแล้วคำเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า

“คุณขั้นเทพคงจะกำลังคิดถึงคนยากคนจนที่ปลูกผักพวกนี้อยู่ใช่ไหมคะ ถึงได้น้ำตาคลอ”

ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มหวาน ๆ ให้นักข่าวคนนั้น พอเธอเดินจากไปก็เป็นจังหวะที่ผมกินผักหมดทั้งกล่องนั่นพอดี

“รับรอง ถ่ายสะดวก” แทนไทเดินเฉียดเข้ามาเอ่ยแซวพอให้ได้ยินกันแค่สองคน ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากนึกห้ำหั่นอยู่ในใจ ก่อนจะปิดกล่องข้าวที่พร่องไปแค่ครึ่งเดียวลงแล้วส่งให้ลูกน้องที่เดินผ่านมาพอดี

“อิ่มแล้วเหรอครับนาย กินไปนิดเดียวเอง ตอนบ่ายต้องใช้แรงเยอะนะครับ” อชิออกอาการเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าข้าวเหลือเกินครึ่งกล่อง “เมื่อเช้านายก็รีบออกมายังไม่ทันได้กินข้าวเช้า”

“กินไม่ลงแล้ว” ผมยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะเดินหนีออกมา เพราะไม่อยากเห็นหน้าใครบางคนที่เดินลอยไปลอยมาอยู่แถวนั้น

“คุณขั้นเทพเป็นลม!”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมรับรู้ได้ก่อนที่สติของผมจะดับวูบลงไป

ช่วงบ่ายอากาศร้อนมาก แสงแดดแรงเปรี้ยงราวกับว่าพระอาทิตย์กำลังจะพุ่งชนโลก ผมเป็นคนไม่ชอบอากาศร้อนอยู่แล้วเพราะมันทำให้ไมเกรนขึ้น ซึ่งผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

แล้ววันนี้ผมก็ยังใช้พลังงานไปเยอะ แต่กลับเอาเข้าไปในร่างกายแค่นิดเดียวจากข้าวกล่องแค่ครึ่งกล่องนั้น ร่างกายที่เคยแข็งแรงของผมจึงไม่สามารถทนได้

ผมเริ่มรู้สึกหน้ามืดตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มออกเดินไปตามจุดต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตั้งหลอดไฟแสงสว่างอย่างขะมักเขม้น ผมพยายามอดทนเพราะรู้ว่าอีกไม่กี่จุดก็หมดคิวของผมแล้ว

ใจมันได้แต่ร่างกายประท้วงว่ามันไม่ไหวแล้ว แล้วมันก็เซจะล้ม โลกเริ่มมืดมิด แสงสว่างที่ผมกำลังพยายามเติมเต็มให้ชุมชนก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ สมองผมดับวูบลง และเดาว่าร่างของผมคงล้มลงวัดพื้นในไม่กี่วินาที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป