บทที่ 9 สิ่งตอบแทน
“สุขสันต์วันเกิด”
ผมมองกล่องใบนั้นอย่างซาบซึ้งใจ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในมันคืออะไร แต่ผมซาบซึ้ง เพราะคนที่ยื่นมันมาให้ ช่างมีแก่ใจกับเด็กอย่างผม ทั้งส่งเสียให้เรียน ทั้งเอื้ออาทรห่วงใยให้การช่วยเหลือทุกอย่างตลอดสองปีที่ผ่านมา ความจริงไม่ต้องใส่ใจกับเรื่องวันเกิดของผมก็ได้ แต่คุณปานเทพก็ทำ
เมื่อเห็นว่าผมเพียงแค่มอง ไม่ยอมยื่นมือออกไปรับไว้ คุณปานเทพจึงเปิดกล่องใบนั้นออก
มันเป็นนาฬิกาข้อมือครับ แล้วคุณปานเทพก็เอามันมาสวมให้ข้อมือข้างขวาของผม พลางริมฝีปากหยักลึกก็ค่อย ๆ ขยับเพื่ออธิบาย
“รอยัล โอ๊ก ออฟชอร์ ตัวเรือนสเตนเลส หน้าปัดลายเปอตีต์ ตาปิสเซอรี่ ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ มีฟังก์ชันโครโนกราฟ สำรองพลังงานขั้นต่ำ 50 ชั่วโมง กันน้ำลึก 100 เมตร กระจกแซปไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน” แล้วก็ปรายตามองผมด้วยสายตาเอ็นดู “เป็นผู้ชายต้องมีอะไรแบบนี้ไว้บ้าง” แล้วก็ยกข้อมือของผมที่มีนาฬิกาเรือนหรูหุ้มอยู่ขึ้นมาตรงหน้า “ฉันว่ามันเหมาะกับเด็กวิศวะอย่างเธอดี”
ผมไม่รู้ว่าผมฉีกยิ้มตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีมุมปากทั้งสองข้างก็ฉีกออกจากกันไกล ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้ของขวัญวันเกิดที่น่าจะมีมูลค่า แต่เพราะคุณค่าของมันต่างหาก คุณค่ามันอยู่ที่หัวใจ หัวใจของคนให้
ผมต้องทำยังไง? ผมถึงจะได้หัวใจของเขาเหรอครับ หัวใจของคุณปานเทพ
“คุณปานเทพชอบผมเหรอครับ?” คงเป็นแค่ความคิดมั้งครับ ผมคงแค่คิด
แต่… ผมคงคิดดังเกินไป จนมันมีเสียงออกมา แม้ว่าจะตกใจกับคำถามที่ออกมาจากปากของตัวเอง แต่ผมก็ไม่เสียใจที่ถามมันออกไป
แต่ว่าคนตรงหน้าผมนี่สิครับ จากที่มีใบหน้าเคลือบยิ้มเอ็นดู กลับเริ่มมีแววตาวูบไหว ก่อนจะค่อย ๆ หุบยิ้ม แล้วก็
“พูดอะไร?” แม้น้ำเสียงจะเรียบ แต่ผมก็จับกระแสความไม่พอใจนั้นได้ แต่ผมออกตัวไปแล้ว ทำไงได้ล่ะครับ อย่างไรเสีย ผมก็เชื่อในสิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้
แต่ดูเหมือน คนที่ผมรุกใส่ จะไม่ยอมรับง่าย ๆ
“ที่ถามว่าเรียกให้มาที่นี่ทำไม ก็แค่เรียกให้มาเอาของขวัญวันเกิดเท่านั้น เดี๋ยวจะให้โยชิไปส่ง กลับได้แล้ว ดึกมากแล้ว”
แล้วคนปากแข็งก็ไล่ผมกลับเอาดื้อ ๆ
ไม่นะ! ที่คิดไว้มันไม่ใช่แบบนี้นี่ บ้าจริง!
“ปากแข็ง” ผมมันเป็นเด็กบ้าครับ ผมจะไม่ยอมให้ไอ้โรมมันเรียกผมว่า ‘ไอ้หมาโปรด’
“โปรดปราณ!” การที่คุณปานเทพเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงแบบนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ ทำไมผู้ใหญ่ต้องปากแข็ง
ในนาทีนั้น ผมตัดสินใจพุ่งตัวเข้าใส่คนตรงหน้า ใช้มือข้างขวาโน้มต้นคอคนตัวใหญ่เข้ามาใกล้ แล้วผมก็…
จูบ…
จูบอย่างดูดดื่มที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ประสบการณ์จากการดูซีรีส์ ผมจะต้องเอียงใบหน้าให้ได้องศา บดริมฝีปากเข้าหา แล้วก็ขยี้
ผมเตรียมตัวโดนผลัก คิดว่าน่าจะกระเด็นไปไกลเพราะคุณปานเทพตัวใหญ่กว่าผม คงจะแรงเยอะ
แต่… ไม่ครับ คนตัวใหญ่กลับยืนนิ่งให้ผมจูบ ผมก็เลยได้ใจ ผละใบหน้าออกมาเล็กน้อย ส่งสายตาเย้ายวน
“ผมเป็นเด็กวิทย์ อาจารย์สอนว่าถ้าสงสัยให้ตั้งสมมติฐาน แล้วพิสูจน์” ผมเขย่งปลายเท้าขึ้นไปจุมพิตคนตัวสูงอีกครั้ง คราวนี้นุ่มนวลกว่าเดิม “ผมคิดว่าคุณปานเทพปากแข็ง ก็ต้องพิสูจน์ว่าแข็งจริงมั้ย”
“แล้วแข็งมั้ย?” คนตัวสูงกระซิบใกล้ ๆ เสียงกระเส่า แววตานิ่ง
“อาจารย์บอกว่าให้ทำการทดลอง 3 ครั้งครับ” ผมเงยหน้าขึ้นไปหาริมฝีปากหยักอีกครั้ง จูบอย่างดูดดื่ม และครั้งนี้ ผมใจกล้าสอดลิ้นเข้าไปด้วย คนตัวใหญ่ยืนนิ่งให้ผมลวนลามจนพอใจ
“ผลการทดลองเป็นยังไง?” พอผมผละจุมพิตออก ก็ถามอย่างอยากรู้ ผมทำท่าคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะยกแขนอีกข้างขึ้นไปโอบรอบคอแกร่งไว้ แล้วเบียดกายเข้าหา
“อืมมม ผมไม่แน่ใจ คงเป็นเพราะยังไม่ชำนาญมั้งครับ” ผมส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้ คนตัวใหญ่กระตุกมุมปากน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ย
“เคยได้ยินทฤษฎีนี้มั้ย?”
“ทฤษฎีอะไรเหรอครับ?” ผมเอียงคอถามด้วยท่าทางที่คิดว่าน่ารักที่สุดที่เคยทำ
“ทฤษฎี 21 วัน ของ ดร. แมคเวล มอลท์”
“มันคืออะไรเหรอครับ?” ผมเอียงคอกลับไปอีกข้าง เอียงข้างนี้ผมว่าน่ารักกว่า
“เขาบอกว่าถ้าเราอยากชำนาญในด้านใดสักอย่าง ให้ทำมันซ้ำ ๆ 21 วัน”
หืมมมม หมายความว่า ถ้าผมอยากชำนาญในการจูบ เราต้องจูบกันต่อเนื่อง 21 วันเหรอครับ? ไม่น่า แต่… เอาปะล่ะ ผมไม่ติดนะ
แล้วคุณปานเทพก็ผลักผมลงบนโซฟาตัวเดิม จนผมลงมานอนแอ้งแม้ง
“คว่ำหน้าสิ”
ฮะ! ครั้งแรกก็จะเล่นท่ายากเลยเหรอครับ? ผมกลัวนะ แต่ก็ยอมพลิกคว่ำอย่างว่าง่าย
ว่าแต่… ผมไม่ต้องถอดเสื้อผ้าก่อนเหรอครับ แต่ผมยังไม่ทันได้ถามอะไร คุณปานเทพก็ใส่ผมไม่ยั้ง
ป๊าบ! ป๊าบ! ป๊าบ!
แง้!!!!!!!!!
