บทที่ 2 [1]
[1]
“วนกลับมาที่เก่า”
ภายในห้องรับรองสุดหรูของบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ยักษ์ใหญ่ กลิ่นหอมจาง ๆ ของก้านไม้หอมราคาแพงไม่ได้ช่วยให้ “เพ่ยเพ่ย” รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว มือบางที่วางอยู่บนหน้าขาบีบเข้าหากันจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด แผ่นหลังที่ตั้งตรงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขากำลังจ้องมองแผ่นกระดาษตรงหน้า สัญญาจ้างงานในฐานะนักแสดงหลักของละครเรื่อง ‘รอยบัว’
มันคือกระดาษแผ่นเดิม ตัวอักษรเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของนรกขุมเดิมที่เคยพรากทุกอย่างไปจากเขาในชาติที่แล้ว
“คุณเพ่ยเพ่ยคะ ติดขัดตรงไหนหรือเปล่า ถ้าโอเคแล้วเซ็นชื่อตรงลูกศรได้เลยค่ะ”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเอ่ยเร่งยิ้ม ๆ แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
เพ่ยเพ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ความทรงจำสุดท้ายก่อนรถจะคว่ำ กลิ่นคาวเลือด และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของน้ำหวานแวบเข้ามาในหัวจนเขารู้สึกคลื่นไส้ ใจหนึ่งสั่งให้เขาลุกหนีไปให้พ้นจากวงจรนี้ แต่อีกใจหนึ่งกลับนึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ที่เริ่มแก่ชรา และภาพน้องชายกับน้องสาวที่ยังต้องใช้เงินค่าเทอมในอาทิตย์หน้า ยังมีอีกหลายชีวิตเหลือเกินที่เพ่ยเพ่ยต้องดูแล
หากเขาไม่เซ็นสัญญาตอนนี้ ชื่อเสียงของเขาและข่าวเรื่องการถอนตัวจากละครในขณะที่กำลังจะเซ็นสัญญาจะทำให้ประวัติของเขาเสียหาย อีกทั้งงานที่กำลังรออยู่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้มันมาหรือไม่
เพ่ยเพ่ยไม่มีทางเลือกมากกว่านี้ เขาหนีความจริงที่ว่าเขาเป็นเสาหลักของบ้านไม่ได้
“ไม่มีปัญหาอะไรครับ ผมแค่ตื่นเต้นไปหน่อย”
เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มนุ่มนิ่มไร้เดียงสาที่เขาใช้เป็นเกราะกำบังมาตลอดชีวิต ดวงตากลมโตสั่นระริกเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู จนเจ้าหน้าที่สาวถึงกับใจอ่อนวูบ เขายื่นมือไปหยิบปากกาช้า ๆ ทว่าสายตากลับเหลือบไปมองโซฟาฝั่งตรงข้าม
ที่นั่น “ภากร” หรือ ‘พี่ซัน’ ที่เขาเคยเทิดทูนก็นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมในชุดสูทพรีเมียม สายตาคมกริบของพระเอกหนุ่มจ้องมองมาที่เขาด้วยความเรียบเฉย ดูเป็นสุภาพบุรุษผู้สูงส่งจนยากจะเอื้อมถึง และข้างกายของภากรคือ “น้ำหวาน” ไฮโซหนุ่มที่สวมชุดแบรนด์เนมสีกลีบบัว เขาขยับยิ้มหวานส่งมาให้เขา แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความดูแคลน
‘อย่าหวังว่าแกจะได้ผุดได้เกิดอีก คนไม่เจียมตัว อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกคิดจะทำอะไรกับคนรักของฉัน’
แม้ใบหน้าของน้ำหวานจะถูกฉาบด้วยรอยยิ้ม ทว่าภายในใจกลับกำลังก่นด่าและดูแคลนเพ่ยเพ่ย เหตุผลก็เพราะเขาคือคนรักเก่าที่เคยเลิกรากันไปแล้วครั้งหนึ่งของภากร น้ำหวานเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และวันนี้เขากลับมาเพื่อทวงทุกอย่างของเขาคืน
เพ่ยเพ่ยกระตุกยิ้มที่มุมปากเพียงเสี้ยววินาทีจนไม่มีใครสังเกตเห็น ในเมื่อโลกชอบที่จะให้เขาเป็นตัวร้ายสายดอกบัวขาว ชาตินี้เขาจะเล่นบทนี้ให้คุ้มค่าตัวที่สุด
‘ก้าน’ ในละครอาจจะเป็นลูกเมียบ่าวที่ร้ายกาจและอิจฉาพี่ชายอย่าง บัวหลวง แต่เพ่ยเพ่ยในชีวิตจริงจะแสดงให้ทุกคนเห็นเองว่า “คนรวยที่ทำตัวเป็นนายเอก” กับ “คนจนที่สู้เพื่อครอบครัว” ใครกันแน่ที่น่าสงสารกว่ากัน
คิดได้แล้ว ปลายปากกาจึงตวัดชื่อ ‘ภควรรณ’ ลงไปบนกระดาษอย่างมั่นคง
“เรียบร้อยแล้วครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับคุณน้ำหวาน พี่ซัน”
เพ่ยเพ่ยประนมมือไหว้ด้วยท่าทางอ่อนน้อมและจริตผู้ดีที่เขาฝึกฝนมาอย่างดี แววตาดูซื่อตรงและเทิดทูนเสียจนชายหนุ่มเจ้าของชื่อต้องพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งนะเพ่ยเพ่ย” ภากรเอ่ยเสียงเรียบ
“บทก้านมันหนัก ตั้งใจล่ะ” ชายหนุ่มพยายามหาเรื่องคุย เพราะอย่างไรเสีย เขาก็เคยทำงานร่วมกับเพ่ยเพ่ยมาก่อน อีกทั้งความจริงแล้ว เขาเองรู้มาก่อนหน้าว่าคนที่ถูกวางตัวเป็นนายเอกของเรื่องคือเพ่ยเพ่ย ทว่าผู้ใหญ่ในช่องฝืนความต้องการของนายทุนไม่ได้
“กว่าจะได้บทนี้มามันไม่ง่ายเลย เพ่ยต้องทำเต็มที่อยู่แล้วครับพี่ซัน”
คำพูดเจียมเนื้อเจียมตัวนั้นทำให้น้ำหวานเบะปาก แต่สำหรับคนอื่นในห้อง เพ่ยเพ่ยดูเป็นเด็กกตัญญูที่น่าสนับสนุนที่สุด
เพ่ยเพ่ยลุกขึ้นยืน ก้มหัวให้ทุกคนน้อย ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทันทีที่ประตูเลื่อนปิดลง แววตาใสซื่อก็อันตรธานหายไปทันที เหลือเพียงดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยไฟแค้น
ก้านพร้อมจะรับใช้คุณบัวหลวงแล้วครับ
หลังจากก้าวพ้นตึกหรูหราของบริษัท เพ่ยเพ่ยยืนรออยู่ที่ทางเดินเท้าริมถนนกลางแดดร้อนจัด มือหนึ่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม แววตาคมกริบเมื่อครู่กลับมาหม่นแสงลงอย่างคนอ่อนแรง เขากดโทรศัพท์หาผู้จัดการส่วนตัวเป็นรอบที่สาม
[เออ รู้แล้ว กำลังไป รถมันติด ทำเป็นใจร้อนไปได้ สัญญาก็เซ็นแล้วจะรีบกลับไปไหนยะ กลับไปห้องเช่ารูหนูของแกน่ะเหรอ แอร์เปิดติดหรือเปล่าก็ไม่รู้]
เสียงแหลมของเจ้หอม ผู้จัดการส่วนตัวตวาดผ่านมาตามสายก่อนจะตัดฉับไป เพ่ยเพ่ยถอนหายใจทิ้ง ยืนรออีกเกือบยี่สิบนาที รถตู้สภาพปานกลางที่มีสติกเกอร์ชื่อบริษัทติดอยู่ก็เบรกเอี๊ยดตรงหน้า ประตูเลื่อนเปิดออกพร้อมกับต้นหอมที่นั่งโบกพัดไปมาอยู่ด้านใน
“ช้าจริง ๆ เจ้ ผมยืนรอจนเหงื่อท่วมแล้วเนี่ย”
เพ่ยเพ่ยบ่นเบา ๆ ขณะก้าวขึ้นรถ
“อย่ามาบ่นนะเพ่ย รู้ไหมว่าฉันต้องไปดีลงานให้น้องมิกกี้อีกคน รายนั้นเขาได้พรีเซนเตอร์เชียวนะ ไม่ได้เล่นแต่บทขี้ข้าลูกเมียบ่าวแบบแก”
ต้นหอมจีบปากจีบคอพูด
“จริง ๆ เจ้ก็รู้นี่นาว่าทำไมเพ่ยได้บทนี้” เพ่ยเพ่ยเอ่ยก่อนจะก้มหน้าลงราวกับว่าเจ็บปวดเหลือประมาณ เพ่ยเพ่ยถูกวางตัวให้เป็นนายเอกละครเรื่องแรก ทว่ากลับโดนน้ำหวานปาดหน้าไปเงียบ ๆ มันคือเรื่องที่จริงแสนจริงที่สุด
“เออ ๆ ยังไงก็บทนำ” ต้นหอมบ่นก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะความจริงคือ ‘Primrose Entertainment’ ที่เธอสังกัดอยู่มีอิทธิพลไม่มากพอที่จะสู้กับอิทธิพลของผู้จัดการส่วนตัวของน้ำหวาน เด็กในสังกัดที่ควรจะได้รับบทนายเอกกลับต้องระเห็จไปเป็นตัวร้ายเหมือนเดิม
“อพาร์ตเมนต์แกมันไกลจะตาย วันหลังถ้าฉันไม่ว่างก็หัดนั่งรถเมล์กลับเองบ้างนะ อย่ามาทำตัวเป็นซุปตาร์หน่อยเลย”
เพ่ยเพ่ยไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่พยักหน้าช้า ๆ แววตาดูเศร้าสร้อยจนต้นหอมชะงักไปนิดหนึ่ง
“เออ ๆ แล้วนั่นเซ็นสัญญาเรียบร้อยใช่ไหม เงินงวดแรกจะได้ออกสักที ฉันจะได้หักค่านายหน้า”
“เซ็นแล้วครับ เจ้ส่งผมแค่ปากซอยก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเดินเข้าห้องเอง”
“ดี จะได้ไม่เปลืองน้ำมันเข้าไปกลับรถ”
รถตู้สีขาวของบริษัทพริมโรสชะลอตัวลงที่หน้าปากซอย ต้นหอมปัดพัดในมือเบา ๆ เตรียมจะไล่ให้เพ่ยเพ่ยลงรถตามความเคยชินเพื่อประหยัดน้ำมันในการวนกลับรถ แต่ในจังหวะที่เพ่ยเพ่ยกำลังจะขยับตัวลุกขึ้น เสี้ยวหน้าของเพ่ยเพ่ยที่เธอมองเห็นก็ทำให้ผู้จัดการสายวีนชะงักไป
ต้นหอมมองเห็นดวงตากลมโตที่เคยฉายแววใสซื่ออยู่เสมอ ยามนี้กลับดูหม่นแสงและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่มันเหมือนคนที่มีเรื่องราวหนักอึ้งแบกไว้จนแทบจะรับไม่ไหว
“เดี๋ยว” ต้นหอมส่งเสียงเรียก
“ครับเจ้”
เพ่ยเพ่ยหันมามองด้วยท่าทางนอบน้อมเหมือนเดิม แต่ไหล่ที่ลู่ลงทำให้คนมองรู้สึกสะท้อนใจ
“ขยับเข้าไปนั่งสิ”
ต้นหอมหันไปสั่งคนขับรถเสียงเขียว
“ลุงสม ขับเข้าไปส่งเพ่ยมันให้ถึงหน้าตึกเลย รถติดแค่นี้บริษัทไม่เจ๊งเพราะค่าน้ำมันหรอก”
เพ่ยเพ่ยเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง
“เจ้... ไม่เป็นไรครับ ผมเดินเข้าไปเองได้”
“บอกให้นั่งลงก็คือนั่งลงสิ”
ต้นหอมตวาดเสียงแหวแต่น้ำหนักเบาลงกว่าปกติ พลางหยิบบทละครที่วางกองอยู่มาพัดให้เพ่ยเพ่ยเสียอย่างนั้น
“แกก็นะ ไอ้เรื่องเจียมตัวน่ะมันก็ดี แต่อย่าให้มันมากนักจนคนเขาเห็นว่าแกเป็นเบี้ยล่างไปเสียหมด”
ขณะที่รถตู้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปในซอย เพ่ยเพ่ยแสร้งก้มหน้าลง และทิ้งช่วงลมหายใจให้ดูสั่นพร่าเพียงเล็กน้อย ไม่มากไปจนดูน่ารำคาญ แต่พอดีที่จะทำให้คนที่นั่งข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงความแตกสลาย
‘ชาติก่อนเจ้ก็เป็นแบบนี้’
เพ่ยเพ่ยคิดในใจขณะที่แสร้งปาดน้ำตาที่หางตาเบา ๆ
ในชีวิตที่แล้ว เจ้หอมพยายามจัดแจงทุกอย่างเพื่อปกป้องเขาจากการกลั่นแกล้งของน้ำหวาน ทั้งพยายามขอความเห็นใจจากผู้จัด ทั้งช่วยปิดข่าวลือ แต่ลำพังผู้จัดการระดับกลางที่ไม่มีคอนเนกชันจะไปสู้อิทธิพลไฮโซตระกูลดังได้อย่างไร สุดท้ายต้นหอมก็ประคองเขาไม่ไหว และต้องยอมปล่อยมือจากเขาไปพร้อมกับน้ำตา ทิ้งให้เพ่ยเพ่ยเผชิญชะตากรรมลำพังจนถึงวาระสุดท้าย
แต่ชาตินี้... เขาจะไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น
“ขอบคุณครับเจ้หอม ถ้าไม่มีเจ้... เพ่ยก็คงไม่รู้จะปรึกษาใคร”
เสียงของเขาแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง ต้นหอมที่กำลังตบไหล่เขาอยู่นั้นไม่ได้เห็นเลยว่าภายใต้ใบหน้าที่ซบลงกับไหล่ตนเอง ดวงตาของเพ่ยเพ่ยไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มันมีเพียงความนิ่งสงบและแผนการที่ถูกวางไว้เป็นอย่างดี
“พรุ่งนี้ฉันจะมารับไปฟิตติ้งตั้งแต่เช้า กลับไปก็พักผ่อน อย่ามัวแต่อ่านบทจนตาโหล” ผู้จัดการวัยกลางคนสั่งทิ้งท้ายก่อนปิดประตูรถตู้
เมื่อไฟท้ายรถหายลับไปจากซอย เพ่ยเพ่ยก็ยืดตัวขึ้นตรง แผ่นหลังที่เคยลู่ลงดูสง่างามและเยือกเย็นขึ้นมาถนัดตา
“ขอโทษนะเจ้ที่ต้องหลอกเจ้เป็นคนแรก แต่ถ้าจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เจ้ต้องเชื่อก่อนว่าผมคือเพ่ยเพ่ยที่แสนดีจริง ๆ”
เพ่ยเพ่ยเดินขึ้นบันไดอพาร์ตเมนต์ไปด้วยจังหวะที่มั่นคง เขารู้ว่าวันฟิตติ้งที่จะถึงนี้ น้ำหวานจะต้องจัดเต็มเพื่อข่มเขาแน่ และนั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ ยิ่งน้ำหวานดูสูงส่งมากเท่าไหร่ ความพ่ายแพ้ของไฮโซใจร้ายคนนั้นก็จะยิ่งดูน่าสมเพชมากขึ้นเท่านั้น
ทันทีที่เสียงประตูห้องปิดลงพร้อมกับการลงกลอนอย่างแน่นหนา หน้ากากที่ถูกสวมใส่เอาไว้ตั้งแต่ได้ย้อนเวลากลับมาจากอดีตชาติของเพ่ยเพ่ยก็ถูกถอดออก ร่างบางที่เคยห่อไหล่และทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวเมื่อครู่เหยียดตรงขึ้นทันที เขาเดินตรงไปยังกระจกเงาที่มุมห้องพร้อมจ้องมองเงาสะท้อนของชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีที่มีใบหน้างดงามราวกับถูกช่างปั้นสลักไว้อย่างบรรจง
โครงหน้ารูปไข่เรียวเล็ก ผิวพรรณขาวจัดและเนียนละเอียดราวกับน้ำนมที่ถูกเคี่ยวจนข้น เครื่องหน้าทุกชิ้นรับกันอย่างไร้ที่ติ ดวงตากลมโตดำขลับราวนิลเนื้อดี ทั้งยังทอประกายระยิบระยับเสมือนรวบรวมดวงดาวทั้งจักรวาลไว้ภายใน ขนตาหนายาวงอนงามแผ่สยายราวกับปีกผีเสื้อยามกระพือปีก จมูกโด่งรั้นเล็กน้อยพองาม รับกับริมฝีปากบางเฉียบที่มีสีชมพูระเรื่อเป็นธรรมชาติ ซึ่งมักจะเหยียดเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์และน่าเอ็นดู จนยากที่ใครจะละสายตา
เพ่ยเพ่ยงดงามราวกับดอกบัวขาวที่เพิ่งผุดพ้นน้ำ ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหลงใหลและอยากจะเข้าไปปกป้องดูแล เพราะแบบนั้นเพ่ยเพ่ยจึงมักได้รับบทตัวร้ายที่เป็นสายดอกบัวขาว ร้ายเงียบ ๆ และใช้ความบอบบางอ่อนแอเป็นเครื่องมือ
มือเรียวยกขึ้นลูบใบหน้าตัวเองเบา ๆ ก่อนที่ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววใสซื่อจะแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและลุกโชนด้วยไฟแค้นที่ถูกสุมทับมาข้ามชาติ
“เป็นอิสระเสียที” เสียงที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบและเย็นยะเยือก ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับที่เพิ่งออดอ้อนผู้จัดการบนรถตู้
ภาพความทรงจำในชาติที่แล้วค่อย ๆ ไหลบ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก มันชัดเจนจนเขารู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดและสัมผัสเย็นเฉียบของเม็ดฝนในคืนที่เขาตาย ความแค้นแรกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาคือใบหน้าสวยสง่าของ ‘น้ำหวาน’ ชายหนุ่มหน้าสวยที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ทว่ากลับมีจิตใจโสมมยิ่งกว่าโคลนตมใต้สระบัว
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ต้องการแค่ภากร แต่เขาต้องการเห็นเพ่ยเพ่ยพินาศเพียงเพราะเพ่ยเพ่ยจนกว่าและกล้าที่จะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับชายคนเดียวกับเขา
‘ขยะอย่างแก แค่จะมายืนหายใจข้างพี่ซันก็ยังไม่คู่ควรเลยด้วยซ้ำ’
คำถากถางหลายคำยังดังก้องในหู พร้อมกับแผนการสกปรกที่ไฮโซคนนี้ใช้ทำลายชีวิตเขา ทั้งการจัดฉากว่าเขาขายตัว และใส่ร้ายป้ายสีว่าเขาเป็นเด็กเอนจนเขาถูกตราหน้าไปทั้งสังคม
ต่อมาคือ ภากรหรือพี่ซัน ชายหนุ่มที่เพ่ยเพ่ยเคยเทิดทูนเป็นดั่งแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมน แต่ในนาทีที่เขาต้องการความเชื่อใจมากที่สุด ภากรกลับมอบเพียงการเพิกเฉย ภากรเลือกที่จะยืนอยู่ข้างพยานเท็จและหลักฐานปลอม ๆ ของน้ำหวาน เพียงเพราะความถูกต้องที่จอมปลอมนั้นมันรักษาสถานะทางสังคมของเขาได้ดีกว่าการมารับผิดชอบตัวร้ายกระจอก ๆ อย่างเขา
“พี่ซัน ชาตินี้ผมจะทำให้พี่รู้ว่า การถูกคนที่รักที่สุดเหยียบย่ำหัวใจจนไม่เหลือชิ้นดี มันรู้สึกยังไง”
เพ่ยเพ่ยพึมพำชิดกระจก แววตาคมปลาบสั่นระริกด้วยความชิงชัง
เขายังนึกไปถึง คุณหญิงอารยา เมียหลวงผู้ทรงอิทธิพลที่หน้ามืดตามัวเพราะแรงริษยา ผู้หญิงที่สั่งคนให้ขับรถไล่ล่าเขาจนประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ
บรรดาสื่อมวลชนและชาวเน็ตที่สนุกปากกับการรุมทึ้งซากศพของเขาผ่านตัวอักษรโดยไม่สนว่าความจริงคืออะไร เพ่ยเพ่ยทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียงมือบางกำผ้าปูเตียงจนยับย่น
เขารู้ดีว่าลำพังนักแสดงระดับล่างอย่างเขาจะไปสู้กับมหาอำนาจเหล่านั้นด้วยกำลังคงเป็นไปไม่ได้ แต่เขามีสิ่งที่พวกนั้นไม่มีนั่นคือบทสรุปของอนาคตและหน้ากากดอกบัวขาวที่เขากำลังสวมใส่อยู่ เพ่ยเพ่ยแค่นยิ้มให้กับความมืดมิดภายในห้อง
เขาจะใช้บท ‘ก้าน’ ในละครรอยบัวนี่แหละ เป็นสนามฝึกซ้อมและเป็นเครื่องมือฉีกกระชากหน้ากากนายเอกจอมปลอมของน้ำหวานออกมาทีละชั้น เขาจะทำให้ทุกคนรักเขา สงสารเขา และยอมถวายตัวเป็นโล่กำบังให้เขา โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงแม้แต่นิดเดียว
“ในเมื่ออยากให้ผมเป็นตัวร้ายนัก ผมก็จะร้ายให้ถึงที่สุด ร้ายจนพวกคุณต้องกราบอ้อนวอนขอชีวิตจากผมเลยคอยดู”
