บทที่ 4 [3]

[3]

“การแสดงที่แนบเนียน”

“คุณน้ำหวานครับ ผมว่าคุณไปนั่งพักทำสมาธิก่อนดีกว่า นั่งดื่มน้ำเย็น ๆ สักหน่อยเถอะ แววตาตอนนี้มันบีบให้ภาพออกมาดูไม่ได้เลยจริง ๆ”

ผู้กำกับโบกมือให้อย่างเหนื่อยใจ น้ำเสียงแสดงความระอาออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้น้ำหวานที่ยืนอยู่กลางสปอตไลต์ถึงกับหน้าถอดสี สองมือที่กำผ้าไหมสั่นระริกด้วยความอับอาย สุดท้ายแล้วเขากลับทำอะไรไม่ได้นอกจากการสะบัดหน้าและเดินกระแทกส้นกลับไปที่มุมพักผ่อนของตัวเอง

“งั้นสลับคิวเลย เอาเพ่ยเพ่ยมาถ่ายเซตเดี่ยวของบทก้านก่อน ตากล้องเซตไฟรับมุมกล้องใหม่ด่วน”

เมื่อสิ้นเสียงประกาศของผู้กำกับ เพ่ยเพ่ยที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงมุมห้องก็ค่อย ๆ วางแก้วน้ำลง ก่อนจะก้าวขึ้นมาบนฉากหลังสีเข้มภายใต้แสงไฟที่สาดส่องลงมากระทบผิวขาวจัดจนดูราวกับภาพวาด

ภายในใจของเพ่ยเพ่ยนั้นนิ่งสนิท เขารู้ดีว่าความท้าทายที่แท้จริงของการเป็น ‘ก้าน’ ในชาตินี้ไม่ใช่แค่การเล่นเป็นตัวร้ายตามบท แต่อยู่ที่การแสดงศักยภาพให้คนทั้งกองถ่ายเห็นว่า เขาสามารถบดขยี้นายเอกจอมปลอมอย่างน้ำหวานให้จมดินได้ด้วยฝีมือการแสดง

“เพ่ยเพ่ย บทก้านในเซตนี้เราต้องการสองเวอร์ชันนะ”

ผู้กำกับเดินเข้ามาอธิบายบทที่ข้างเซต

“เวอร์ชันแรกคือก้านตอนที่อยู่ต่อหน้าคุณหลวงพินิจ ต้องเป็นเด็กหนุ่มลูกเมียบ่าวที่แสนดี เจียมเนื้อเจียมตัว และรักคุณหลวงสุดหัวใจ ส่วนเวอร์ชันที่สองคือก้านตอนที่อยู่ลับหลัง ตัวร้ายที่เต็มไปด้วยความริษยาและพร้อมจะทำลายทุกอย่าง ไหวไหม”

“เพ่ยจะพยายามครับผู้กำกับ”

เพ่ยเพ่ยยกมือไหว้ น้ำเสียงละมุนเจือความประหม่าพองาม

“โอเค ประจำที่ เวอร์ชันแรก หน้าหวานละมุนสไตล์ดอกบัวขาว เริ่ม!”

สิ้นเสียงสัญญาณ ลมหายใจของเพ่ยเพ่ยเปลี่ยนจังหวะทันที

ดวงตากลมโตดำขลับที่เคยนิ่งสงบพลันสั่นระริกน้อย ๆ เคลือบแฝงไปด้วยความโศกเศร้าและความรักอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเอื้อม นิ้วเรียวบางขาวจัดกุมชายเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบของตัวเองไว้แน่น ใบหน้างดงามแหงนเงยขึ้นเล็กน้อย มองไปยังจุดที่สมมติว่าเป็นใบหน้าของคุณหลวงพินิจ รอยยิ้มบางเบาที่ฉาบอยู่บนริมฝีปากชมพูระเรื่อนั้นดูอ่อนหวานแต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของคนที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียงขี้ข้าก้นครัว

แชะ! แชะ! แชะ!

“สวยมาก อารมณ์นี้แหละใช่เลย ก้านที่แสนดีและน่าสงสาร”

ตากล้องรัวชัตเตอร์ไม่หยุด ปากก็อุทานชมออกมาด้วยความตื่นเต้น

ภากรที่ยืนกอดอกดูอยู่ข้างเซตถึงกับหัวใจกระตุกวูบ สายตาคมกริบจ้องมองภาพเด็กหนุ่มบนฉากด้วยความรู้สึกที่ดิ่งลึก แววตาตัดพ้อระคนเทิดทูนที่เพ่ยเพ่ยส่งออกมา มันช่างรุนแรงและดูเหมือนความรู้สึกจริง ๆ เสียจนชายหนุ่มเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

ภากรเคยแสดงละครเรื่องเดียวกันกับเพ่ยเพ่ยมาก่อน เขารู้ดีว่าเพ่ยเพ่ยมีฝีมือ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะทำให้เขาตะลึงได้อีก

“ดีมากเพ่ยเพ่ย ทีนี้ปรับอารมณ์ทันที ขอเวอร์ชันที่สอง ลับหลังคุณหลวง แววตาของตัวร้ายที่แท้จริง”

สิ้นคำสั่งของผู้กำกับ บรรยากาศรอบตัวเพ่ยเพ่ยก็พลันเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ

รอยยิ้มอ่อนหวานอ่อนเชื่อมลายหายไปในพริบตา ใบหน้างดงามที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์เมื่อครู่พลันเชิดรั้น นัยน์ตากลมโตตวัดขึ้นจ้องมองตรงมายังเลนส์กล้อง แววตาที่เคยสั่นระริกเปลี่ยนเป็นคมปลาบและลุกโชนด้วยไฟแห่งความริษยา ความชิงชัง และความแค้นที่ฝังลึก มุมปากบางกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมและเยือกเย็นอย่างร้ายกาจ

มันไม่ใช่ความร้ายกาจแบบโวยวายตลาดสด แต่มันคือความร้ายลึกของอสรพิษที่ซ่อนพิษร้ายไว้ใต้รอยยิ้มดอกบัวขาว

แชะ! แชะ! แชะ!

“เฮ้ย! ขนลุกเลยว่ะ แววตาสุดยอดมาก”

ตากล้องถึงกับอุทานลั่น ตอนกดชัตเตอร์

ทีมงานรอบนอกที่ยืนดูอยู่ต่างพากันเบิกตากว้าง ความสามารถในการสลับหน้ากากภายในเวลาไม่ถึงวินาทีของเพ่ยเพ่ยมันช่างทรงพลังและน่ากลัวจนจับใจ ทุกคนในที่นั้นรู้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีของและกำลังจะกลายเป็นตัวร้ายที่จะขโมยซีนทุกอย่างในละครเรื่องนี้

“คัท! เพอร์เฟกต์มากเพ่ยเพ่ย นี่แหละก้านที่ฉันตามหา”

ผู้กำกับถึงกับลุกขึ้นตบมือให้ด้วยความสะใจ

“สลับอารมณ์ได้เฉียบขาดมาก อินเนอร์ระเบิดสุด ๆ”

เพ่ยเพ่ยรีบคลายแววตาร้ายกาจออกทันที เขากลับมาห่อไหล่ ก้มหน้าลง และส่งรอยยิ้มเจียมตัวประหม่า ๆ ให้ทุกคนเหมือนเดิม

“ขอบคุณครับผู้กำกับ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนครับ”

ขณะที่เสียงชื่นชมดังระงม น้ำหวานซึ่งนั่งอยู่ที่มุมห้องกลับกำแก้วน้ำในมือแน่นจนแทบจะแตก ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ สายตาที่เขามองเพ่ยเพ่ยเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

น้ำหวานอุตส่าห์ขอร้องพ่อกับแม่ให้สนับสนุนเงินทุนในการถ่ายทำละครเรื่องนี้เพื่อที่เขาจะได้รับบทนายเอกผู้แสนดี และเพ่ยเพ่ยสมควรจะต้องกลายตัวร้ายน่ารังเกียจ แต่ผู้ชายคนนี้กลับใช้ความสามารถเปลี่ยนบทตัวร้ายให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่เหนือกว่าเขาในทุกด้าน และที่ทำให้น้ำหวานอกแตกตายยิ่งกว่าเดิม มันคือสายตาของชายหนุ่มที่เขารัก ดวงตาคู่คมคู่นั้นยังคงตรึงอยู่ที่ร่างบางของเพ่ยเพ่ย และมันเต็มไปด้วยความหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิด

“ดีมากครับเพ่ยเพ่ย งั้นขอถ่ายคิวต่อเนื่องเลยนะ ขอเซตภาพคู่ระหว่างคุณหลวงพินิจกับก้านครับ คุณซันเชิญเข้าหน้าเซตเลยครับ”

เสียงประกาศของทีมงานทำให้ห้องแต่งตัวที่เงียบกริบกลับมาขยับเคลื่อนไหวอีกครั้ง ภากรที่ยืนนิ่งค้างอยู่ข้างเซตก็ตั้งสติ เขาสลัดความหวั่นไหวแปลกประหลาดในส่วนลึกของหัวใจออกไป ก่อนจะก้าวเข้ามาอยู่ภายใต้สปอต ไลต์ดวงใหญ่เคียงคู่กับคนตัวเล็ก

เมื่อร่างสูงใหญ่ของพระเอกเบอร์หนึ่งมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่คุ้นเคยในชาติก่อนลอยมาแตะจมูก เพ่ยเพ่ยแสร้งทำเป็นสะดุ้งน้อย ๆ ร่างบางขยับก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณของผู้น้อยที่มิอาจเอื้อม แววตากลมโตที่กำลังสั่นระริกช้อนขึ้นมองแผ่นอกกว้างด้วยความประหม่าอาย

“ขยับเข้าไปชิดคุณหลวงอีกนิดครับน้องเพ่ย ก้านในฉากนี้ต้องพยายามเข้าหาคุณหลวงพินิจ แต่อยู่ในกรอบของความเจียมตัวนะ”

ตากล้องตะโกนสั่ง

“ครับ”

เพ่ยเพ่ยรับคำเสียงแผ่ว เขากลั้นใจขยับเข้าไปใกล้ภากรจนแทบจะชิดกับแผงอกแกร่ง วินาทีนั้น นิ้วเรียวบางของเพ่ยเพ่ยที่เอื้อมไปแตะชายเสื้อราชปะแตนสีขาวของภากรแผ่วเบา ราวกับคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะไขว่คว้าแต่ก็รักจนหมดหัวใจ ใบหน้างดงามแหงนเงยขึ้นสบตาคมกริบของชายหนุ่มตรง ๆ ดอกบัวขาวสลัดความแค้นทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักอันบริสุทธิ์และระทมทุกข์ที่ทลายกำแพงความรู้สึกของคนมอง

“คุณซันครับ โน้มตัวลงมามองก้านหน่อยครับ ขอสายตาของคุณหลวงพินิจที่เริ่มเผลอใจให้กับความใสซื่อบริสุทธิ์ของก้านหน่อย”

ภากรสูดลมหายใจเข้าลึก เขาโน้มใบหน้าคมคายลงไปตามคำสั่งตากล้อง ทว่าเมื่อนัยน์ตาคมสบเข้ากับดวงตากลมโตดำขลับที่ทอประกายฉ่ำน้ำเล็กน้อยของเพ่ยเพ่ย สมองของพระเอกหนุ่มก็พลันขาวโพลนไปชั่วขณะ

มันไม่ใช่ความรู้สึกในบทละคร แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่กำลังถูกแรงดึงดูดบางอย่างตรึงไว้ แววตาของเพ่ยเพ่ยในตอนนี้นอกจากความรักแล้ว มันยังแฝงไปด้วยความร้าวรานและความตัดพ้อ ราวกับว่าเขาเคยทำผิดบาปและทอดทิ้งเด็กคนนี้ไปอย่างไม่ไยดี

หัวใจของภากรกระตุกอย่างรุนแรง สายตาที่เคยมองอย่างเรียบเฉยกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกอยากปกป้องและอยากครอบครองโดยที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

แชะ! แชะ! แชะ!

“โอ้โห! เคมีดีมาก ดีจนขนลุกเลยคุณซัน สายตาแบบนั้นแหละใช่เลย!”

ตากล้องรัวชัตเตอร์มือระวิงด้วยความคลั่งไคล้

“ภาพมันสื่ออารมณ์ชัดมาก เหมือนคุณหลวงกำลังจะหลงเสน่ห์ก้านจนโงหัวไม่ขึ้น”

ผู้กำกับที่นั่งมองภาพจากจอมอนิเตอร์ถึงกับทุบโต๊ะด้วยความพอใจ

“นี่มันเคมีต้องห้ามชัด ๆ ขนาดรูปนิ่งยังสื่ออารมณ์ได้รุนแรงขนาดนี้ อินเนอร์มันทะลุเลนส์ออกมาเลยว่ะ”

คำชื่นชมเยินยอที่ดังระงมไปทั่วสตูดิโอเปรียบเสมือนน้ำกรดที่ราดรดลงบนใจของน้ำหวาน ไฮโซหนุ่มที่นั่งอยู่มุมห้องเบิกตากว้าง จ้องมองภาพคู่ของคนทั้งสองบนจอมอนิเตอร์ขนาดย่อมด้วยความคั่งแค้น สองมือจิกผ้าไหมสีกลีบบัวจนยับยู่ยี่และแทบจะฉีกขาด

เขามองเห็นเต็มสองตา สายตาของภากรที่มองนักแสดงไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นมันไม่ได้มีความเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย มันคือแววตาของชายหนุ่มที่กำลังหวั่นไหวจริง ๆ สายตาแบบที่ไม่เคยใช้มองเขาเลยนับตั้งแต่เขากลับมาจากต่างประเทศ

“คัท! ผ่านครับ! ขอบคุณทั้งสองคนมาก รูปคู่เซตนี้เอาไปทำโปสเตอร์หลักได้เลย”

ทันทีที่สิ้นเสียงผู้กำกับ เพ่ยเพ่ยก็รีบถอยห่างออกมาทันที เขาก้มหัวให้ภากรด้วยท่าทางนอบน้อมดังเดิม

“ขอบคุณครับพี่ซัน ขอโทษที่เมื่อกี้เพ่ยอาจจะขยับเข้าไปใกล้พี่มากเกินไปด้วยนะครับ”

ภากรที่ยังอารมณ์ค้างอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขามองท่าทางเจียมตัวที่เปลี่ยนกลับมาอย่างรวดเร็วของเพ่ยเพ่ยแล้วได้แต่พยักหน้ารับคำเสียงพร่า

“อืม ไม่เป็นไร เราทำดีมาก”

เพ่ยเพ่ยประนมมือไหว้อีกครั้งด้วยความนอบน้อมเช่นเดิม ร่างบางค่อย ๆ ก้าวถอยห่างออกมาจากหน้าไฟ ระหว่างทางที่เดินผ่านทีมงาน ช่างแต่งหน้า และตากล้อง คนตัวเล็กไม่ลืมที่จะหันไปก้มหัวน้อย ๆ และส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจไปให้ทุกคน ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้พี่ ๆ ในสตูดิโอต่างพากันส่งสายตาเอ็นดูและรอยยิ้มตอบกลับมาด้วยความเต็มใจ

ทว่าทันทีที่เขาก้าวมาถึงบริเวณโซฟาหน้ากระจกบานใหญ่ ซึ่งมีร่างของน้ำหวานนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ จังหวะฝีเท้าของเพ่ยเพ่ยกลับชะงักกึกไปในทันที

แววตากลมโตสั่นระริกขึ้นมาวูบหนึ่ง ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังเดินเข้าใกล้เขตอันตราย

เพ่ยเพ่ยรีบก้มใบหน้าลงจนชิดอก ห่อไหล่บางเข้าหากันคล้ายคนหวาดกลัวเต็มประดา ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวและก้มตัวซอยเท้าเดินผ่านหน้าน้ำหวานไปอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการจะพาร่างของตัวเองออกไปจากตรงนั้นให้ไวที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหรือขัดสายตาไฮโซหนุ่ม

พฤติกรรมของเพ่ยเพ่ยและสีหน้าของน้ำหวานตอนมองเพ่ยเพ่ยตกอยู่ในสายตาของทุกคนภายในห้องแต่งตัว รวมถึงภากรที่เพิ่งเดินตามหลังมาด้วยเช่นกัน

“ดูน้องเพ่ยเพ่ยสิ เจียมเนื้อเจียมตัวจนแทบจะมุดดินหนีคุณน้ำหวานอยู่แล้ว” ทีมงานหลังกล้องแอบหันไปกระซิบกันเสียงเบา

“กลัวจนตัวสั่นขนาดนั้น คงรู้ตัวว่าโดนเขม่นนั่นแหละ น่าสงสาร”

น้ำหวานที่นั่งกำแก้วน้ำอยู่แทบจะกระอักเลือดออกมาจริง ๆ เขาเห็นเต็มสองตาว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้แสดงสีหน้าร้ายกาจหรือจองหองใส่เขา แต่กลับมีท่าทีนอบน้อม ซึ่งนอบน้อมเสียจนคนทั้งห้องคิดว่าเขาเป็นยักษ์เป็นมารที่คอยจ้องจะรังแกมันอยู่ตลอดเวลา

เพ่ยเพ่ยเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้พลาสติกตัวเล็กข้างต้นหอมอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าหวานยังคงก้มต่ำแสร้งทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเพื่อปกปิดสายตา ทว่าแท้จริงแล้ว ภายใต้ปอยผมหน้าม้าที่ปรกหน้าลงมา มุมปากบางกลับเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัวอย่างที่แสดงออกเมื่อครู่

‘เต้นแร้งเต้นกาไปเถอะน้ำหวาน ชาตินี้ไม่ว่าแกจะหันไปทางไหน คนรอบข้างก็จะมองว่าแกเป็นคนร้าย และมองว่าฉันเป็นเหยื่อที่น่าสงสารเสมอ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป