บทที่ 5 [4]
[4]
“ไฮโซจอมปาดหน้า”
“ขอเชิญคุณน้ำหวานกลับเข้าหน้าเซตอีกครั้งครับ คิวต่อไปถ่ายรูปคู่คุณซันกับคุณน้ำหวานเก็บตกรอบที่แล้ว ต่อด้วยคิวสามคนรวมเพ่ยเพ่ย”
เสียงประกาศของทีมงานทำให้บรรยากาศที่กำลังผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง น้ำหวานสูดหายใจลึก เชิดหน้าก้าวกลับเข้ามาใต้แสงไฟเคียงข้างภากร ทว่าต่อให้เขาจะพยายามดื่มน้ำเย็นหรือนั่งทำสมาธิมาสะกดอารมณ์มากแค่ไหน แรงริษยาและความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่เต็มอกก็ยังคงไม่จางหายไปไหน
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอมอนิเตอร์ยังคงออกมาย่ำแย่ แววตาของบัวหลวงที่ควรจะอบอุ่นละมุนตา กลับเต็มไปด้วยความขุ่นมัวและความพะวงอย่างเห็นได้ชัด จนตากล้องต้องสั่งลดกล้องลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“น้ำหวาน ลองหลับตาลงก่อนไหม”
ภากรเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจใช้ประสบการณ์พระเอกเบอร์หนึ่งของตัวเองเอ่ยสอนเสียงเรียบ
“ตอนนี้น้ำหวานกำลังเกร็งและเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับบทบาท ลองนึกถึงตัวละครบัวหลวงจริง ๆ สิ เขาเป็นคนที่รักและเทิดทูนคุณหลวงพินิจมากนะ ในสายตาเขาต้องไม่มีความระแวงหรือความโกรธแค้นใครอยู่เลย”
“หวานรู้ครับพี่ซัน หวานก็กำลังพยายามอยู่นี่ไง”
น้ำหวานตวาดสวนกลับมาเสียงแหลมด้วยความลืมตัว ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดที่โดนติไม่หยุด ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับชะงักไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น ความรู้สึกเอือมระอาเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจของภากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ น้ำหวานในตอนนี้ดูเจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลจนไม่เหลือภาพจำของผู้ดีอังกฤษที่เพิ่งเรียนจบกลับมาเลยสักนิด
ภากรส่ายหน้าออกมาช้า ๆ ก่อนเลิกกันเป็นอย่างไร ตอนนี้น้ำหวานก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยทั้งที่อายุก็มากขึ้นตั้งหลายปี
“เพ่ยเพ่ยเข้าเซตถ่ายสามคนรวมเลยครับ”
ตากล้องรีบตัดบทเพื่อไม่ให้บรรยากาศมาคุไปมากกว่านี้
เพ่ยเพ่ยที่นั่งรออยู่ก็รีบลุกขึ้น ก้มหัวนอบน้อมเดินเข้าหน้ากล้องอย่างว่าง่าย คนตัวเล็กขยับไปยืนอยู่เยื้อง ๆ ไปทางด้านหลังซึ่งต่ำกว่าคนทั้งสองตามบรีฟของลูกเมียบ่าว ท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของเพ่ยเพ่ยยิ่งทำให้คนในสตูดิโอรู้สึกเปรียบเทียบชัดเจนระหว่างความนอบน้อมกับความเหวี่ยงวีนของไฮโซหนุ่ม
“เอาละครับ ฉากนี้คือบัวหลวงยืนคู่กับคุณหลวงพินิจอย่างสง่างาม ส่วนก้านแอบอยู่ข้างหลัง คอยส่งสายตาร้ายกาจและริษยาพี่ชายนะครับ เพ่ยเพ่ยปล่อยอินเนอร์ร้ายตามบทได้เลยครับ” ผู้กำกับบรีฟเสียงดัง
“ครับ” เพ่ยเพ่ยรับคำ
เมื่อสัญญาณชัตเตอร์เริ่มขึ้น เพ่ยเพ่ยก็ปรับเปลี่ยนแววตาให้ร้ายขึ้นตามคำขอของผู้กำกับทันที นัยน์ตาคู่งามตวัดขึ้นจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งคู่ด้วยสายตาคมปลาบ แฝงไปด้วยความริษยาและความทะเยอทะยานตามแบบฉบับของตัวละครก้าน
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องมอนิเตอร์ต้องกุมขมับกลับเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงกลางอย่างน้ำหวาน
พอเพ่ยเพ่ยเริ่มปล่อยอินเนอร์ร้ายใส่ น้ำหวานที่อารมณ์บูดบึ้งอยู่แล้วกลับยิ่งหลุดโฟกัส แทนที่น้ำหวานจะทำหน้าเป็นนายเอกผู้แสนดีที่โอบรับความรักจากพระเอก เขากลับแสดงสีหน้าหงุดหงิด และหันไปส่งสายตาอาฆาตแค้นตอบโต้เพ่ยเพ่ยผ่านหน้าเลนส์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“คัท! คัท! คัท!” ผู้กำกับทุบโต๊ะ และลุกขึ้นยืนด้วยความเหลืออด
“คุณน้ำหวาน! ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าคุณคือนายเอก คุณคือบัวหลวงแต่ภาพที่ออกมาตอนนี้มันไม่เหมือนคุณเป็นนายเอกเลยสักนิดเดียว”
ทั้งสตูดิโอตกอยู่ในความเงียบกริบ ทีมงานทุกคนต่างมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก ภาพในมอนิเตอร์มันฟ้องชัดเจนว่าต่อให้เพ่ยเพ่ยจะทำสีหน้าให้ร้ายขึ้นตามบทบาทแค่ไหน แต่ความงดงามโศกเศร้าและเป็นธรรมชาติของเพ่ยเพ่ยก็ยังดูน่าเวทนาอยู่ดี
ในทางกลับกัน แววตาร้ายกาจและใบหน้าบูดบึ้งของน้ำหวานกลับทำให้เขาดูเหมือนตัวร้ายตลาดสดที่กำลังรุมรังแกเด็กหนุ่มผู้น้อยหน้าหวานคนนั้นมากกว่า
“ภาพสามคนรันต่อไม่ได้เลยครับ แววตาคุณน้ำหวานแข็งและติดลบมาก ขืนเอาภาพเซตนี้ไปทำโปรโมต คนดูได้เข้าใจผิดคิดว่าคุณน้ำหวานเป็นตัวร้ายแน่ ๆ” ตากล้องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ แยกย้ายได้”
ผู้กำกับโบกมือไล่อย่างสุดจะทน
“ภาพฟิตติ้งในซีนที่มีคุณน้ำหวานวันนี้ ไปนัดวันซ่อมมาใหม่แล้วกัน”
คำประกาศกร้าวของผู้กำกับเปรียบเสมือนระเบิดที่พังทลายศักดิ์ศรีของไฮโซหนุ่มจนหมดสิ้น น้ำหวานสะบัดหน้าและเดินหนีออกจากเซตทันที
เพ่ยเพ่ยซึ่งยังยืนอยู่ที่เดิมค่อย ๆ เดินออกมา เขารีบก้มหัวขอโทษขอโพยทีมงานทุกคนที่ทำให้ต้องเลิกกองช้า ท่าทางนอบน้อมถ่อมตนของเขายิ่งได้ใจคนทั้งสตูดิโอเข้าไปใหญ่
คนตัวเล็กหันไปสบตากับภากรแวบหนึ่ง แสร้งทำสายตาเศร้าสร้อยคล้ายรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้น้ำหวานอารมณ์ไม่ดี ก่อนจะก้มหน้าเดินกลับไปหาผู้จัดการเพื่อเตรียมตัวกลับอพาร์ตเมนต์
ทันทีที่เสียงสั่งเลิกกองของผู้กำกับดังขึ้น บรรยากาศก็ระอุไปด้วยความตึงเครียด
‘คุณสิรินทร์’ ผู้จัดละครหญิงวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลของช่องและมีศักดิ์เป็นญาติทางฝั่งแม่ของน้ำหวาน ถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เธอนั่งนวดขมับตัวเองอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ด้วยความเครียดจนหัวแทบจะระเบิด
งานนี้เธออุตส่าห์ออกตัวแรง ยอมใช้เส้นสายในฐานะผู้จัดบีบทางช่องและทีมงานเพื่อสลับบทบาทให้น้ำหวานได้เข้ามาเป็นนายเอกของ ‘รอยบัว’ ตามที่เจ้าตัวร้องขอ เพราะหวังจะดึงคอนเนกชันและฐานทุนของตระกูลน้ำหวานมาหนุนละคร
ทว่าผลลัพธ์ในวันฟิตติ้งกลับกลายเป็นความพินาศไปเสียนี่
“น้ำหวาน ตามน้าเข้ามาในห้องทำงาน”
คุณสิรินทร์เอ่ยพลางลุกขึ้นเดินนำเข้าไปในห้องกระจกส่วนตัวทันที โดยมีไฮโซหนุ่มหน้าหวานเดินหน้าบึ้งตามเข้าไป
ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง คุณสิรินทร์จึงหันกลับมาประจันหน้ากับหลานชายของตัวเอง นัยน์ตาของผู้จัดรุ่นใหญ่เต็มไปด้วยความเดือดดาล
“น้ำหวาน รู้ไหมว่าตัวเองทำอะไรลงไป”
คุณสิรินทร์ตวาดเสียงเข้มแต่พยายามกดให้ต่ำ
“แววตาของหวานในมอนิเตอร์มันใช้ไม่ได้เลยสักภาพเดียว น้าอุตส่าห์เอาชื่อเสียงไปการันตีกับผู้ใหญ่ทางช่องเพื่อเอาบทนี้มาให้ แต่สิ่งที่หวานจ่ายคืนให้น้าคือความไร้ฝีมือเนี่ยนะ”
“น้ารินทร์ ไอ้เด็กเพ่ยเพ่ยมันจงใจกวนประสาทหวาน น้าไม่เห็นสายตาที่มันมองพี่ซันเหรอครับ พี่ซันเป็นคนรักของหวานนะ เห็นแบบนี้ใครมันจะไปทนได้”
น้ำหวานพยายามจะเอ่ยปากเถียง ทว่ากลับถูกผู้จัดหญิงยกมือขึ้นเบรกไว้ทันควัน
“พอที! อย่ามาอ้างคนอื่น เพ่ยเพ่ยเขาทำตามบทบาทที่ผู้กำกับสั่งทุกอย่าง เขาส่งอินเนอร์ตัวร้ายมาถูกแล้ว แต่หวานเองต่างหากที่เก็บอารมณ์ส่วนตัวไม่ได้จนหลุดแววตาอิจฉาตาร้อนออกมาหน้าเลนส์”
คุณสิรินทร์ยกมือขึ้นกุมศีรษะอย่างเครียดจัด
“รูปคู่หวานกับซัน น้าเช็กดูจนตาแฉะ ไม่มีภาพไหนที่ใช้ทำพีอาร์ได้เลยสักใบ แล้วหวานรู้ไหมว่าคิวของซันแน่นขนาดไหน เขาเป็นพระเอกเบอร์หนึ่ง คิวทองฝังเพชร มีคิวฟิตติ้งให้เราแค่สลอตสั้น ๆ นี้เท่านั้น ถ้าจะนัดซ่อมวันหลัง น้าต้องเสียค่าปรับและต้องไปกราบกรานขอร้องผู้จัดการของซันอีก”
น้ำหวานอับอายจนหน้าร้อนผ่าว สองมือขยำชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวจนยับยู่ยี่ นึกแค้นใจที่ตัวเองต้องมาโดนตำหนิเพราะไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้น
“เรื่องคิวซ่อม น้าจะพยายามไปเคลียร์กับทางซันเอง แต่สิ่งที่หวานต้องทำด่วนที่สุดในตอนนี้คือนี่”
คุณสิรินทร์โยนนามบัตรของสถาบันสอนการแสดงชื่อดังลงบนโต๊ะไม้
“ไปลงคอร์สเรียนการแสดง เรียนตัวต่อตัวกับครูระดับท็อป เอาให้ไวที่สุดก่อนวันเปิดกล้องคิวแรก ถ้าวันถ่ายซ่อมหวานยังทำกองถ่ายพังเพราะแววตาแม่มดแบบนี้อีก ต่อให้หวานจะเป็นญาติหรือเป็นลูกชายมหาเศรษฐีมาจากไหน น้าก็ปกป้องหวานจากบอร์ดบริหารของช่องไม่ได้”
น้ำหวานเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังและเด็ดขาดของคุณสิรินทร์ เขาจึงจำใจต้องก้มหน้ารับนามบัตรนั้นมาด้วยความจำยอม
ขณะเดียวกันภายนอกห้องกระจก เพ่ยเพ่ยที่กำลังยืนเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดส่วนตัวอยู่หลังฉาก มองภาพความขัดแย้งของสองน้าหลานผ่านช่องว่างเล็ก ๆ แววตากลมโตคู่งามราบเรียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความตื่นตระหนก
เขารู้จักนิสัยของคุณสิรินทร์ดีตั้งแต่ชาติที่แล้ว ผู้จัดคนนี้เห็นแก่ผลประโยชน์และหน้าตาทางสังคมเป็นที่สุด ชาติก่อนคุณสิรินทร์เคยร่วมมือกับน้ำหวานเหยียบย่ำเขาเพราะเห็นว่าเขาไม่มีทางสู้ แต่ชาตินี้ความไร้ฝีมือของน้ำหวานจะกลายเป็นรอยร้าวที่ค่อย ๆ แซะความสัมพันธ์ของพวกมันให้พังทลายลงไปเอง
คนตัวเล็กกระชับเป้ใบเก่า ก้มหัวไหว้ลาทีมงานทุกคนด้วยท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นเดิม ก่อนจะเดินตามต้นหอมออกไปจากสตูดิโอ เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่อพาร์ตเมนต์รูหนูของตน ที่ซึ่งเขาจะได้ถอดหน้ากากและเหยียดยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ความพยายามในการนัดฟิตติ้งซ่อมรอบสองเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันถัดมา คุณสิรินทร์ต้องยอมใช้คอนเนกชันทั้งหมดที่มีเพื่อกราบกรานขอแทรกคิวจากผู้จัดการของภากร ซึ่งมีเวลาให้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้น ทว่าบรรยากาศภายในสตูดิโอหรูของ แกรนด์ ไดมอนด์ อาร์ทิสต์ ยังวนลูปกลับมาสู่นรกขุมเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ต่อให้น้ำหวานจะไปเข้าคอร์สเรียนการแสดงตัวต่อตัวแบบเร่งด่วนมาตามคำสั่ง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในเมื่อความรู้สึกข้างในของเขายังอัดแน่นไปด้วยความริษยา ยิ่งหันไปเห็นเพ่ยเพ่ยในชุดก้านผ้าป่านสีมุกกำลังนั่งหน้านิ่งเรียบเฉยอยู่ตรงมุมห้อง สติของไฮโซหนุ่มก็แทบเตลิดเปิดเปิง
“ไม่ได้ครับคุณน้ำหวาน แววตาคุณมันยังติดลบอยู่เลย ทำไมคุณยังส่งสายตาเหมือนจะไปเชือดไก่แบบนั้นออกมาอีก”
ผู้กำกับเริ่มกุมขมับ ตะโกนสั่งผ่านโทรโข่งด้วยความเครียด
ภากรที่ยืนอยู่หน้ากล้องได้แต่ถอนหายใจยาว แววตาของพระเอกหนุ่มเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด คิวงานของเขาแน่นจนแทบไม่มีเวลานอน แต่ต้องมาเสียเวลาเพราะความเจ้าอารมณ์และความไร้ฝีมือของนักแสดงคนเดิมซ้ำ ๆ
เพ่ยเพ่ยที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเดิมลอบประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ ความจริงเขาสามารถนั่งอยู่ตรงนี้เพื่อกดดันให้น้ำหวานพังพินาศจนโดนถอดจากบทเลยก็ได้ แต่มันคงไม่สนุกเท่าไหร่ และที่สำคัญหากขืนลากยาวจนหมดเวลา คิวของภากรจะเสีย และคนที่จะซวยไปด้วยก็คือทีมงานทุกคน ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีของดอกบัวขาวผู้แสนดี
คนตัวเล็กขยับกายเล็กน้อย แสร้งทำหน้าตาหม่นหมองคล้ายรู้สึกผิดเต็มประดา ก่อนจะเอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อคลุมของต้นหอมที่ยืนเคี้ยวหมากฝรั่งหน้าเครียดอยู่ข้าง ๆ
“เจ้ครับ” เพ่ยเพ่ยกระซิบเสียงแผ่ว
“มีอะไรเพ่ยเพ่ย แกดูไฮโซนั่นสิ ไปเรียนมาภาษาอะไรก็ไม่รู้ ทำคนอื่นเสียเวลาไปหมด” ต้นหอมบ่นอุบ
“เพ่ยว่าที่คุณน้ำหวานเขาถ่ายไม่ได้ เป็นเพราะเพ่ยแน่ ๆ เลยครับ”
เพ่ยเพ่ยช้อนดวงตากลมโตที่เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมองผู้จัดการ
“คุณน้ำหวานเขาคงจะไม่ชอบหน้าเพ่ยจริง ๆ แค่เขารู้ว่าเพ่ยนั่งอยู่ตรงนี้ เขาก็คงไม่มีสมาธิแล้ว เพ่ยไม่อยากให้พี่ซันกับพี่ ๆ ทีมงานต้องเดือดร้อนเพราะเพ่ยเป็นต้นเหตุเลยครับ”
ต้นหอมชะงักไป ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างเมื่อเห็นท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวและยอมเสียสละตัวเองของเด็กในสังกัด
“ยัยเพ่ย แกจะบ้าหรือเปล่า มันถ่ายไม่ได้เพราะมันห่วยเองต่างหาก ไม่ใช่ความผิดของแกสักนิด”
“แต่ถ้าเพ่ยยังอยู่ตรงนี้ กองก็คงรันต่อไม่ได้ เจ้ครับ เดี๋ยวเพ่ยขอปลีกตัวออกไปเดินเล่นข้างนอกสตูฯ ก่อนดีกว่าครับ ให้คุณน้ำหวานเขาไม่เห็นหน้าเพ่ย เผื่ออารมณ์เขาจะดีขึ้น”
เพ่ยเพ่ยส่งรอยยิ้มฝืน ๆ ที่ดูน่าสงสารจับใจไปให้ต้นหอม
“ฝากเจ้บอกผู้กำกับด้วยนะครับว่าเพ่ยขอไปสูดอากาศข้างนอก”
“เออ ๆ ไปเถอะ แกนี่มันคนดีจนน่าหมั่นไส้จริง ๆ”
ต้นหอมบ่นแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเวทนาและความเอ็นดู
หลังจากต้นหอมเดินไปกระซิบกระซาบกับผู้กำกับและผู้จัดอย่างคุณสิรินทร์ ร่างบางของเพ่ยเพ่ยก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น และก้มหัวอย่างนอบน้อม เขาเดินเลี่ยงออกไปจากประตูสตูดิโออย่างเงียบเชียบที่สุด การหลีกทางเพื่อให้กองถ่ายเดินหน้าต่อของเพ่ยเพ่ยตกอยู่ในสายตาคมกริบของภากรที่มองตามหลังไปจนประตูปิดลง ชายหนุ่มรู้สึกจุกในอก ท่าทางเจียมตัวและรู้ความของเพ่ยเพ่ยมันยิ่งตอกย้ำความเอาแต่ใจของน้ำหวานให้ดูแย่ลงไปอีกนับสิบเท่า
และมันก็เป็นไปตามที่เพ่ยเพ่ยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
ทันทีที่ร่างของเพ่ยเพ่ยพ้นไปจากรัศมีสายตา ความกดดันและความเคียดแค้นในอกของน้ำหวานก็พลอยมลายหายไปด้วยส่วนหนึ่ง เขาสูดหายใจลึก ยิ้มออก และเริ่มปรับอารมณ์เข้าสู่บทบาทของ ‘บัวหลวง’ ได้ดีขึ้นเล็กน้อย แววตาอาฆาตเริ่มจางลงไปจนพอจะกดชัตเตอร์ผ่านไปได้ทีละชุด
“ดีครับ อารมณ์นี้แหละคุณน้ำหวาน ยิ้มหวานอีกนิด โอเค ผ่าน!”
เสียงตากล้องร้องอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่างานเริ่มเดินหน้าได้เสียที
คุณสิรินทร์และผู้กำกับพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าภายในใจของทุกคนรวมถึงภากรกลับไม่ได้ชื่นชมน้ำหวานเลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างรู้ซึ้งแก่ใจดีว่าที่งานในวันนี้มันผ่านไปได้ ไม่ใช่เพราะฝีมือของน้ำหวานที่พัฒนาขึ้น แต่เป็นเพราะนิสัยรู้ความและยอมหลีกทางให้อย่างน่าเวทนาของเพ่ยเพ่ยต่างหาก
