บทที่ 6 [5]

[5]

“หรือควรจะเปลี่ยนตัวร้าย”

หลังจากเพ่ยเพ่ยยอมปลีกตัวออกไปเพื่อให้กองถ่ายเดินหน้าได้จนจบเซตคู่ ฝันร้ายที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมงานเรียกตัวเพ่ยเพ่ยกลับเข้ามาเพื่อถ่ายเซตรวมสามคนเพื่อทำโปสเตอร์หลัก ทันทีที่คนตัวเล็กก้าวเข้ามาในรัศมีสายตาและต้องลงไปคุกเข่ารับบทบาทบ่าวผู้ริษยาอยู่เยื้องด้านหลัง สติอันน้อยนิดที่น้ำหวานพยายามประคองไว้ก็ขาดผึงลงทันที

แววตาอาฆาตแค้นและริษยาของเขากลับมาบดบังความเป็น ‘บัวหลวง’ จนพังยับเยินยิ่งกว่ารอบแรก ต่อให้ผู้กำกับจะตะโกนสั่งจนคอแทบแตก หรือตากล้องจะพยายามหามุมกล้องช่วยบดบังแววตาแม่มดของเขาแค่ไหนก็ไม่เป็นผล

“คัท! คัท! คัท! ไม่ได้ว่ะ ไม่ได้เลยสักใบ”

ตากล้องทุบโต๊ะพลางลุกขึ้นยืนและโบกมือปฏิเสธอย่างสุดจะทน

“ขอโทษด้วยครับทุกคน คิวของซันหมดลงแค่นี้แล้วครับ ต้องรีบไปถ่ายโฆษณาต่อทันที”

ชินจิ ผู้จัดการส่วนตัวของภากรเดินเข้ามาตัดบทพร้อมกับชี้ที่นาฬิกาข้อมือ ใบหน้าของพระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่งเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและความเหนื่อยหน่าย เขาไม่แม้แต่จะหันไปร่ำลาน้ำหวาน ทว่ากลับปรายสายตามองเพ่ยเพ่ยด้วยความเห็นใจวูบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าก้าวออกจากสตูดิโอไปทันที

สุดท้ายวันฟิตติ้งซ่อมก็ปิดฉากลงโดยที่ไม่มีภาพรวมของทั้งสามคนเลยแม้แต่ภาพเดียว

ภายในห้องทำงานกระจกทึบ บรรยากาศมาคุระเบิดขึ้นอีกครั้ง คุณสิรินทร์นั่งเอามือกุมขมับด้วยความเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ข้างกันมีผู้กำกับหนุ่มใหญ่นั่งกอดอก พลางพ่นลมหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม

“เอาไงดีวะพี่รินทร์ น้ำหวานไม่น่าจะเล่นบทบัวหลวงรอดแน่ ๆ”

ผู้กำกับเปิดประเด็นตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม

“ละครเรื่องนี้ช่องสั่งเป็นถ่ายไปออนไปนะพี่ ขืนหน้างานจริงน้ำหวานยังหลุดเทคกระจาย แววตาแข็งเป็นหินแถมสีหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบเพ่ยเพ่ยออกนอกหน้าแบบนี้ กองถ่ายเราพังยับเยินแน่ ๆ สต็อกไม่ทันออนแอร์ชัวร์”

คุณสิรินทร์เม้มริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและความกดดัน เธอรู้ดีว่าหลานชายฝีมือห่วยแตก แต่อิทธิพลเงินทุนของตระกูลน้ำหวานมันก็ค้ำคอเธออยู่จนถอนตัวไม่ได้ เมื่อคิดหาทางออกที่ง่ายที่สุดเพื่อตัดปัญหากวนใจ ความคิดเห็นแก่ตัวชั่ววูบก็ผุดขึ้นมา

“ถ้าอย่างนั้น... เปลี่ยนตัวเพ่ยเพ่ยออกไปเลยดีไหม”

คุณสิรินทร์เอ่ยเสียงเรียบ

“พี่พูดอะไรนะ”

ผู้กำกับถึงกับเบิกตากว้าง ทวนคำเสียงสูงอย่างไม่เชื่อหู

“ฉันบอกว่าให้เปลี่ยนตัวเพ่ยเพ่ยออกไงล่ะ”

คุณสิรินทร์ตบโต๊ะเบา ๆ

“ในเมื่อน้ำหวานมองหน้าเพ่ยเพ่ยแล้วอารมณ์หลุด ถ่ายไม่ได้ ก็แค่ตัดปัญหาที่ต้นเหตุ ไปหานักแสดงอิสระคนอื่นที่ไม่มีประเด็นกับน้ำหวานมาเล่นบทก้านแทน เรื่องจะได้จบ ๆ ไป กองจะได้รันต่อได้”

“พี่รินทร์! พี่ใจร้ายกับเพ่ยเพ่ยเกินไปหรือเปล่า”

ผู้กำกับลุกขึ้นยืนประจันหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและไม่พอใจอย่างรุนแรง

“ถึงค่ายพริมโรสของเจ้หอมจะเป็นค่ายเล็ก ๆ ถึงเพ่ยเพ่ยจะไม่ได้ดังมาก ไม่มีกระแสเทียบเท่าคนอื่น แต่ฝีมือการแสดงของเด็กคนนี้มันคือของจริง พี่ก็เห็นในมอนิเตอร์ว่าอินเนอร์เขาสับสวิตช์ได้เฉียบขาดขนาดไหน”

คุณสิรินทร์เบือนหน้าหนี ทว่าผู้กำกับยังคงต้อนต่ออย่างไม่ยอมลดละ

“จริง ๆ แล้ว ตอนแรกเพ่ยเพ่ยควรจะได้รับบทนายเอกเป็นบัวหลวงด้วยซ้ำ แต่พวกพี่ก็ไปใช้อำนาจบีบเพื่อเปลี่ยนตัวและเอาหลานตัวเองมาเสียบแทน จนเด็กเขาต้องระเห็จไปรับบทตัวร้าย ตอนนี้งานพังเพราะหลานพี่ห่วยแตก แต่พี่จะมาใช้อำนาจมืดเปลี่ยนตัวเด็กเขาออกอีกรอบงั้นเหรอ เขาเป็นเสาหลัก ของบ้านนะพี่”

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง! ทุนสร้างละครเรื่องนี้กึ่งหนึ่งมันมาจากตระกูลน้ำหวานนะ” คุณสิรินทร์ตวาดกลับ

“ผมไม่สน”

ผู้กำกับกำหมัดแน่น แววตาแข็งกร้าว

“ถ้าพี่จะเปลี่ยนตัวเพ่ยเพ่ยออกเพราะเรื่องนี้ ก็นัดวันเปลี่ยนตัวผู้กำกับอย่างผมออกไปด้วยเลยแล้วกัน เพ่ยเพ่ยไม่ใช่ตัวปัญหา คนที่เป็นตัวปัญหาคือหลานชายของพี่ต่างหาก ขืนปล่อยให้นายเอกบ้าอำนาจไล่เปลี่ยนตัวคนอื่นตามใจชอบ ผมก็ไม่อยู่ควบคุมกองนี้เหมือนกัน”

คำประกาศกร้าวของผู้กำกับทำเอาคุณสิรินทร์ถึงกับหน้าถอดสี ละครถ่ายไปออนไปที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูงแบบนี้ หากขาดผู้กำกับมือทองคนนี้ไป ละคร ‘รอยบัว’ ได้จมลงสู่ก้นบึ้งพินาศแน่นอน

ภายนอกห้องกระจก ผ่านมุมมืดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างบางของเพ่ยเพ่ยในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนกำลังยืนกอดอกนิ่งเงียบ แววตากลมโตคู่งามไม่ได้มีความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวเลย ทว่ามันกลับลึกซึ้งและเยือกเย็นจนน่าขนลุก

เขารู้อยู่แล้วว่าคุณสิรินทร์จะต้องเลือกวิธีสกปรกแบบนี้ แต่สิ่งที่เขาคำนวณไว้ไม่พลาดไปแม้สักนิด เขาใช้ความสามารถซื้อใจผู้กำกับเอาไว้ จนผู้ใหญ่ยอมเอาอนาคตตัวเองมาเป็นโล่กำบังให้เขาโดยที่เขาไม่ต้องปริปากร้องขอสักคำ

แม้ห้องทำงานกระจกทึบของคุณสิรินทร์จะกันสายตาคนภายนอกได้ ทว่าในยามที่อารมณ์ของผู้กำกับเดือดดาลจนถึงขีดสุด เสียงทุบโต๊ะและประโยคตัดพ้อต่อขานเรื่องความไม่ยุติธรรมกลับดังเล็ดลอดออกมาตามช่องประตู

“จริง ๆ แล้ว ตอนแรกเพ่ยเพ่ยควรจะได้รับบทนายเอกเป็นบัวหลวงด้วยซ้ำ แต่พวกพี่ก็ไปใช้อำนาจบีบเพื่อเปลี่ยนตัวและเอาหลานตัวเองมาเสียบแทน จนเด็กเขาต้องระเห็จไปรับบทตัวร้าย ตอนนี้งานพังเพราะหลานพี่ห่วยแตก แต่พี่จะมาใช้อำนาจมืดเปลี่ยนตัวเด็กเขาออกอีกรอบงั้นเหรอ เขาเป็นเสาหลัก ของบ้านนะพี่”

ถ้อยคำเดือดดาลของผู้กำกับดังออกมากระทบหูของบรรดาทีมงาน ช่างไฟ ฝ่ายสวัสดิการ และช่างแต่งหน้าฟรีแลนซ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังช่วยกันเก็บสายไฟและอุปกรณ์อยู่แถวนั้น วินาทีนั้นทุกคนในสตูดิโอต่างชะงักกึก มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตกใจ

คนหาเช้ากินค่ำในกองถ่ายหลายคนทำงานหนักแลกเงิน และไม่ใช่พวกประจบสอพลอคนรวยเพื่อหวังผลประโยชน์ พวกเขาเห็นมาตลอดทั้งสองวันว่าเพ่ยเพ่ยต้องก้มหัวประนมมือไหว้ขอโทษทุกคนรอบทิศ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังแสดงดีจนขนลุก

การที่ผู้จัดไฮโซจะใช้อำนาจมืดเขี่ยเด็กกตัญญูสู้ชีวิตทิ้งเพียงเพราะหลานชายตัวเองไร้ฝีมือแล้วพาล มันช่างเป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมจนเกินจะรับไหว

“เกินไปว่ะ น้องเพ่ยเพ่ยทำดีขนาดนี้ ยังจะโดนปลดอีกเหรอ”

ช่างไฟสองคนกระซิบกระซาบด้วยความอัดอั้น

“นั่นสิ ไฮโซน้ำหวานนั่นทำกองพังเองชัด ๆ แต่คนซวยกลับเป็นคนจนอย่างเรา ๆ น่าสงสารน้องเพ่ยเพ่ยชะมัด”

ในบรรดาทีมงานเหล่านั้น มีช่างแต่งหน้าฟรีแลนซ์คนหนึ่งที่เป็นพวก หน่วยกล้าตาย ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกับความกรุ่นโกรธในหัว

ละครพีเรียดเรื่องรอยบัวเพิ่งจะประกาศสร้างและปล่อยไลน์อัปนักแสดงอย่างเป็นทางการไปเมื่อไม่กี่วันก่อนจนเป็นกระแสจับตามอง แต่เบื้องหลังกลับฟอนเฟะขนาดนี้ เขาปล่อยผ่านไปไม่ได้

นิ้วเรียวรัวลงบนแป้นพิมพ์ โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ แอคเคาท์หลุมของตนเองทันทีโดยไม่สนว่าค่ายจะสืบหาตัวเจอ และเขาจะโดนแบน เนื่องด้วยความเห็นใจที่มีต่อเพ่ยเพ่ยมันมีมากกว่า

[#วงในกองถ่าย ฟิตติ้งซ่อมรอบสองพังพินาศเพราะ นอ. ไฮโซปาดหน้าเค้กหลุดเทคยับ แววตาแข็งเป็นหินฉายแสงริษยาจน ผกก. สั่งคัทกระจุย แต่ที่ทุเรศกว่าคือ ผู้จัดที่เป็นน้าแท้ ๆ กำลังจะสั่งปลดน้อง พ. ที่รับบทตัวร้ายออก เพียงเพราะ นอ. เห็นหน้าน้องแล้วเล่นไม่ได้! โชคดี ผกก. มือทองกางปีกปกป้อง ลั่นถ้าปลดน้อง พ. เขาก็จะลาออกด้วย สงสารน้อง พ. มาก เป็นเด็กดี นอบน้อม ฝีมือเทพ แต่ต้องมาเป็นสนามอารมณ์คนรวย #ละครฟอร์มยักษ์ฟิตติ้งพัง]

ข้อความแฉสด ๆ ร้อน ๆ ถูกโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ และด้วยกระแสของละคร ‘รอยบัว’ กำลังเป็นที่นิยม แม้ว่าจะไม่มีการระบุชัด ๆ ว่าเป็นละครเรื่องอะไร แต่โพสต์สั้น ๆ นั้นจึงเริ่มถูกรีทวีตและแชร์ต่ออย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งภายในเวลาไม่กี่นาที

เพ่ยเพ่ยที่เดินสะพายเป้ออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ลอบมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง แม้จะรู้สึกสะใจมากที่กระแสลุกไวเหมือนไฟลามทุ่ง แต่เขาจะเผยรอยยิ้มออกมาในยามนี้ไม่ได้

คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเดินไปก้มหัวขอบคุณพี่ ๆ ทีมงานช่างไฟกลุ่มนั้นที่ส่งสายตาเห็นใจมาให้

“เพ่ยกลับก่อนนะครับพี่ ๆ ขอบคุณที่เหนื่อยกันมาทั้งวันนะครับ”

น้ำเสียงนุ่มละมุนเจือความสั่นพร่าเบา ๆ ยิ่งกระตุ้นให้บรรดาทีมงานรู้สึกอยากจะปกป้องและเป็นกระบอกเสียงให้เด็กหนุ่มคนนี้มากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว วันฟิตติ้งจบลงแล้ว แต่วันพินาศของน้ำหวานและคุณสิรินทร์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นบนโลกออนไลน์

ภายในห้องโดยสารรถตู้ระดับพรีเมียมที่กำลังเคลื่อนตัวฝ่าการจราจรหนาแน่นมุ่งหน้าไปยังสตูดิโอถ่ายโฆษณา ภากรเอนหลังพิงเบาะหนังนุ่มพลางหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ใบหน้าคมคายยังคงมีความเคร่งขรึมหลงเหลืออยู่จากความหงุดหงิดในกองฟิตติ้งที่เพิ่งผ่านมา

ในหัวของพระเอกหนุ่มกลับไม่ได้มีภาพของน้ำหวาน อดีตคนรักที่แผลงฤทธิ์จนงานพังเลยสักนิด แขนเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบที่แสนซอมซ่อ แววตาฉ่ำน้ำที่ทอประกายทั้งรักทั้งตัดพ้อระคนไปด้วยความเจียมตัว กิริยาชะงักและลู่ไหล่หนีอย่างหวาดกลัวของเพ่ยเพ่ยต่างหาก ที่ยังคงวนเวียนและฉายชัดอยู่ในความทรงจำของเขา

“ทำไมถึงได้ดูน่าสงสารขนาดนั้น” ภากรพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

“ซัน แกเห็นเทรนด์ทวิตเตอร์ตอนนี้หรือยัง”

เสียงของชินจิผู้จัดการส่วนตัวคู่ใจดังขึ้นมาทำลายความเงียบ ชินจินั่งอยู่เบาะหน้า เขาละสายตาจากหน้าจอไอแพดแล้วหันกลับมามองพระเอกในความดูแล แววตาของเขาเคร่งเครียดเล็กน้อย ในฐานะคนวงการบันเทิงที่จมูกไวต่อกลิ่นดราม่าเป็นพิเศษ

“มีอะไรเหรอพี่ ดราม่าใครอีกงั้นเหรอ”

ภากรลืมตาขึ้น เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจนัก

“ดราม่ากองละครของแกนั่นแหละ #ละครฟอร์มยักษ์ฟิตติ้งพัง กำลังพุ่งทะยานติดแท๊กไฟลุกเลยเนี่ย” ชินจิส่งไอแพดมาให้

“มีแอคเคาท์หลุมทีมงานในกองออกมาแฉสด ๆ ร้อน ๆ ว่าไฮโซปาดหน้าเค้กทำกองล่มเพราะแววตาแข็งเหมือนแม่มด แถมผู้จัดที่เป็นน้าแท้ ๆ ยังจะสั่งปลดน้อง พ. ที่เล่นเป็นตัวร้ายออก เพียงเพราะนางเอกเห็นหน้าน้องแล้วเล่นไม่ได้ แต่โชคดีที่ผู้กำกับกางปีกปกป้องโดยยอมเอาตำแหน่งเข้าแลก”

ภากรรับไอแพดมาไล่อ่านข้อความบนหน้าจอ นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย เมื่อได้อ่านคอมเมนต์ของชาวเน็ตที่เริ่มโยงอักษรย่อและขุดเผือกกันอย่างบ้าคลั่ง

“พี่ถามจริง ๆ เหอะซัน ในเซตรวมสามคนตอนท้ายที่พี่เข้าไปตัดคิวออกมาน่ะ หน้างานมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

ชินจิเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“ยิ่งกว่าแย่อีกพี่ชินจิ” ภากรตอบ

“แล้วน้องเพ่ยเพ่ยนี่ใช่เด็กค่ายพริมโรสที่ก้มหัวไหว้ทุกคนรอบทิศคนนั้นใช่ไหม”

ภากรส่งไอแพดคืน น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้นและติดจะสั่นด้วยความโกรธกรุ่นที่ก่อตัวขึ้นในอก

“เพ่ยเพ่ยเขาแสดงดีมาก สับสวิตช์อินเนอร์ร้ายได้กริบ จนตากล้องชมไม่ขาดปาก แต่พอส่งอารมณ์ร้ายตามบทปุ๊บ น้ำหวานกลับเก็บอาการไม่อยู่ หลุดสีหน้าเกลียดชังส่วนตัวออกมาหน้าเลนส์จนผู้กำกับสั่งคัทจนเหนื่อย”

ภากรเอ่ยต่อ

“ไม่คิดเลยว่าพองานมันพังไม่เป็นท่า คุณสิรินทร์กลับจะมาไล่บี้เอากับนักแสดงตัวเล็ก ๆ บทนายเอกก็ควรจะเป็นของเขาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ”

ภากรทอดสายตามองออกไปนอกกระจกรถ แววตาคมปลาบคู่นั้นไหวระริกด้วยความรู้สึกเห็นใจ

เขาย้อนนึกถึงภาพตอนที่เพ่ยเพ่ยรีบก้มหน้า ห่อไหล่บางเข้าหากันแล้วรีบซอยเท้าเดินผ่านหน้าน้ำหวานไปด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มคนนั้นรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นใคร ทั้งยังมาจากค่ายเล็ก ๆ เขาเจียมเนื้อเจียมตัวและรู้ดีว่ากำลังโดนผู้ใหญ่ในกองเพ่งเล็ง

หากผู้กำกับไม่กางปีกปกป้องไว้ เด็กหนุ่มที่เป็นเสาหลักของครอบครัวคนนั้น คงต้องถูกอำนาจมืดของคนรวยเขี่ยทิ้งอย่างไร้ความปรานี และกลายเป็นเหยื่อสังเวยความเอาแต่ใจของน้ำหวานไปอีกครั้ง

ความรู้สึกสงสาร เวทนา และสะท้อนใจหลั่งไหลเข้ามาจุกแน่นในอกของภากรอย่างที่ไม่เคยเป็นกับเพื่อนร่วมงานคนไหนมาก่อน ยิ่งรับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังความใจดำของน้ำหวานและคุณสิรินทร์ เขาก็ยิ่งรู้สึกอยากจะกางปีกปกป้องและเป็นโล่กำบังให้เด็กหนุ่มที่ชื่อเพ่ยเพ่ยมากขึ้นเป็นทวีคูณ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป