บทที่ 4.
มุมมองของทาเลีย
พอฉันลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นคือผู้ชายที่หล่อที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในชีวิต เขามีผมสั้นสีบลอนด์ทราย ดวงตาสีฟ้าใสเหมือนคริสตัล กรามคมชัด จมูกโด่งปลายมน และริมฝีปากอวบอิ่มอมชมพู
เขาสูงและมีกล้ามแน่นมาก ใส่สูทสามชิ้นสีกรมท่าที่เข้ารูปแนบลำตัว ดูแพงลิบลับ
เขากำลังจับมือฉันอยู่ แล้วพูดตามตรง…มันทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
คุณหมอเริ่มถามคำถามฉัน แล้วผู้ชายคนนั้นก็เหมือนจะเข้าใจว่าฉันอยากได้อะไรไว้เขียน เขาเลยยื่นโทรศัพท์ของเขาให้ฉัน
ฉันเริ่มตอบคำถามของคุณหมออัลอนโซ แต่พอเขาถามว่าฝีมือใคร ฉันก็เริ่มตื่นตระหนก
อีกครั้งที่ผู้ชายหล่อคนนั้นช่วยทำให้ฉันใจเย็นลง และคุณหมออัลอนโซช่วยประคองให้ฉันนั่งพิงเตียงสูงขึ้นนิดหน่อย ตอนนั้นเองฉันถึงสังเกตเห็นว่ามีตำรวจอยู่ในห้องด้วย ฉันเห็นพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ ฉันก็เริ่มแพนิคอีกครั้ง
ฉันคุยกับตำรวจไม่ได้ ถ้าแม่หรือเกรเกอร์รู้ว่าฉันบอกอะไรตำรวจไป ฉันจะซวยหนักมาก แต่ผู้ชายคนนั้นทำให้ฉันหันไปมองเขาอีกครั้ง
“ทาเลีย เธอปลอดภัยแล้วนะ พวกเขามาเพื่อช่วยเธอ ฉันสัญญา” เขาพูดเสียงอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าหล่อๆ ของเขา
ฉันพยักหน้า สูดหายใจลึก แล้วค่อยๆ ดึงมือออกจากมือเขา ก่อนจะเริ่มเขียนลงในโทรศัพท์ของเขา
‘แม่ของหนู พ่อเลี้ยง และพี่สาวต่างแม่มักจะซ้อมหนูถ้าหนูทำเสียงดัง และเมื่อวาน…น่าจะเรียกว่าเมื่อวาน เพราะตอนนี้เลยเที่ยงคืนไปแล้ว หนูเก็บจานอาหารเย็นของพวกเขาแล้วเผลอทำจานกระทบกันเกิดเสียง เกรเกอร์ก็เริ่มชก เตะ แล้วโยนหนูไปชนกำแพง’
ฉันส่งโทรศัพท์ให้คุณหมออัลอนโซ แล้วตำรวจสองคนก็จดสิ่งที่ฉันเขียนลงในสมุด
คุณหมอส่งโทรศัพท์คืนให้ฉัน แต่ก่อนที่ฉันจะรับ ผู้ชายคนนั้นเหลือบไปอ่านสิ่งที่ฉันเขียน และฉันเห็นชัดว่าเขาโกรธ
พอเขาหันกลับมามองฉัน สีหน้าของเขาก็อ่อนลงก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้ฉันอีกครั้ง “มันเกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว” คุณหมออัลอนโซถาม
ผู้ชายคนนั้นนั่งลงบนเตียง เหมือนจะได้มองโทรศัพท์เพื่อดูว่าฉันเขียนอะไร…มั้ง
‘เท่าที่หนูจำความได้’
ฉันหันหน้าจอโทรศัพท์ให้คุณหมออัลอนโซ ตำรวจ และ…น่าจะรวมถึงอีกสองคนในห้องด้วย
พวกเขาดูคล้ายกับผู้ชายที่นั่งข้างฉันบนเตียงมาก ฉันเลยเดาว่าคงเป็นพ่อกับแม่ของเขา
คุณหมอส่งโทรศัพท์คืนให้ฉัน “เธอมีครอบครัวคนอื่นที่พอรู้จักไหม ที่จะไปอยู่ด้วยได้” คุณหมออัลอนโซถาม ซึ่งฉันได้แต่ส่ายหัว แล้วก็ยักไหล่
“ไม่เป็นไรนะ เราเก็บตัวอย่างเลือดของเธอแล้ว และกำลังรอผลตรวจดีเอ็นเอ เพื่อดูว่าเธอมีญาติคนอื่นที่สามารถไปอยู่ด้วยได้ไหม” คุณหมออธิบาย ฉันพยักหน้ารับเล็กน้อย
“และพวกเราจะอยู่ที่นี่กับหนูจนกว่าจะถึงตอนนั้นนะจ๊ะ คนดี” ผู้หญิงที่ปลายเตียงฉันพูดด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงอ่อนโยน
เธอมีผมยาวสีบลอนด์ทราย ดวงตาสีฟ้า ใบหน้ารูปหัวใจ จมูกปลายมน ริมฝีปากเล็กๆ เธอตัวเล็กมาก แต่ก็ยังสูงกว่าฉันแน่ๆ น่าจะสูงประมาณ 160-165 เซนฯ ส่วนฉันสูง 152 เซนฯ
ฉันยิ้มให้เธออย่างซาบซึ้งและพยักหน้า “เรามีบอดี้การ์ดส่วนตัวที่จะยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะปลอดภัย” ผู้ชายที่ยืนข้างเธอพูดด้วยเสียงนุ่ม
เขามีผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีฟ้า จมูกตรง เคราที่แต่งไว้เรียบร้อย และแว่นกรอบที่เข้ากับเขามาก
ฉันพยักหน้าให้เขาเหมือนกันพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วหันกลับไปมองคุณหมอ ก่อนจะเขียนอะไรลงไปในโทรศัพท์
‘หนูต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนคะ? จริงๆ แล้วหนูกำลังพยายามหนีจากแม่ จากผู้ชายของแม่ และลูกสาวของเขา’
ฉันยื่นให้คุณหมอดูด้วยแก้มขึ้นสีจางๆ แล้วกัดริมฝีปากล่าง ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะยอมรับว่าหนีออกจากบ้าน…แถมมีตำรวจยืนอ่านอยู่ตรงนั้นด้วย
“เราจะให้เธออยู่ที่นี่จนกว่าเราจะแน่ใจว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากอาการบาดเจ็บตอนนี้ เธอซี่โครงหักสามซี่ มีรอยร้าวเล็กๆ อีกหลายจุด และมีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง เราสังเกตด้วยว่าเธอถูกปล่อยให้อดอาหาร ดังนั้นจนกว่าเราจะแน่ใจว่าเธอจะได้กลับไปอยู่บ้านที่ปลอดภัยและมั่นคง เธอจะอยู่ในการดูแลของฉัน” คุณหมออัลอนโซอธิบาย ฉันพยักหน้ารับ
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมจ๊ะ คนดี” ตำรวจคนหนึ่งถามมองมาที่ฉัน ฉันพยักหน้า
“ที่เธอไม่พูดนี่ เพราะบาดเจ็บหรือเป็นอย่างอื่นกันแน่” เขาถามด้วยเสียงอ่อนโยน
ฉันก้มมองตักตัวเอง กัดริมฝีปากล่าง คิดว่าควรบอกพวกเขาแค่ไหน แล้วจู่ๆ ผู้ชายหล่อที่นั่งข้างๆ ก็ยื่นนิ้วโป้งมาค่อยๆ ดึงริมฝีปากฉันออกจากฟันอย่างแผ่วเบา
ฉันเงยหน้ามองเขา เขายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนหวาน ฉันสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเขียนลงในโทรศัพท์ของเขา
‘หนูไม่ได้พูดมา 4 ปีแล้ว เกรเกอร์บอกว่าถ้าหนูพูดเมื่อไหร่ เขาจะตัดลิ้นหนูทิ้ง แล้วฆ่าแม่ของหนู…ตอนนี้หนูเลยเหมือนลืมไปแล้วว่าต้องพูดยังไง’
ฉันส่งโทรศัพท์ให้คุณหมออัลอนโซ เขาและตำรวจก็อ่าน ฉันเห็นว่าทุกคนจ้องหน้าจอด้วยความโกรธ
คุณหมออัลอนโซมองฉันอย่างสงสาร “ลองพูดให้ฉันฟังได้ไหม” เขาถาม ฉันตาโตแล้วส่ายหัวแรงๆ
“ไม่เป็นไรนะ อาจต้องใช้เวลากว่าจะรู้สึกสบายใจพอที่จะพูดอีกครั้ง เธอค่อยๆ ทำตามจังหวะของตัวเองก็พอ แต่จำไว้นะ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว และเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะได้ไปอยู่บ้านที่ดี” คุณหมอพูดอย่างอ่อนโยน
“เราจะให้เธอพักก่อนนะทาเลีย พรุ่งนี้เราจะกลับมาตรวจอาการอีกที” ตำรวจพูด แล้วทั้งสองคนก็เดินออกไป
“แล้วพวกคุณสามคนจะอยู่ในห้องนี้ต่อ หรือจะออกไปด้วยครับ” คุณหมออัลอนโซถามอีกสามคน
“ผมจะอยู่ครับ อย่างน้อยก็ผม” ผู้ชายคนนั้นตอบเร็วทันที และฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม…แต่มันทำให้ท้องฉันเหมือนมีผีเสื้อบินวูบวาบ
“พวกเราจะอยู่กันทั้งหมด” ผู้ชายคนนั้น—ที่น่าจะเป็นพ่อของเขา—พูด พร้อมยิ้มให้ฉัน
“โอเค งั้นอยากให้ผมจัดเตียงเข้ามาเพิ่มให้พวกคุณไหมครับ” คุณหมออัลอนโซถาม พวกเขาพยักหน้าตอบ
จากนั้นคุณหมอก็เดินออกไป “บางทีเราควรแนะนำตัวกันนะจ๊ะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ซึ่งฉันก็พยักหน้าตอบกลับ
“โอเค ฉันชื่อลินดา มิลเลอร์ นี่สามีฉัน เจคอบ มิลเลอร์ และนี่ลูกชายคนเล็กของเรา เคย์เดน มิลเลอร์ เขาอายุ 18 ปีแล้ว พวกเรายังมีลูกอีกสามคน เป็นลูกชายสองคนที่โตกว่าเคย์เดน และลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ขวบ” ลินดาบอกฉันด้วยน้ำเสียงหวานมากๆ
