บทที่ 2 บทที่ 1 : เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษไอ้กาน [1/2]

มหาวิทยาลัยคิงเวลส์

“ดีนะไอ้กานที่อาจารย์เขายังใจดีให้มึงเข้าสอบได้”

พร้อมพบตบไล่เพื่อนรักเบา ๆ หลังจากที่พวกเขาก้าวขาพ้นออกมาจากเขตของห้องสอบ เนื่องจากวันนี้ไอ้ตัวดีข้าง ๆ ตนมันดันมาเข้าสอบสาย แต่ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นบวกกับตำแหน่งลูกรักของอาจารย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สุดท้ายไอ้กานก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำข้อสอบ

“จริงอย่างที่ไอ้พร้อมว่า ถ้ามึงไม่ใช่ลูกรักทีชเชอร์ เขาไม่ให้มึงเข้าสอบหรอก”

ณดลเพื่อนในกลุ่มอีกคนที่เพิ่งวิ่งตามหลังออกมาจากห้องสอบ แต่ทันได้ยินประโยคก่อนหน้านี้ รีบว่าขึ้นทันที พลางเดินเข้าไปแทรกตัวอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนทั้งสอง พร้อมกับวาดวงแขนแกร่งสมกับเป็นนักกีฬามหาลัยขึ้นกอดคอเพื่อนไปด้วย

“ช่วยไม่ได้ พวกมึงมันลูกชังอาจารย์เองนี่หว่า” คนต้นเรื่องตีหน้ามึนขณะพากันก้าวขาเดินออกจากอาคารเรียน “หิววะ เมื่อเช้ารีบเกิน กูยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย เราไปโรงอาหารกันไหม” กานถามออกไปเมื่อเห็นว่าการสอบช่วงเช้ามันกินเวลาล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยง ซึ่งพวกเขายังพอมีเวลากินข้าวเติมพลังกันก่อนที่จะเริ่มสอบอีกครั้งในช่วงบ่าย

“ไปดิ ไอ้พร้อมเลี้ยงนะ”

“อ้าว ไหนมาให้กูเลี้ยงวะไอ้ดล”

“เงินกูหมดวะเพื่อน และกูคิดว่าไอ้กานก็ไม่ต่างกัน ในบรรดาพวกเราสามคนบ้านมึงรวยที่สุดแล้ว ช่วงสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจแบบนี้เพื่อนพร้อมช่วยเลี้ยงข้าวพวกกูที พลีส~”

ไม่พูดเปล่าแต่ยังยื่นมือออกไปเขย่าแขนเพื่อนรักเบา ๆ พลางส่งสายตาออดอ้อนอย่างกับลูกแมวกำลังขอเอาอาหาร

“เออ ๆ เลี้ยงก็ได้ นี่ถ้าไม่มีกู พวกมึงสองตัวจะไม่อดตายกันเหรอวะ”

“ไม่ / ไม่”

สองหนุ่มหันมาตอบเพื่อนอย่างพร้อมเพรียงกัน ส่วนคนฟังนั้นถึงกับกลอกตามมองบน และพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก

“ค่อยยังชั่วหน่อย กูนึกว่าจะได้เลี้ยงข้าวพวกมึงสองคนไปจนวันตายเสียอีก”

“ไม่ของพวกกูคือ ไม่เหลือวะพร้อม คิคิ” ณดลว่าอย่างอารมณ์ดี

“ส่วนกูไม่รอดอย่างแน่นอน”

ตามมาด้วยกานที่ตอบเสร็จก็เอาแต่หัวเราะร่าไปกับเพื่อน ตัวเขาเองที่จนสุด ๆ แล้ว ยังมีไอ้ดลอีกคนที่สถานการณ์ทางการเงินแย่พอกัน แม้ว่ามันจะมีที่บ้านคอยส่งเสีย แต่ไอ้เพื่อนเวรของเขาดันใช้เงินฟุ่มเฟือยส่งผลให้การเงินนั้นเข้าขั้น ‘เดือนชนเดือน’ จนต้องมาเป็นภาระให้ไอ้พร้อม ที่เพียบพร้อมสมชื่อคอยอุปการะเลี้ยงดูอยู่เสมอ

พร้อมพบเพื่อนรักที่บ้านรวย เป็นถึงลูกชายคนเล็กของตระกูลนำเข้าและส่งออกเฟอร์นิเจอร์ แถมยังมีพี่ชายเป็นดาราชื่อดังระดับประเทศ แต่กลับลดตัวลงมาคบกับยาจกอย่างพวกเขา จะว่าไปหากถึงวันรับปริญญา เขาคงต้องเอาพวงมาลัยโต ๆ มาไหว้ไอ้พร้อมเพื่อเป็นการตอบแทน…ถือเป็นผู้มีพระคุณสูงส่งเลยเชียวแหละ

โรงอาหาร

“พวกมึงสองตัวจะแดกอะไร”

พร้อมพบถามขึ้นเมื่อพวกเขาทั้งสามเดินเข้ามาถึงโรงอาหารของคณะเป็นที่เรียบร้อย ร่างสูงในชุดนักศึกษาเต็มยศกวาดสายตาไปมองร้านอาหารมากมายที่ตั้งเรียงรายเป็นทางยาวตอนลึกเข้าไป

“กูอยากกินก๋วยเตี๋ยวไก่เจ้บังอรวะ” กานตอบก่อนใครเพื่อน

“แดกเส้นอีกแล้วนะไอ้กาน กูยอมใจมึงเลย”

เจ้ามือมื้อนี้ส่ายหัวเบา ๆ เมื่อคำตอบของไอ้กานหนีไม่พ้นเมนูเส้นอีกตามเคย เขายอมมันจริง ๆ คนบ้าอะไรแดกเส้นได้ทุกมื้ออาหารขนาดนี้ และพอทุกครั้งที่เขาสวนมันกลับไป ไอ้เวรนี่ก็จะตอบกลับมาด้วยประโยคเดิมเสมอ

“กูขี้เกียจเคี้ยวข้าวโว้ย”

นั่นไงเหตุผลของไอ้กาน ขี้เกียจเคี้ยวข้าวบ้างแหละ บ้างก็บอกว่ากินข้าวแล้วฝืดคอไม่เหมือนสารพัดเมนูเส้นของมันที่กินเช้า เที่ยง เย็นได้สบาย ๆ

“เออ ๆ ไปสั่งไป เดี๋ยวกูตามไปสแกนจ่ายให้ แล้วมึงละไอ้ดล?”

ท้ายประโยคคนพูดเอียงหน้าไปอีกฝั่งเพื่อถามณดล หากให้เขาเดาไอ้ดลต้องตอบว่า ‘แล้วแต่มึงเลยเพื่อน’ เอาหัวไอ้พร้อมเป็นประกันได้เลย

“แล้วแต่มึงเลยเพื่อน”

สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ปี 1 ไอ้เวรสองตัวนี้มันเคยตอบอย่างอื่นเสียที่ไหน “เออ ๆ งั้นวันนี้ไปแดกข้าวขาหมูกับกูแล้วกัน ช่วงนี้มึงซ้อมหนักต้องกินตุนเอาไว้หน่อย”

ณดลคือคนเดียวในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของชมรมกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยและมีสถานะเป็นเด็กทุนเช่นเดียวกับไอ้กาน ซึ่งเมื่อไหร่ที่เขาเลี้ยงข้าวอีกฝ่าย จึงอยากให้เพื่อนได้กินโปรตีนเยอะ ๆ อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน เพราะในทุก ๆ เย็น ไอ้ดลจะต้องไปซ้อมว่ายน้ำ ซึ่งในแต่ละครั้งที่ไปนั้น มันค่อนข้างใช้พลังงานเยอะมากพอสมควร

“จัดไปเลยเพื่อน”

สองแสบโพล่งขึ้นพร้อมกัน แล้วพากันเดินแยกย้ายไปยังร้านข้าวที่เล็งเอาไว้ กานเดินตรงปรี่ไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่อยู่ด้านในสุดของโรงอาหาร โดยที่พร้อมพบและณดลพากันเดินแยกไปอีกทางเพราะร้านข้าวขาหมูนั้นอยู่กันคนละฝั่ง

“เหมือนเดิมครับเจ๊”

กานสั่งออกไปอย่างเคยชินโดยไม่ต้องบอกอะไรให้มากความ เพราะเขากินอยู่แค่เมนูเดียว นั่นคือ ‘เส้นเล็กรวมพิเศษ’ ซึ่งเจ๊บังอรเจ้าของร้านที่กำลังสาละวนอยู่กับหม้อน้ำซุปทำเพียงหยักหน้าแล้วส่งยิ้มกลับมาให้ ก่อนจะลงมือปรุงก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดที่มัดใจไอ้กานมาได้ตลอดทั้งเทอม

“ว้ายแก แก๊งคนหล่อมาแล้ว”

“กรี๊ดดด ชั้นจองพี่วาโย”

“ส่วนชั้นจองพี่มหาสมุทร”

“ดีเลยงั้นชั้นจองพี่ธีต์”

เสียงสาว ๆ ที่กำลังถือจานข้าวผ่านหลังของกานดังจอแจไม่หยุด ดูเหมือนบทสนทนาที่เขาไม่ได้ตั้งใจฟังกำลังเอ่ยถึงกลุ่มของใครคนสักคนแต่ทำไมเขากลับไม่คุ้นหูเลยสักชื่อ อาจเป็นเพราะว่าตัวเองนั้นไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทำเนียบคนหล่อประจำคณะ พอได้ยินสาว ๆ พูดแซวกัน จึงไม่รู้ว่าหมายถึงใคร

ร่างสูงที่ยืนรอก๋วยเตี๋ยวถ้วยโปรดตั้งท่าจะหันไปมองต้นตอที่ทำให้พวกสาว ๆ ในคณะเสียอาการ แต่ไม่ทันจะได้หันไปอย่างที่ตั้งใจ เสียงของเจ๊บังอรดันเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน

“เสร็จแล้วกาน วันนี้เจ๊เพิ่มตีนไก่ตุ๋นเปื่อย ๆ ไปให้แทะกระดูกเล่นด้วยนะ”

“โหเจ๊ ในโรงอาหารคณะเราไม่มีใครสวยและใจดีเท่าเจ๊บังอรของไอ้กานอีกแล้ว”

“ปากหวานเหมือนเคยนะ ว่าแต่วันนี้เจ้าพร้อมมาจ่ายให้เหมือนเดิมไหม”

“ครับ เดี๋ยวมันมาสแกนนะเจ๊ ช่วงนี้ใกล้สิ้นเดือนผมกับไอ้ดลต้องเป็นชาวเกาะไอ้พร้อมไปก่อน”

“เออ ๆ รู้กัน ไปกินได้แล้ว”

“คร้าบบ~~”

กานรับคำเสียงใสเมื่อพูดคุยถึงเรื่องคนที่จะมาจ่ายเงินค่าอาหารมื้อนี้ให้เสร็จ โดยที่เจ๊บังอรแกก็ชินเสียแล้ว เพราะรู้สถานการณ์ทางการเงินของเจ้ากานเป็นอย่างดี

ส่วนกานนั้น เขาไม่ได้ปล่อยให้เพื่อนเลี้ยงข้าวตัวเองอย่างเดียว แม้ปากจะบอกว่าให้เพื่อนเลี้ยง แต่พอเงินเดือนจากการทำงานพิเศษของเขาออก สุดท้ายกานก็นำเงินค่าข้าวมาใช้คืนเพื่อนรักเสมอ เพราะถึงอย่างไรการซื้อข้าวใส่ปากของเขามันไม่ใช่ภาระของไอ้พร้อมที่จะต้องมาตามจ่ายให้อยู่ร่ำไป

“ว่าแต่เมื่อกี้สาว ๆ เขากรี๊ดใครกันวะกาน”

เจ๊บังอรละมือจากหม้อน้ำซุปพลางชะเง้อคอขึ้นสูงเพื่อมองเลยออกไปตามต้นเสียงเมื่อครู่ แต่ด้วยความสูงในเกณฑ์มาตรฐานสาวไทยไซซ์มินิทำให้เจ๊แกมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากตู้กระจกใสหน้าร้านที่ผัวมันสร้างเอาไว้สูงถมที่หรืออย่างไร จะขายของทีก็แทบมองไม่เห็นหน้าลูกค้าอยู่แล้ว

“คอยืดเป็นยีราฟแล้วเจ๊” กานแซวยิ้ม ๆ

“เดี๋ยวรอผัวเจ๊มาก่อน จะให้มันทำตู้เล็ก ๆ กว่านี้ให้ นี่อะไร ทำมาสูงจนมองไม่เห็นหน้าลูกค้า ปึกคักผัวป้า”

“ฮ่า ๆ ผมเสียวสันหลังแทนผัวเจ๊เลย”

“เออ ๆ อย่าไปถือสาคำพูดเจ๊มาก ว่าแต่เมื่อกี้นี้ใครมากัน”

“ไม่รู้อะเจ๊ ไม่ใช่เรื่องของกาน ไม่อยากเข้าไปเสือกมาก”

“ไอ้กาน! เอ็งว่าเจ๊เสือกเหรอ ห้ะ!”

“ปั้ดโถ่เจ๊~ สวยขนาดนี้ใครจะไปกล้าว่า ไปดีกว่า เดี๋ยวเส้นอืดก่อนพอดี”

ร่างสูงว่าจบรีบหมุนตัวเดินตรงปรี่กลับไปหาเพื่อนทั้งสองที่ตอนนี้ได้มุมนั่งกินข้าวเป็นที่เรียบร้อย กานเดินไปหาเพื่อนอย่างคนอารมณ์ดี แต่ต้องชะงักกึกเมื่อเขาเผลอไปสบตากับใครบางคน จนต้องรีบหันหน้าหนี แล้วเลือกเดินอ้อมไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเพื่อนรักทั้งสองเพื่อให้ตัวเองนั่งหันหลังให้กับกลุ่มของคนพวกนั้นแทน

‘ฉิบหายแล้วไอ้กาน โลกมันกลมอะไรขนาดนี้วะ’

เขาได้แต่ก้มตาก้มตาและไม่หันหลังกลับไปมองอีก โดยหวังว่าสายตาที่สบหากันเมื่อคู่ อีกฝ่ายจะแค่มองผ่าน ๆ และไม่ได้เห็นเขา ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากลุ่มคนที่สาว ๆ ในคณะพากันหวีดอยู่นั้นคือใคร เพราะหนึ่งในนั้นมันดันมีไอ้หัวส้มเจ้าของรถสีเหมือนขี้ ซึ่งเป็นคู่กรณีที่เขาเพิ่งจะเสยกระจกมองข้างของมันมาเมื่อเช้านั่งรวมอยู่ด้วย

“กานนั่งดี ๆ ดิ หน้ามึงจะจูบกับก๋วยเตี๋ยวเจ๊เขาอยู่แล้ว”

พร้อมพบว่าขึ้นมาก่อน เมื่อเห็นเพื่อนมีท่าทีแปลก ๆ

“เออ มึงเป็นไรวะกาน”

ณดลถามต่อด้วยความสงสัยเช่นกัน

ส่วนคนที่ถูกเพื่อนเซ้าซี้เริ่มทำตัวไม่ถูก “ปะ เปล่า ไม่มีไร พวกมึงรีบกินข้าวสิ จะได้ไปเตรียมตัวสอบวิชาต่อไป”

“เออ ๆ สงสัยมันรักเจ๊บังอรมากวะดล”

“กูคิดเหมือนมึงไอ้พร้อม”

สองหนุ่มเบนความสนใจกลับมายังจานข้าวของตัวเอง ก่อนจะนั่งกินข้าวของใครของมันไปเงียบ ๆ จนกระทั่งกานเริ่มได้ยินเสียงกรี๊ดของเหล่าสาว ๆ ดังใกล้ตัวเขาเข้ามาเรื่อย ๆ จากด้านหลัง แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงไม่ยอมหันหลังกลับไปมองอยู่ดี ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ฟังเพื่อนบ่นไปตามประสา

“พวกผู้หญิงเขาจะกรี๊ดอะไรกันนักหนาวะพร้อม”

ณดลวางช้อนส้อมลงในจานแล้วเงยหน้ามองเลยหลังกานไปอีกที เมื่อจู่ ๆ กลุ่มคนหัวสีพวกนั้นก็พากันลุกเดินตรงมาทางพวกเขา

“มึงไม่รู้จักแก๊งนี้เหรอวะดล”

“แก๊งไร มาเรียนต้องมีแก๊งด้วยเหรอวะ”

“ไอ้รุ่นพี่หัวสี ๆ สามคนนั้นไง ที่กำลังเดินตรงมาทางเราหนะ”

“แล้ว?”

ณดลเอียงคอมองเพื่อนด้วยความสงสัย โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าเพื่อนอีกคนกำลังนั่งเงียบไม่ไหวติง ทั้งที่ปกติแล้ว กานจะเป็นฝ่ายชวนเพื่อนคุยไม่หยุด

“เป็นรุ่นพี่คณะเรา” พร้อมพบว่าออกมาอย่างเนือย ๆ “แต่ไม่ค่อยเข้าเรียนหรอกนะ ไม่แปลกที่มึงจะไม่รู้จัก” เขาอธิบายต่อให้เพื่อนได้เข้าใจ

“เออ ก็ว่าหน้าไม่คุ้น แล้วทำไมแต่ละคนทำสีผมไม่เกรงใจคณะเลยวะมึง”

ร่างสูงข้าง ๆ พร้อมพบพยักหน้าเข้าใจ พลางมองไปยังรุ่นพี่สามคนอีกครั้ง ซึ่งดูจากลักษณะภายนอกของแต่ละคนแล้ว มันไม่น่ามาเป็นรุ่นพี่คณะของเขาได้เลย เนื่องจากนิติศาสตร์ขึ้นชื่อว่าเป็นคณะที่เจ้าระเบียบที่สุดในคิงส์เวลแล้ว แต่ดูแก๊งหัวสีสามคนที่กำลังเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาทางที่พวกเขานั่งอยู่ ดูยังไงก็ไม่เหมาะมานั่งเรียนนิติเลยสักนิด

เริ่มจากคนแรกฝั่งซ้าย ที่จากสายตาอันแหลมคมของไอ้ดลคาดว่าจะสูงราว ๆ 180+ ได้ ทั้งตัวสวมเสื้อเชิ้ตสีดำของแบรนด์ลักชูรีสุดหรูโลโก้สามเหลี่ยม พร้อมกับกางเกงขายาวสีดำในแบรนด์เดียวกัน คนนี้ย้อมผมสีขาวหม่นไปทางเทา หน้าตาดุ ๆ นิ่ง ๆ นั่นช่างเข้ากันเหลือเกินกับรอยสักที่โผล่พ้นออกมานอกร่มผ้า ‘คนบ้าอะไรวะ สักแทบจะทุกส่วนของร่างกาย บนหน้ายังไม่เว้น’

ส่วนคนกลางนี่โคตรเด่น ด้วยทรงผมอันเดอร์คัท แมนบัน ซึ่งถูกย้อมให้กลายมาเป็นสีส้มแล้วมัดรวบขึ้นไปอยู่กลางหัว รายนี้แต่งตัวไม่แคร์อากาศมาก วันนี้ร้อนทะลุ 50 องศาได้แล้วมั้ง แถมในโรงอาหารยังเป็นแบบโอเพ่นไม่มีแอร์ พี่แกยังใส่แขนยาวมาอีก ‘เขาละนับถือในความคอนเซ็ปต์ต้องได้ ร้อนตายช่างมันมาก’

ส่วนคนสุดท้ายนี่อย่างกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นของวัยรุ่นสุด ๆ แถมสีผิวยังแทนเหมือนไปนอนอาบแดดมาวันละ 25 ชั่วโมง ไม่เหมือนสองคนก่อนหน้าที่ขาวเหมือนหยวกกล้วยลอยมา รุ่นพี่คนนี้สวมเสื้อและกางเกงทรงขาดวิ่น ที่หากมองผิวเผินหรือคนที่ไม่ได้รู้จักแบรนด์เนมคงคิดว่าพี่แกไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าดี ๆ มาใส่ก็เป็นได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าทั้งตัวที่ใส่อยู่นั้นราคาเฉียดแสน แถมสีผมก็ไม่น้อยหน้าเพื่อน ๆ ‘หัวแดงกว่าพริกในตลาดสดที่แม่เขาเคยใช้ให้ไปซื้อมาทำกับข้าวเสียอีก’

“ไง เจอกันอีกจนได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป