บทที่ 3 บทที่ 1 : เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษไอ้กาน [2/2]
“ไง เจอกันอีกจนได้”
เสียงทักทายจากหนึ่งในแก๊งหัวสีดังขึ้นมาจากด้านหลังของกาน คนถูกทักได้แต่นั่งเงียบไม่ยอมหันหลังกลับไปมอง อีกทั้งยังทำตัวลีบแบนไม่ต่างจากอากาศธาตุ
“พวกพี่รู้จักเพื่อนผมด้วยเหรอครับ”
ณดลเอ่ยถามขึ้นทันที เมื่อรุ่นพี่ทั้งสามที่เขาคิดว่าคงจะเดินผ่านโต๊ะพวกตนไป กลับเดินมาหยุดยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ด้านหลังของไอ้กาน แถมคนผมสีส้ม ๆ ยังทักทายเพื่อนเขาเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน
“อืม รู้จักเมื่อเช้า”
เสียงตอบเน้นช่วงท้ายของประโยคอย่างชัดถ้อยชัดคำทำเอาคนฟังขมวดคิ้วมุ่น ทั้งณดลและพร้อมพบต่างหันหน้ามาจ้องกันทันที ก่อนจะเบนหน้ากลับไปยังตัวต้นเรื่องที่ตอนนี้ไม่ยอมเงยหน้ามาคุยกับใคร เอาแต่ก้มหน้าจนปากแทบจะไปจูบกับตีนไก่ในถ้วยก๋วยเตี๋ยว สุดท้ายพร้อมพบจึงได้โน้มตัวลงไปถามกานเสียงเบา
“ไอ้กาน มึงไปรู้จักพี่เขาตอนไหนวะ”
“ที่กูบอกว่าไอ้นวลไปเฉี่ยวรถหรูมา” กานยังไม่ยอมหันหลังกลับไปมองคนมาใหม่ แต่เลือกที่จะเงยหน้าขึ้นมาตอบเพื่อนรักเสียงสั่น ๆ เขายกนิ้วชี้ขึ้นไปทางไอ้หัวส้มด้วยความหมั่นไส้ “รถพี่เขาวะมึง”
“ฉิบหาย!”
คนฟังถึงกับหลุดอุทานเสียงดังลั่น จนณดลต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อนเอาไว้ แล้วหันมาส่งยิ้มให้กับรุ่นพี่ที่ตอนนี้ยืนประจันหน้ามาทางพวกเขานิ่ง
“ไง จะไม่หันมาเจรจาค่าเสียหายเรื่องเมื่อเช้ากันหน่อยเหรอ”
คราวนี้กันธีต์ไม่ยืนนิ่งเฉยอีกต่อไป เขาเลือกที่จะเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ คู่กรณีที่ไม่ยอมหันหน้ามาคุยกับเขาเสียที ‘รู้จักคนอย่างเขาน้อยไปแล้วไอ้น้อง’
“โถ่พี่ กระจกข้างละ 8 แสน ช่วยดูสาระรูปผมนะ” กานทนต่อแรงกดดันต่อไปไม่ไหว เขาลุกพรวดเต็มความสูงแล้วก้มหน้ามาหาคนพี่ทันที “สภาพอย่างผม พี่จับขาผมห้อยหัวลงมาแล้วเขย่า ทั้งเนื้อทั้งตัวยังมีเงินไม่ถึง 800 เลยด้วยซ้ำ”
“แล้วยังไง?”
น้ำเสียงยียวนกวนประสาททำเอาคนฟังกำหมัดกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่การมาเรียกร้องค่าเสียหายเรื่องรถเมื่อเช้า แต่ไอ้หัวส้มเจ้าของรถสีเหมือนขี้ตรงหน้าเขาในตอนนี้มันตั้งใจมาแกล้งกันชัด ๆ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านอะไร แถมยังนั่งเอามือเท้าคางไปบนโต๊ะกินข้าวแบบนั้น มันช่างขัดลูกตาเขานัก
“ผมไม่มีจ่ายพี่หรอกนะเงิน 8 แสนหนะ”
“แล้วยังไงต่อ”
“จะเอายังไง ผมไม่มีปัญญาไปชดใช้หนี้ให้หรอกนะ”
“แล้ว?”
“โอ้ย จะเอาอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจะไปหามาให้ แต่ 8 แสนไม่มีมาให้หรอก ทั้งตัวไอ้กานตอนนี้มีแต่ไข่กับรอยยิ้มโว้ย”
“อะห้ะ”
“นี่มึง!”
ความอดทนของกานขาดสะบั้น เมื่ออีกฝ่ายยังเล่นลิ้นไม่เลิกทั้งที่เขาขอให้บอกกล่าวกันดี ๆ ว่าอยากให้ชดใช้เป็นอะไรที่ไม่ใช่เงินจำนวนมหาศาลแบบนั้น เพราะทั้งชีวิตของเขา มันเคยได้จับเงินแสนกับชาวบ้านชาวช่องเขาเสียที่ไหน ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเงินแปดแสนค่ากระจกอะไรนั่นเลย ‘ไม่มีโว้ย’
“เย็นนี้ไปเจอกูที่สระว่ายน้ำของมหาลัย”
เจ้าของเรือนผมสีส้มในชุดเสื้อแขนยาวสีน้ำตาลอ่อนผละมือออกจากปลายคางแล้วเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณีของเขา ที่ตอนนี้พ่วงตำแหน่งเป็นรุ่นน้องในคณะไปด้วย เมื่อเช้าตอนที่เห็นเนกไทของเด็กนี่แล้วรู้ว่าเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขา ส่วนตัวไม่คิดว่าโลกมันจะกลมถึงขนาดที่เรียนคณะเดียวกัน สงสัยต้องได้รับน้องสักหน่อย แต่ดูเหมือนรุ่นน้องของเขาคนนี้จะพยศเอาเรื่อง
“ให้ไปทำไม”
“พูดคุยเรื่องค่าเสียหายไง”
“พูดตรงนี้ก็ได้เถอะ”
“กูไม่ชอบพูดเรื่องสำคัญท่ามกลางคนเยอะ ๆ 6 โมงเย็นไปหากูที่สระว่ายน้ำ”
“ถ้าไม่ไปล่ะ”
กานถามออกไปอย่างกวน ๆ ใช่ว่าเขาจะไม่อยากชดเชยค่าเสียหาย แต่ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางวางอำนาจของไอ้หัวส้มตรงหน้าเขาแล้ว มันพาลให้หงุดหงิดใจจนอยากจะต่อต้านทุกคำสั่งที่ถูกเปล่งออกมาจริง ๆ
“งั้นก็จ่ายค่ากระจก บวกค่าสีรถที่กูเพิ่งไปทำมาใหม่ตอนนี้เลย…แปดแสน”
คำว่าแปดแสนที่ถูกเน้นย้ำหนักแน่นทำเอาคนฟังโกรธเพิ่มเป็นเท่าตัว เขาพยายามท่องยุบหนอ พองหนออยู่ในใจ แต่ดูท่ามันจะไปทาง ‘ยุบหนอ พองหนอ อย่าไปนะตีนหนอเสียมากกว่า’
“เออ ๆ เจอกันครับ ไปพวกมึงอิ่มแล้วก็ลุก ไปสอบวิชาต่อไป” กานรับคำแล้วหันมาบอกเพื่อนรักทั้งสองที่เพิ่งจะลงมือแตะข้าวในจานไปได้เพียงไม่กี่คำ “เร็วเข้า กูต้องรีบสอบรีบไปเจรจาค่ากระจกจากอุบัติเหตุของพวกขับรถไม่เปิดไฟเลี้ยว” เขาพูดทิ้งท้ายอย่างท้าทายก่อนจะก้มลงไปหยิบถ้วยก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เจ๊บังอรอุตส่าห์เพิ่มตีนไก่ขึ้นมาถือไว้ แม้จะเสียดายเพราะเพิ่งได้กินไปไม่ถึงสามคำก็ตาม
“อะ อ้าว ไอ้กาน รอพวกกูด้วย”
พร้อมพบรีบลุกขึ้นยืนตามเพื่อน เมื่อเห็นไอ้ตัวดีไม่ได้พูดเล่น แต่มันกลับเดินถือถ้วยก๋วยเตี๋ยวไปทางร้านเจ๊บังอร โดยไม่รอเขาและไอ้ดลอย่างที่เคยทำ แต่เมื่อหันมามองเพื่อนอีกคน ไอ้ดลก็เอาแต่ตักข้าวใส่ปากแล้วรีบกลืนทั้งที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดดีด้วยซ้ำ
“ไอ้ดลลุก”
“อะ อื้อ”
ณดลที่ยังมีข้าวอยู่เต็มปาก ทำได้แค่ส่งเสียงอื้ออึงตอบรับเท่านั้น ร่างสูงลุกขึ้นยืนถือจานข้าวแล้วมองตาละห้อยเมื่อเห็นว่าในจานยังมีอาหารเหลืออยู่บาน แต่ต้องรีบไปเพราะไอ้กาน ‘เพื่อนเวร จะโกรธใครก็ควรแดกข้าวให้หมดก่อน มันเปลืองเงินรู้ไหม’
คล้อยหลังของคนทั้งสาม รุ่นพี่อีกสองคนที่ตอนแรกยืนเงียบอยู่ด้านหลังของเพื่อนรัก ตอนนี้ได้ย้ายก้นตัวเองมาหย่อนลงบนเก้าอี้ที่ณดลและพร้อมพบเพิ่งลุกออกไปทันที
“ใคร?”
มหาสมุทร หรือที่เพื่อน ๆ เรียกแบบย่อ ๆ ว่า ‘หมุด’ เป็นฝ่ายยิงคำถามเข้าใส่ทันที เพราะจู่ ๆ ไอ้พี่ธีต์มันก็ทำตัวแปลก ๆ นึกคักอะไรไม่รู้ วันนี้บอกอยากกินข้าวในโรงอาหาร ทั้งที่ปกติพวกเขาเลือกที่จะขับรถออกไปกินนอกรั้วมหาลัยมากกว่า
“รุ่นน้องคณะเราไง มึงถามโง่ ๆ นะไอ้หมุด”
กันธีต์บ่ายเบี่ยงด้วยการตอบไม่ตรงคำถาม เพราะในหัวของเขากำลังวางแผนหาเรื่องสนุก ๆ ที่จะทำในเย็นวันนี้
“นี่พี่ ถ้ามึงไม่บอกกูดี ๆ กูจะตามไปถามเด็กนั่นเองนะ”
ไม่พูดเปล่า แต่มหาสมุทรยังทำท่าจะลุกวิ่งตามกลุ่มเด็กเมื่อครู่ออกไปจริง ๆ จนคนต้นเรื่อง ซึ่งมีอายุมากกว่าเพื่อนในแก๊งเดียวกัน ต้องรีบเอ่ยปากห้าม
“เออ ๆ เด็กนั่นขี่รถมาเฉี่ยวลูกรักคันใหม่กู”
“พี่อย่าบอกนะว่ากระจกที่หลุดออกมาเมื่อเช้า…ฝีมือเด็กนั่น”
“เออ ลูกกูโดนทำร้าย ทั้งที่กูเพิ่งเอาไปทำสีมาใหม่แท้ ๆ พูดแล้วเจ็บใจนัก”
“แต่เด็กมันดูไม่น่ามีเงินมาใช้พี่นะ”
กันธีต์นิ่งเงียบนึกตามคำพูดของเพื่อนรัก เป็นอย่างที่ไอ้หมุดมันว่า ดูจากท่าทางของเด็กนั่นแล้ว มันไม่น่ามีเงินมาจ่ายค่าเสียหายลูกรักของเขาได้อย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ทำไมแค่เขาเห็นหน้ามันก็อยากแหย่ขึ้นมา คิดได้ดังนั้นจึงรีบตอบปัดออกไป
“กูรู้”
“รู้แล้วปล่อยมันไปเถอะ บ้านพี่ก็รวย จะไปขูดเลือดจากปูทำไมกัน สงสารเด็กมัน ใช่ไหมวะไอ้โย มึงก็ช่วยกูพูดหน่อยสิ เอาปากมาไหมเนี่ย”
ท้ายประโยคมหาสมุทรหันไปเรียกเพื่อนรักอีกคน ที่ยังคงนั่งหน้านิ่งไม่พูดไม่จาตามสไตล์ของมัน ไอ้หัวขาวที่ใครต่อใครต่างชอบนักหนา วัน ๆ พูดจาอยู่แค่ไม่กี่คำ ราวกับว่าหากมันพูดมากกว่านั้น ‘ดอกกุหลาบจะร่วงออกจากปาก’
“อืม”
และคำที่ไอ้โยชอบพูดก็มีอยู่แค่อืมนั่นแหละ
“ไอ้วาโย!” เขาอดไม่ได้ที่จะเรียกชื่อเพื่อนออกมาแบบเต็มยศ “กูให้มึงช่วยพูด ที่หมายความว่าพูดเยอะ ๆ กูให้คำละพันเลย ช่วยพูดหน่อยเถอะพ่อคุณ”
“อืม”
“โอเค ถือว่ากูไม่เคยพูดละกัน มาพี่มึงจะเอาไงต่อ”
มหาสมุทรเลิกให้ความสนใจคนข้าง ๆ แล้วหันไปเอาคำตอบจากอีกคนต่อ
“ไม่ทำไง เย็นนี้กูแค่จะไปเจรจาค่าเสียหาย”
“แค่นั้น?”
“ใช่ มึงคิดว่ากูจะหลอกเด็กนั่นมาฆ่าหรือไง มึงเห็นหุ่นมันไหมตัวเท่าควายนะไอ้หมุด”
“อย่าเล่นอะไรพิเรนทร์ล่ะ กูรู้นะว่าพี่มึงมีแผนไม่ดีอะ”
มหาสมุทรว่าออกไปอย่างคนต้องการจับผิด แม้เขาจะย้อมผมสีแดงแรงฤทธิ์แต่งตัวแบดบอย ทว่าหากใครได้รู้จักเป็นการส่วนตัวจะรู้เลยว่าไอ้หมุดคนนี้ ขี้สงสารชาวบ้านเขาไปเรื่อย ขนาดที่ว่าไถต้อกต้อกเจอคอนเทนต์คนแก่ เด็ก ที่ไม่รู้ว่าเป็นปู่ ย่า ตา ยาย หรือหลานใคร แต่พอสตอรี่มันเล่ามาดราม่า ไอ้หมุดก็เสียน้ำตาให้ไม่ยาก แถมคนหล่อดิบเถื่อนแบบเขายังชอบเข้าวัดทำบุญ นั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน แม้เพื่อน ๆ จะล้อว่าขัดกับลุคของเขาก็ตามเถอะ
แล้วเรื่องนี้จากที่เพิ่งเห็นสภาพของเด็กพวกนั้น เขาสรุปให้เลยว่าเงินในบัญชีของทั้งสามคนรวมกันแล้วยังไม่น่าจะเท่ากับค่าไฟรายเดือนบ้านไอ้พี่ธีต์ด้วยซ้ำ หากจะอะลุ่มอล่วยไม่คิดค่าเสียหายก็ไม่เห็นเป็นอะไร ดีกว่าไปเบียดเบียนเอากับคนที่เขาไม่มี มันจะเป็นบาปเป็นกรรมต่อกัน
“เออ ๆ ไปหาอะไรแดกกันเถอะ ก่อนที่ไอ้โยจะหลับ”
กันธีต์รับคำส่ง ๆ เพื่อให้อีกคนสบายใจ พลางมองไปทางวาโยที่ตอนนี้ตั้งท่าจะฟุบหน้าลงไปนอนบนโต๊ะกินข้าวโดยไม่สนใจว่าเขาทั้งสองคุยเรื่องอะไร หรือแม้แต่บนโต๊ะนั้นสะอาดมากน้อยแค่ไหน เพราะไอ้โยนอกจากจะพูดน้อยต่อยหนักแล้ว วัน ๆ ไม่ทำไรเลยนอกจากเล่นกับงู แล้วก็หลับ กระทั่งเข้าเรียนมันยังหลับ แต่ทุกครั้งที่มีสอบไอ้เวรหัวเทานี่กลับเป็นคนที่ได้คะแนนท็อปสุดของห้อง…ฉายาวาโยลูกพระเจ้าที่คนอื่น ๆ ตั้งให้นี่บอกเลยว่าไม่เกินจริง
17:58 น.
แฮ่ก แฮ่ก
เสียงหอบหายใจหลังจากที่ต้องวิ่งตรงจากคณะมายังสระว่ายน้ำของมหาลัยด้วยระยะทางร่วมกิโลเพื่อให้ทันนัดตอน 6 โมงเย็น ทำเอากานที่แม้จะออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหนื่อยหอบ ร่างสูงควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเมื่อเดินเข้ามาอยู่ภายในพื้นที่ของสระว่ายน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“มาก่อนเวลา 2 นาที เห้อ นึกว่าจะมาไม่ทันแล้วกู”
เขากวาดสายตาไปมองรอบ ๆ สระว่ายน้ำเมื่อเห็นว่าตัวเองมาก่อนเวลานัดหมาย “แปลก ไม่มีคนมาใช้สระเลยเหรอวะ” ร่างสูงพูดกับตัวเองเบา ๆ เมื่อมองไปรอบ ๆ บริเวณแล้วไม่เจอใครมาใช้สระอยู่เลย ตอนนี้รอบตัวของเขาเงียบสงัด ทั้งสระมีแค่ตนที่ยืนหอบหายใจส่งเสียงดังอยู่เท่านั้น
“กูควรโทรไปดีไหมวะ”
เขากดโทรศัพท์ดูเบอร์โทรเข้าล่าสุดเมื่อช่วงเช้า ซึ่งเป็นเบอร์ของไอ้หัวขี้ แต่ถึงอย่างนั้นยังไม่ยอมกดโทรออกเพราะยังไม่ถึงเวลานัด จึงเลือกเดินไปนั่งรอบนเก้าอี้ข้างสระแทน
30 นาทีผ่านไป
“ไอ้พวกคนรวยนี่มันยังไงวะ นัดแล้วไม่เห็นหัวคนอื่น คิดว่าเวลาตัวเองมีค่าคนเดียวหรือไงกัน”
เมื่อท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเริ่มมืดลง บ่งบอกว่าเลยเวลา 6 โมงเย็นมาได้พักใหญ่ แต่ยังคงไร้วี่แววของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายนัดเขามา “จะทุ่มนึงอยู่แล้ว แม่งไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ” กานก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกหาอีกคน
ตู้ด ตู้ด ตู้ด
“รับสิวะ”
ตู้ดตู้ดตู้ด!
เสียงสัญญาณติดต่อไม่ได้ดังขึ้นหลังจากรอสายอยู่ไม่นาน ราวกับว่าอีกฝ่ายตัดสายทิ้งไป นิ้วโป้งพยายามลองกดโทรหาอีกครั้ง
ตู้ดตู้ดตู้ด!
คราวนี้นอกจากจะไม่ขึ้นสัญญาณรอสายแล้ว เหมือนกับว่าไอ้หัวส้มมันปิดเครื่องใส่หน้าเขาไปด้วย ฝ่ามือหนากำโทรศัพท์เครื่องเล็กในมือแน่น แต่ถึงจะโมโหมากแค่ไหน เขาก็ไม่เอาอารมณ์ไปลงกับข้าวของ เพราะหากพังขึ้นมาจะไม่คุ้มกัน แถมตัวเองนั้นยังไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อเครื่องใหม่ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย
“ช่างหัวมันแล้ว ไม่รอละโว้ย”
ร่างสูงในชุดนักศึกษาตัวเดิมลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก โดยไม่สนใจรอคู่กรณีที่นอกจากจะขับรถกวนส้นตีนแล้ว ยังไม่รู้จักให้ความสำคัญกับการนัดอีกด้วย ขายาว ๆ ภายใต้กางเกงสีดำของมหาลัยก้าวเดินไปบนพื้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็มาถึงประตูทางออก ซึ่งมันคือประตูบานเดียวกับที่ใช้เข้ามานั่นเอง
“ฉิบหาย! ใครมันมาล็อกประตูวะ”
กานมองไปยังแม่กุญแจขนาดใหญ่ที่ถูกล็อกเอาไว้จากด้านนอกอย่างแน่นหน้าด้วยแววตาตกใจ ด้วยความที่สระว่ายน้ำของมหาลัยอยู่ภายในอาคารทรงโดมขนาดใหญ่ แน่นอนว่าประตูมันเชื่อมอยู่กับตัวอาคารด้วยเช่นกัน ดังนั้น การเข้าออกจึงมีแค่หนทางเดียว คือต้องเดินผ่านทางประตูบานนี้เท่านั้น ไม่มีช่องว่างใด ๆ ให้ปีนออกไปได้ในกรณีที่ประตูถูกล็อกเช่นนี้
ฝ่ามือหนาล้วงลงไปในกระเป๋าสะพายไหล่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์เครื่องเล็กขึ้นมา เพื่อหวังใช้มันกดโทรขอความช่วยเหลือจากเพื่อน แต่เหมือนวันนี้ความซวยของเขาจะยังไม่หมดไป ร่างสูงยืนสบถกับตัวเองเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณด้วยความหงุดหงิด
“แบตมาหมดอะไรตอนนี้วะ! อย่างกับกูอยู่ในฉากน้ำเน่าของหนังไทยเลย…แม่มึงเอ้ย!
