บทที่ 5 บทที่ 2 : ถ้าเธอเป็นไฟ ฉันจะเป็นน้ำมัน [2/2]
รุ่งเช้า
“อ้าวหนุ่ม มานอนทำอะไรอยู่ตรงนี้”
ลุงเจ้าหน้าที่ประจำสระว่ายน้ำของมหาลัยเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่เดินเข้ามาเปิดระบบไฟต่าง ๆ ภายในอาคารตามปกติ แต่สายตาดันเหลือบมาเห็นใครบางคนกำลังนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ริมสระ ฝ่ามือหยาบกร้านเอื้อมไปเขย่าไหล่ของนักศึกษาตรงหน้าเบา ๆ แต่อีกฝ่ายกลับพูดเสียงงัวเงียไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมา
“อื้อ คนจะนอน”
“หนุ่มลูก ตื่นเร็ว ตาย ๆ ยุงไม่หามไปก็บุญแล้ว”
“หะ เห้ย!”
กานลุกพรวดขึ้นมานั่งด้วยความตกใจ เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเจอคนแปลกหน้ามายืนจ้องตากันอยู่แบบนี้ “ลุงเป็นใคร” ถามออกไปเสียงดังอย่างลืมตัว
“ลุงเนี่ยต้องถามว่าเราเป็นใคร มาทำอะไรในนี้ ลุงเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสระ”
“ลุงนี่เองที่ขังผมไว้ เมื่อวานก่อนปิดสระทำไมลุงไม่มาเช็กข้างในดี ๆ ก่อน ว่ายังมีคนอยู่ไหม ทำเอาผมต้องนอนตบยุงทั้งคืน เพิ่งจะได้หลับไปช่วงเช้าเองเนี่ย”
ร่างสูงยกมือเท้าเอวทั้งที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไอ้กานคนนี้อารมณ์เสียจนถึงขีดสุด เขาตั้งท่าเตรียมฉอดลุงยกใหญ่ให้สมกับที่ตัวเองต้องมานอนร้อน ท่ามกลางฝูงยุงที่กัดตามเนื้อตัวจนแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน
“หนุ่มพูดอะไร ลุงไม่เข้าใจ”
“ก็เมื่อวานผมเข้ามาที่สระ แต่พอจะกลับออกไป ประตูดันล็อกจากข้างนอก แบบนี้ตอนลุงปิดประตู ลุงไม่ได้เข้ามาดูคนข้างไหนเหรอ”
“เมื่อวานเขาปิดสระไม่ให้คนใช้นะ หนุ่มเข้ามาได้ยังไงกัน”
คราวนี้ใบหน้าหล่อเหลาถึงกับขมวดคิ้วจนเป็นปม “เมื่อวานปิดสระเหรอครับลุง” เขาถามย้ำอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่ ดูเหมือนเหตุการณ์เมื่อวานจะไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเรื่องบังเอิญ
‘มีคนตั้งใจแกล้งเขา’
“ใช่แล้ว ละหนุ่มเข้ามาได้ยังไง ไปขอกุญแจจากใครมา”
“ไม่มีไรหรอกลุง ผมเห็นมันเปิดไว้ สงสัยแม่กุญแจไม่ดี อย่าลืมเปลี่ยนใหม่นะลุง ผมไปแล้วนะ”
กานไม่อยู่อธิบายต่อ เขาตอบส่ง ๆ ออกไปแล้วหันไปคว้ากระเป๋าผ้าที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาสะพาย ก่อนจะลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินตรงออกไปยังประตูเจ้าปัญหาที่ทำให้เขาต้องมีสภาพเป็นผักอย่างเมื่อคืน ใบหน้าหล่อบูดบึ้งบ่งบอกอารมณ์ของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี
“ไอ้รุ่นพี่เวร มึงหลอกกู”
เขาเค้นเสียงผ่านไรฟันขณะเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปยังคณะเรียนของตัวเองเพื่อรอพบกับใครบางคน กำปั้นหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นด้วยความคับแค้นใจ เรื่องฉิบหายเมื่อวานที่เกิดขึ้นกับเขา วันนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ
‘และคนนั้นก็คือ ไอ้หัวขี้!’
ห้องเรียนปี 4
“เห้ย!”
กานตะโกนเรียกคู่ปรับเสียงดังลั่นห้องเรียน โดยไม่สนใจว่าภายในห้องเวลานี้ไม่ได้มีแค่แก๊งรุ่นพี่หัวสีเท่านั้น หากแต่ยังมีพี่ปีสี่คนอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยเดินเข้ามาเรื่อย ๆ เนื่องจากอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะถึงเวลาเริ่มเรียนกันแล้ว
“อะ อ้าว แหกปากเป็นควายออกลูกขนาดนั้น ไม่เกรงใจรุ่นพี่เลยนะครับน้อง”
เจ้าของผมสีส้มเตะตามาแต่ไกลในชุดลำลองสบาย ๆ นั่งไขว้ขากระดิกเท้าไปมาอยู่บนเก้าอี้เรียน ใบหน้าเจ้าเล่ห์หันมามองรุ่นน้องด้วยแววตาเป็นประกาย ที่คนมองสัมผัสได้ด้วยตนเองว่ามันกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่
กานเห็นแบบนั้น ยิ่งมั่นใจว่าคนที่ทำให้ตนเองต้องไปนอนตบยุงในสระว่ายน้ำทั้งคืน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หัวสีเหมือนขี้ตรงหน้านี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเอ่ยปากถามถึงเรื่องเมื่อวานด้วยเนื้อตัวที่เริ่มสั่นเทาจากความโกรธ เขาไม่เคยโมโหมากขนาดนี้มานานแล้ว ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงกำเข้าหากันแน่นเพื่อระงับอารมณ์ไม่ให้ตัวเองพุ่งเข้าไปฝากรอยแผลบนใบหน้ากวนส้นตีนนั่น
“มึงนัดแล้วทำไมไม่ไปวะ”
“นัดอะไร กูไปนัดใคร พูดให้มันดี ๆ นะครับรุ่นน้อง”
ธีต์ยังคงเอ่ยยียวนกวนประสาทรุ่นน้อง เขาสะใจนักยามที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายบูดบึ้งราวกับอยากจะเข้ามาฆ่าเขาให้ตายลงตรงนี้
“พูดดีเหี้ยไร กูนอนตบยุงทั้งคืน มึงนี่ไม่สมควรเป็นรุ่นพี่ใครเลย”
“อะ อ้าว พูดแบบนี้มันหยามหน้ากันนี่หว่า”
ร่างสูงลุกขึ้นเดินตรงปรี่เข้ามาหารุ่นน้อง จากตอนแรกตั้งใจว่าจะได้เห็นอีกฝ่ายร้องไห้ฟูมฟายที่โดนเขาแกล้ง แต่แผนการทุกอย่างกลับผิดคาด ไอ้เด็กเวรนี่ดันบุกมาหาเขาถึงห้องเรียน ไม่พอมันยังมาชี้หน้าด่ากันปาว ๆ และประโยคต่อมาของมันก็ทำเอาเขาโกรธจนควันออกหู
“กูเหยียบหน้ามึงตอนนี้ยังได้”
“เอ้า มึงเข้ามาเลย พูดขนาดนี้มึงมาต่อยกับกูเลยมา”
“มึงมาสิ”
ไอ้กานที่ขึ้นชื่อเรื่องเลือดร้อนไม่เกรงกลัวใครอยู่เป็นทุนเดิม พูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปหวังปล่อยหมัดใส่หน้ารุ่นพี่ให้หายแค้นสักหน่อย ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเจ้าของเรือนผมสีส้มที่ตอนนี้กระโจนเข้าหาร่างของรุ่นน้องจนดูเหมือนว่าคนทั้งสองกำลังวางมวยอยู่ภายในห้องเรียน บรรยากาศเริ่มมาคุเมื่อเสียงด่าทอดังเล็ดลอดออกไปนอกบริเวณห้องเรียน อีกทั้งนักศึกษาคนอื่น ๆ จากที่นั่งอยู่ประจำที่ของใครของมัน เวลานี้ต่างพากันหันมามอง บ้างก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
มหาสมุทรเห็นท่าไม่ดี รีบลุกเข้าไปกระชากตัวเพื่อนรักของตัวเองออกมา ก่อนที่พี่มันจะต่อยรุ่นน้องกลางห้องเรียนขึ้นมาจริง ๆ เพราะทั้งชีวิตที่รู้จักกันมา ไม่เคยมีใครหยามหน้าไอ้พี่ธีต์มาก่อน คราวนี้เจอคนจริงเข้าให้
‘เมื่อไหร่ที่ไฟลุกโชติขึ้นมา ควรดับความรุนแรงของมันด้วยน้ำ ไม่ใช่น้ำมันแบบเด็กนั่น แต่เป็นไงละมึง สมควร!’
แม้จะนึกสมน้ำหน้าเพื่อนรักอยู่ในใจ แต่ยังคงทำหน้าพลเมืองดีด้วยการเข้ามาห้ามเพื่อนตัวเอง “ไอ้พี่ธีต์! อย่านะเว้ย”
มหาสมุทรคว้าหมับเข้าที่แขนของคนพี่ ก่อนจะกระชากร่างสูงใหญ่ไม้แพ้เขาให้ออกห่างจากรุ่นน้อง แต่ด้วยความโกรธของไอ้พี่ธีต์ที่มันพุ่งทะยานทะลุปรอทไปแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถห้ามพี่มันได้…คนโมโหนี่มันไปเอาแรงมหาศาลมาจากไหนกันนักหนาวะ
“ไอ้โย นั่งใบ้อยู่ได้ มาช่วยกันห้ามสิวะ มึงจะปล่อยให้พวกมันต่อยกันในห้องเรียนเหรอ”
“อืม”
“ไอ้โย!”
คราวนี้มหาสมุทรตะโกนเรียกชื่อเพื่อนเสียงดังทั้งที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 2 เมตร หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ไอ้เพื่อนหน้ามึนของเขามันยังไม่กระตือรือร้นอยากจะช่วย ‘เวรกรรมของไอ้หมุดคนนี้จริง ๆ ’
“ไอ้พี่ธีต์นี่ห้องเรียน ท่องไว้พี่มึง”
เขาพยายามกล่อมคนพี่ที่ตอนนี้เปลี่ยนมายืนเขม่นกันทั้งทางสายตากับรุ่นน้องแทน ราวกับกำลังหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน ก่อนที่คนต้นเรื่องจะหันมาเหวใส่เพื่อนตัวเอง
“มึงก็เห็นว่ารุ่นน้องไม่เคารพรุ่นพี่”
“เออ พี่มึงก็อย่าไปถือสาน้องมันเลยนะ”
“แล้วทำไมกูต้องเคารพรุ่นพี่ที่มีหัวแต่ไร้สมองแบบมึง”
กานสวนกลับทันควันโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างที่เปลี่ยนมายืนล้อมวงดูเขาและรุ่นพี่หัวขี้ทะเลาะกัน
“ไอ้เด็กเปรต! มึงว่าใครไม่มีสมองวะ”
“มึงคิดว่ากูเดินเข้ามาด่าเพื่อนมึงหรือไง”
“กูรุ่นพี่มึงนะ”
“เออ เป็นรุ่นพี่เพราะเกิดก่อนแค่นั้นแหละ คราวหลังถ้าเงินมันเหลือจนเอารถไปทำสีเหมือนขี้หมาแห้งได้ มึงช่วยเจียดเงินไปสแกนหัวตัวเองดูหน่อยก็ดีนะ เผื่อมันเหลือแต่กะโหลกไม่มีอย่างอื่นอยู่ในนั้นแล้ว”
ว่าจบไอ้กานก็ไม่อยู่รอฟังประโยคใด ๆ จากรุ่นพี่ที่เขาชังน้ำหน้านัก ร่างสูงโปร่งตั้งท่าจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องเรียน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวพ้นเขตของธรณีประตู สมองของไอ้กานพลันนึกบางอย่างออก เขาเลยหันกลับมาทิ้งท้ายด้วยคำพูดสุดแสบ
“แล้วไม่ต้องคาดหวังว่ากูจะร้องไห้เสียใจที่โดนแกล้งนะ แผนเอาคืนแบบนั้นปัญญาอ่อน!”
สงครามน้ำลายจบลงทันทีเมื่อคนพูดเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องเรียน หลงเหลือไว้แต่แก๊งหัวสีและเพื่อน ๆ ร่วมชั้นที่ตอนนี้ต่างพากันจ้องมองชายหนุ่มผมสีส้มที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวท็อปของรุ่นไม่วางตา
“มองไรนักหนา ไม่เคยเห็นคนถูกด่าหรือไงวะ”
ธีต์ตะโกนพร้อม ๆ กับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเรียนด้วยแววตาเอาเรื่อง ทำเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต่างพากันรีบเดินกลับไปนั่งประจำเก้าอี้ของตัวเอง
“มึงก็อีกคนไอ้หมุด ปล่อยให้เพื่อนโดนด่าอยู่ได้ มึงจะมาห้ามกูทำไม ให้กูต่อยกับมันก็จบ”
ร่างสูงสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเพื่อน แล้วเดินกลับไปนั่งลงดังเดิม แต่สีหน้าและแววตายังคงมีโทสะพวยพุ่งออกมา มหาสมุทรที่รับหน้าที่เป็นกรรมการห้ามศึกในครั้งนี้ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“กูนี่มันทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ”
“ไม่ต้องเลย ถ้าเมื่อกี้มึงไม่ห้ามกูไว้นะ กูได้ฝากรอยหมัดไว้ที่หน้ามันแล้ว”
“แล้วพี่มึงจะเอาเวลาไปทะเลาะกับเด็กทำไมวะ”
“กูหมั่นไส้มัน”
“มั่นใจนะว่าหมั่นไส้ กูว่าขนาดนี้ไม่ใช่แล้วมั้ง”
“หมั่นไส้โว้ย เวลาเห็นหน้ามันรำคาญลูกตาจะตาย กูจะไปคิดอย่างอื่นได้ยังไงกัน ใช่ไหมโย”
หันไปหาแนวร่วมที่ยังคงนั่งนิ่งทอดสายตามองออกไปทางหน้าต่างเงียบ ๆ
“.....”
“ไอ้โยมึงฟังที่กูพูดอยู่ไหม”
“.....”
“มึงเอาหูมาเรียนไหมวะ”
“อืม”
ดูเหมือนความพยายามที่จะทำให้วาโยพูดขึ้นมาของกันธีต์จะประสบผลสำเร็จ ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงสีเดียวกัน หันหน้ากลับมามองคนถามด้วยแววตาราบเรียบ พร้อมทั้งตอบรับคำสั้น ๆ ตามฉบับของผู้ชายพูดน้อยต่อยหนัก
“กูละเชื่อมึงเลย”
พี่ใหญ่ของแก๊งส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับการเป็นคนช่างพูดของเพื่อน ทุกวันนี้เขายังยืนถามตัวเองอยู่หน้ากระจกก่อนออกจากคอนโดทุกเช้าเสมอว่าเขามาคบกับไอ้แปลกสองตัวนี้ได้ยังไง
ไอ้โยที่วัน ๆ พูดจานับคำได้ ไม่นั่งเหม่อ เล่นกับงู ก็เอาแต่นอนหลับ
ส่วนไอ้หมุดก็ธรรมะธัมโมจัดโดยไม่ดูสารรูปตัวเอง
โลกมันเหวี่ยงคนประหลาดแบบพวกมันสองตัวมาให้รู้จักกับคนปกติใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ทั่วไปแบบเขาได้ยังไงกัน
สลัดความทิ้งเรื่องเพื่อนไป เมื่อความแค้นมันสุมอยู่ในอกจนต้องยกกำปั้นทุบลงไปที่โต๊ะเรียนด้วยความอึดอัดในใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่ นอกจากแผนการจะล่มไม่เป็นท่าแล้ว เขายังโดนเด็กเปรตนั่นตามมาด่าถึงในห้องเรียน มันชักจะมากเกินไปแล้ว
‘แค้นนี้ต้องชำระ
