บทที่ 6 บทที่ 3 : มวยถูกคู่ [1/2]
สถานการณ์หลังจากที่รุ่นน้องตัวดีเดินจากออกไปแล้ว ห้องทั้งห้องได้กลับเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง ทว่ายังคงมีเสียงซุบซิบนินทาถึงเหตุการณ์ก๋ากั๋นเมื่อครู่เล็ดลอดเข้ามาให้ผู้เสียหายเพียงหนึ่งเดียวอย่าง ‘กันธีต์’ ได้ยินและทำให้ร่างสูงหัวเสียได้ไม่น้อย แต่ก็ทำได้เพียงกระทืบฝ่าเท้าลงไปบนพื้นแล้วเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้เรียนตัวเดิม
“เด็กเปรต”
ก่นด่าออกมาด้วยความหงุดหงิด พลางทุบฝ่ามือหนาลงไปบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง จนมหาสมุทรอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดคนพี่
“ไอ้พี่ธีต์ มึงจะทุบโต๊ะให้มันพังลงมาเลยหรือไง”
“ไอ้หมุดมึงช่วยกูคิดแผนเอาคืนเด็กนั่นหน่อยดิ”
“พอเลยพี่มึง ไม่เคยได้ยินคำพระท่านว่าเหรอ?”
“ว่าไรวะ”
“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ถ้าพี่มึงไปเอาคืนเด็กนั่น ก็เท่ากับว่าได้สร้างบาปให้ตัวเองเปล่า ๆ ใครทำอะไรไว้เวรกรรมย่อมตามทันเสมอ”
มหาสมุทรว่าออกไปอย่างใจคิด เพราะการแก้แค้นกันไปมามันไม่ได้ก่อประโยชน์อะไร อีกทั้งยังมีก็แต่การไปสร้างเวรสร้างกรรมร่วมกันเท่านั้น
“หมุด!”
“ว่าไงพี่มึง”
“มึงฟังกูนะ นี่ปี 2024 แล้ว เวรย่อมระงับด้วยการตบไอ้เวร” ไม่พูดเปล่า ธีต์ยังยกฝ่ามือขึ้นไปลูบเรือนผมสีแดงของคนตรงหน้าราวกับผู้ใหญ่กำลังปลอบเด็ก “เราจะไปรอให้เวรกรรมมันทำงานไปทำไม ในเมื่อกูสามารถเป็นเวรเป็นกรรมของไอ้เด็กเปรตนั่นได้”
“โอ้ย กูเบื่อจะพูดกับพี่มึงแล้ว”
“กูก็เบื่อจะฟังมึงเทศน์แล้วเหมือนกัน ไปบวชเถอะ อย่าอยู่เป็นภาระเพื่อนเลย”
“ไอ้พี่ธีต์”
“ไรวะไอ้หมุด”
ก่อนที่สงครามประสาทระหว่างสองหนุ่มจะเริ่มต้นขึ้น เสียงสวรรค์ของอาจารย์ก็ดังช่วยชีวิตขึ้นเสียก่อน “สวัสดีค่ะนักศึกษา” อาจารย์สาวสวยที่เพิ่งบรรจุมาสอนหมาด ๆ ได้ไม่ทันพ้นเดือนดี ก้าวเท้าบนส้นสูงสีแดงเพลิง เรือนร่างสะโอดสะองอยู่ในชุดรัดรูปจนมองเห็นสัดส่วนได้ทั้งตัว “วันนี้เราจะเริ่มเรียนเรื่องวิอาญานะคะ เปิดไฟล์ที่อาจารย์ส่งเข้ากรุ๊ปดูไปพร้อม ๆ กันนะคะ” อาจารย์สาวเดินเข้าไปประจำโต๊ะสอน ก่อนจะเริ่มทำการสอนอย่างเช่นทุก ๆ วัน
สุดท้ายกันธีต์และมหาสมุทรจึงจำใจต้องสงบศึกและเบนความสนใจไปยังไฟล์เนื้อหาบนหน้าจอไอแพดรุ่นล่าสุดของใครของมัน แต่มันจะมีอยู่คนหนึ่งที่พออาจารย์เข้าปุ๊บเป็นอันต้องหลับทันที
“ไอ้โยบ้านไม่มีเตียงให้นอนหรือไง ชอบมาหลับที่มหาลัย”
พี่ใหญ่ของกลุ่มที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนทั้งสอง หันไปสะกิดแขนของเพื่อนรักที่ตอนนี้มันได้ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเรียน โดยไม่สนใจว่าอาจารย์จะด่า หรือผมเผ้าจะเสียทรงหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้ยังคงเหมือนเดิม
“.....”
…นั่นคือความเงียบ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น คนอย่างไอธีต์ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจ เขาเพิ่มแรงไปที่ต้นแขนของเพื่อนแล้วเขย่าจนอีกคนหัวสั่นหัวคลอนอยู่บนโต๊ะ
“ไอ้โย ลืมตามาเรียนก่อน”
“อื้อ”
“พ่อมึงให้มาเรียน ไม่ได้ให้มานอน”
“อือ”
“อือแล้วก็ลุกดิวะ”
“เสือก”
วาโยทำผงกหัวขึ้นมาเล็กน้อยแล้วพ่นคำหยาบใส่หน้าเพื่อนรักทันทีที่อีกฝ่ายมารบกวนเวลาพักผ่อนของตน
“ไอ้-”
ธีต์ยังไม่ทันเรียกชื่อเพื่อน อีกคนที่นั่งข้างเขาก็เอ่ยสวนขึ้นมาก่อน
“พี่มึงจะไปกัดไอโยทำไม ถึงมันหลับทั้งปี มันก็ฉลาดกว่าพี่มึงอีกนะ”
“ไอ้หมุด!” คนพี่หันขวับไปเรียกชื่อเพื่อนหัวแดงเสียงดัง
“เออ รู้แล้วว่าชื่อหมุด ใครมันจะลืมชื่อคนหล่อแบบกูได้วะ”
“มึงว่ากูโง่เหรอ”
“หรือไม่จริง พี่มึงกับกูทนฟังอาจารย์สอนแทบตาย แต่พอก้าวขาออกจากห้องเรียน แม่งคืนความรู้ให้อาจารย์ไปหมดละ”
“หุบปากไปเลยมึง ใครเขาให้เอาความจริงมาพูดกัน”
เป็นอย่างที่ไอ้หมุดมันมา เพราะไม่ว่าเขาและมันจะตั้งใจเรียน หรือทนฟังอาจารย์สอนอยู่นานนับชั่วโมง แต่พอหมดคาบเรียนแล้วก้าวเท้าพ้นอาณาเขตประตูออกไป ความรู้มันกลับถูกส่งคืนอาจารย์เสียหมด ตรงกันข้ามกับไอ้หมุด รายนั้นไม่เห็นจะสนใจฟังอาจารย์แต่สอบเก็บคะแนนทีไร ไอ้เวรนี่เสือกได้ท็อปของห้องเสมอมา
‘กูจะเครซี่’
ใต้ตึกนิติศาสตร์
“คนมามุงอะไรที่ลานจอดรถเยอะแยะวะ”
เป็นเสียงของมหาสมุทรที่โพล่งขึ้นมาขณะพากันเดินไปยังลานจอดรถ แต่ยังไม่ทันจะเข้าถึงรถของพวกตน ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ลานจอดนั้น กลับเต็มไปด้วยชายหญิงมากมายที่ดูเหมือนกำลังจะมุงดูอะไรบางอย่างอยู่
“เออ ละมามุงไรใกล้ที่จอดรถกู”
หัวหน้าแก๊งหัวสีว่าขึ้นบ้าง พลางกวาดสายตาไปมองยังกลุ่มคนมากมายที่ตีวงล้อมเป็นวงกลม ซึ่งมันอยู่ในตำแหน่งที่ใกลักับจุดที่เขาจอดลูกชายเอาไว้อีกด้วย และเมื่อเอาแต่มองแล้วยังค้นหาคำตอบไม่ได้ จึงเดินแหวกฝูงชนเข้าไปทันที
“เห้ย! มีไรกันวะ”
เขาตะโกนเพื่อให้ผู้คนหลบให้พ้นทางก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นสิ่งที่คนกำลังมุงกันอยู่ “ใคร?” ร่างสูงมองไปยังลูกชายของตนที่เพิ่งจะเอาไปซ่อมกระจกและให้ช่างเคลือบแก้วมาให้ด้วยแววตาตกตะลึง “กูถามว่าใครมันทำรถกู”
เมื่อสภาพของลูกชายที่ควรจะสะอาดไร้มลทิล ในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยโพสต์อิสสีส้มจำนวนมากที่แปะอยู่ทั่วทั้งคันรถ ฝ่ามือหนากำเข้าหากันแน่น เขากัดฟันถามเสียงเข้มออกมา ในใจตอนนี้เดือดดาลเสียจนอยากจับคนทำมาชกให้ฟันหักทั้งปาก
จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นจนเจ้าของร่างสูงสัมผัสได้ ทว่ามันไม่ใช่เพราะความดีใจ หากแต่เป็นความโกรธที่กำลังจะระเบิดออกมาต่างหากเล่า
“มีอะไรวะพี่มึง”
มหาสมุทรที่เพิ่งเดินฝ่าผู้คนเข้ามาหาเพื่อนได้เอ่ยปากถามขึ้น เพราะไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติเบื้องหน้า เนื่องจากมัวแต่มองอีกฝ่ายเขม็ง โดยมีวาโยเดินตามหลังมาติด ๆ
“ทีนี้มึงยังจะให้กูท่องเรื่องเวรระงับด้วยการไม่จองเวรอยู่ไหมไอ้หมุด”
น้ำเสียงกรุ่นโกรธบ่งบอกอารมณ์ของคนพูดได้เป็นอย่างดี ทำเอาคนฟังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนมัวแต่จ้องมองบางอย่างอยู่ก่อนหน้า เขาเลยหันสายตามองตาม “เหี้ยแล้วไง”
ฝ่ามือหนาถูกยกขึ้นป้องปากด้วยความตกใจ เมื่อรถหรูของเพื่อนมีสภาพไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่สิ มันแทบจะมองไม่เห็นเค้าโครงหรือสีเดิมของรถด้วยซ้ำ เหตุมาจากกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กซึ่งถูกแปะไปทุกจุดของรถ โดยมีบางแผ่นที่หลุดร่อนออกไปเพราะแรงลม แต่ที่ทำเอาเขาตกใจจนแทบช็อก คือข้อความที่ถูกเขียนทับบนกระดาษตรงหน้านี้ต่างหาก
‘เจ้าของรถเรียนไม่จบเพราะชักว่าวในมหาลัย’
ใครมันกล้ามากระตุกหนวดเสือไอ้พี่ธีต์ขนาดนี้วะ ซึ่งเขาไม่แปลกใจเลยกับประโยคเมื่อครู่ของพี่มัน เพราะไอ้หัวส้มที่ยืนกัดฟันกรอด ๆ อยู่ข้าง ๆ นั่น ได้ชื่อว่ารักรถยิ่งกว่าสาวเสียอีก
“ใครทำวะพี่มึง”
“จะใครเสียอีก ถ้าไม่ใช่รุ่นน้องที่มึงบอกให้กูไม่ต้องไปจองเวรมัน”
“เชี่ย เอาคืนขนาดนี้เลย เจ๋งวะ”
แทนที่จะเห็นใจเพื่อนที่ถูกอีกฝ่ายเอาคืนแรงขนาดนี้ ตรงกันข้ามมหาสมุทรกลับนึกพอใจในตัวของรุ่นน้องคนนั้น ที่มันใจกล้ามาเอาคืนเพื่อนเขา แถมไม่ใช่เป็นการเอาคืนธรรมดาด้วยนะ…เล่นใหญ่มาก
“ไอ้หมุด มึงอยู่ทีมกูหรือทีมเด็กนั่นกันแน่วะ”
“ก็ต้องอยู่ทีมพี่มึงสิ เพื่อนกูนี่เนอะ”
“เหี้ยเอ้ย อย่าให้กูเจอตัวนะ พ่อจะชกให้น่วม”
“ที่กูเห็นน่วมอยู่ตอนนี้มีแต่พี่มึงนะ”
“หุบปากไปเลย แล้วนี่พวกมึงไม่มีเรียนกันหรือไง มามุงรถกูทำไม ไปเรียนสิโว้ย”
ท้ายประโยคเจ้าของรถสปอร์ตสุดหรูราคาเฉียดร้อยล้านตะเบ็งเสียงไปรอบ ๆ ทิศทาง โดยไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองมายังเขาด้วยแววตาสงสัย บางคนถึงขั้นส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
“เออ เอาเข้าไป กูเรียนไม่จบเพราะรักสถาบันโว้ย ไม่ได้เพราะไปชักว่าวในห้องน้ำ”
“ใจเย็นก่อนเถอะวะ เดี๋ยวเราไปช่วยกันเจรจากับเด็กคนนั้น”
“ไอ้หมุด! ถ้ามึงยังพูดไม่เข้าหูกู หรือมาทำตัวเป็นสมาชิกแก๊งแครอทให้กูเห็นนะ กูนี่แหละจะเป็นคนชกหน้ามึงก่อนเด็กเปรตนั่น”
“ไอ้โย ช่วยกูด้วย”
มหาสมุทรกระโดดออกห่างจากไอ้หมีควายตกมัน เขาพุ่งพรวดไปหลบอยู่ด้านหลังของเพื่อนรักอีกคน เพื่อหวังใช้มันเป็นโล่บังจากอารมณ์โกรธของไอ้พี่ธีต์ แต่ถึงอย่างนั้นก็หนีไม่พ้น
“มึงมาให้กูตบกระโหลกให้เข้าที่เข้าทางสักทีดิ หลังไอ้โยมันช่วยมึงไม่ได้หรอกนะ”
“ไอ้โยเพื่อนร้ากกกกก ไอ้พี่ธีต์จะฆ่ากู”
นอกจากจะไม่สำนึกผิดแล้ว มหาสมุทรยังชะโงกหน้าออกมาจากหลังเพื่อนแล้วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อีกคนด้วยท่าทีทะเล้น โดยที่วาโยได้แต่มองพฤติกรรมของเพื่อนทั้งสองด้วยความเบื่อหน่าย จนในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากบ่นออกมา
“รำคาญวะ”
“ไอ้โย มึงคิดได้แล้วเหรอว่าตัวเองมีปากอะ”
“เสียเวลานอน”
ฉายาเจ้าชายสุดมึนของวาโยไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะลักษณะท่าทางและนิสัยของชายหนุ่มต่างหากที่ทำให้เพื่อน ๆ ต่างพากันตั้งฉายานี้ให้ และแม้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าจะดูวุ่นวายแค่ไหน แต่มันก็ไม่สามารถไปกระตุกต่อมความสนใจในตัวของไอ้ปากหนักมันได้
“อะ อ้าว ละนั่นมึงจะไปไหน”
และในทุก ๆ ครั้งที่หนุ่มหล่อในชุดสีดำ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสักรู้สึกเบื่อเมื่อไหร่ สิ่งที่เขามักจะทำเสมอ คือการเดินจากไปเงียบ ๆ เพื่อไปนอนอยู่ใต้ต้นจามจุรีหลังคณะนั่นเอง
“มึงเลิกเล่นได้แล้วไอ้หมุด ปล่อยมันไป มาช่วยกูแกะกระดาษพวกนี้ก่อน”
กันธีต์ที่ชินกับนิสัยรักสงบและหวงความเป็นส่วนตัวของวาโย ไม่ได้เอ่ยรั้งเพื่อนเอาไว้ เพราะไอ้นั่นมันอารมณ์ศิลปิน ถ้ามันไม่อยากทำใครก็ไปจูงจมูกมันไม่ได้ เวลานี้ทั้งลานจอดรถจึงเหลือแค่เขากับไอ้หมุด เพราะคนที่เหลือต่างไม่สามารถทนต่อแรงกดดันทางสายตาของเขาได้
“ปีหน้าจะแกะออกหมดไหมวะ เยอะขนาดนี้”
สุดท้ายคนอย่างไอ้มหาสมุทรก็ไร้ซึ่งทางเลือก จำต้องยอมก้มหน้าก้มตาช่วยไอ้พี่ธีต์แกะกระดาษสีส้มเหมือนสีผมของมันออกจากรถ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เขาทั้งสองช่วยกันอยู่นั้น เสียงบ่นจากเจ้าของรถยังคงดังเข้ามาในหูให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ โดยหัวข้อที่ถูกพูดถึงนั้นก็ไม่ใช่สิ่งอื่นไกล
‘มันมีแต่แผนอนุบาลจากเด็กโข่งตัวใหญ่ที่คิดจะไปเอาคืนเด็กคนนั้น…งานนี้มวยถูกคู่ฉิบหาย’
