บทที่ 9 บทที่ 4 : นี่พระเอกหรือตัวร้าย? [2/2]
แล้วหน้าที่เก็บเงินจะเป็นของใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ ‘ไอ้กาน’
“อ้าวน้องเด็กเสิร์ฟ หูตึงเหรอครับ โต๊ะพี่เรียกเก็บเงิน”
ธีต์พูดซ้ำอีกรอบ ด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้นมากกว่าเดิม ส่งผลให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านต่างพากันเบนความสนใจมามองที่กานเป็นตาเดียว จนในที่สุด เขาจำต้องยอมเดินหน้างอเข้าไปหาไอ้หัวขี้
“เงินเก็บนะ”
“ใช่”
“ทั้งหมด 360 บาท”
“กูเพิ่งรู้นะหนิ ว่าที่มึงรีบร้อนออกมาทุกเย็นเพราะมาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟกระจอก ๆ”
แทนที่ธีต์จะส่งเงินในมือในกับรุ่นน้อง เขากลับพูดจาถากถางอีกฝ่าย
“360 บาทครับคุณลูกค้า”
กานได้ยินถ้อยคำดูถูกทุกคำ แต่เลือกที่จะไม่ใส่ใจ และเน้นย้ำเรื่องราคาอาหารมื้อนี้ออกไปอีกครั้ง
“อะ!”
“เห้ยพี่มึง!”
มหาสมุทรร้องเสียงหลง เมื่อจู่ ๆ ไอ้พี่ธีต์ที่ควรจะส่งเงินค่าข้าวใส่มือเด็กนั่น แต่มันดันโยนเงินแบงก์ห้าร้อยในมือลงพื้นร้าน นี่เพื่อนเขามันจะจงเกลียดจงชังน้องมันอะไรนักหนา
“เก็บสิ”
ธีต์ไม่สนใจเสียงร้องของเพื่อน แต่เขายังเลือกทำกิริยาไร้มารยาทต่อโดยไม่แคร์สายตาคนอื่น ทางด้านกานได้แต่กำมือแน่นด้วยความโกรธที่ตนถูกคนตรงหน้าดูถูกมากขนาดนี้ เขากัดฟันพูดเสียงเข้ม
“เข้าใจได้ครับว่าแก่แล้วกล้ามเนื้อแขนขามันอ่อนเปลี้ยเป็นธรรมดา”
“ไอ้-”
“ยังไงรบกวนพี่ ๆ ช่วยซื้อวิตามินให้พี่เขาด้วยนะครับ นี่ขนาดอายุยังไม่สามสิบ สมรรถภาพทางร่างกายเสื่อมได้ขนาดนี้ ถ้าไม่รีบกินวิตามินเสริมเร็ว ๆ ผมกลัวว่าจะมีอายุอยู่ไม่ถึง 40 เอาได้”
พูดจบจึงโน้มตัวลงเก็บเงินแบงก์พันแล้วหมุนตัวเดินกลับออกไป โดยไม่สนใจจะอยู่ฟังคำพูดของอีกฝ่าย
“ตั้งแต่รู้จักกับพี่มึงมา วันนี้กูเห็นแล้วว่ามีคนล้มมึงได้จริง ๆ วะ” มหาสมุทรยกมือลูบไปที่ไหล่กว้างของคนพี่ด้วยความขำกับสถานการณ์เมื่อครู่ ไอ้พี่ธีต์ที่ว่าแน่ แม่งยังเถียงสู้เด็กนั่นไม่ได้ ตลกฉิบหาย “ไอ้โย มึงว่าเราซื้อแคลเซียม หรือวิตามินไรให้ไอ้พี่ธีต์มันดีวะ” เขาหันไปขอความคิดเห็นจากเพื่อนรักอีกคน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ายังไงมันก็ไม่ตอบกลับมา
“แคลเซียม”
ผิดคาดเมื่อวาโยดันเห็นดีเห็นงามกับคำถามของมหาสมุทรและพูดตอบด้วยประโยคอื่นนอกจากคำว่า ‘อืม’ ทำเอาคนฟังยกยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะนั่นหมายความว่าไอ้โยมันให้ความสนใจรุ่นน้องคนนี้ด้วยเช่นกัน
“พี่มึงต้องดีใจนะ ขนาดไอ้โยยังยอมปริปากบอก”
“พวกมึงสองตัวหยุดเลย เด็กเปรต!”
ไม่พูดเปล่าเขายกมือไปปัดฝ่ามือของเพื่อนที่แตะไหล่อยู่ให้พ้นทางด้วยความหงุดหงิด สายตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างของกานที่กำลังนับเงินทอนอยู่หน้าตู้ใส่เงินด้วยแววตาเขม็ง
“ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างไอ้ธีต์จะเอาคืนมันไม่ได้”
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อในหัวของเขาผุดแผนร้ายขึ้นมาใหม่ ถ้าการดูถูกเด็กเปรตนั่นไม่สำเร็จ คนอย่างเขามันมีวิธีอื่น ๆ มาแกล้งอยู่แล้ว รู้จักกันธีต์น้อยไป
“เงินทอนครับคุณลูกค้า”
กานเดินเข้ามาพร้อมกับวางเงินทอนลงไปบนโต๊ะ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกไปได้เกิน 3 ก้าว เสียงร้องด้วยความตกใจของไอ้หัวขี้ดังขึ้นลั่นร้าน
“เห้ย เงินทอนไม่ครบ นี่มึงโกงกูเหรอ”
“อะไรวะ ใครโกง ค่าข้าว 360 บาท จ่ายมา 500 ทอน 140 ก็ถูกแล้วนี่” กานสวนกลับทันควัน
“กูให้แบงก์พันไปนะ”
“คุณลูกค้าจ่ายแบงก์ห้าร้อยมาครับ เผื่อสมองปลาทอง ผมจะช่วยย้ำเตือนให้”
กานเลือกที่จะตอบออกไปเสียงเบา เพราะไม่อยากให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านแตกตื่นตามไปด้วย ตรงกันข้ามกับลูกค้าเจ้าปัญหาของเขา ที่ตอนนี้มันเปลี่ยนจากบอกกล่าว มาเป็นตะโกนเสียงดังมากกว่าเดิม
“กูจ่ายแบงก์พัน จะมาแบงก์ห้าร้อยอะไร นี่มันโกงกันชัด ๆ เจ้าของร้านอยู่ไหนวะ ทำไมปล่อยให้ลูกจ้างโกงเงินทอนลูกค้าได้”
“แบบนี้มันปรักปรำกันนี่หว่า มึงจ่ายแบงก์ห้าร้อย ใช่ไหมพี่”
ท้ายเสียงกานหันไปขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่หัวสีเทา แต่อีกฝ่ายกลับนั่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาเลยส่งสายตาขอร้องไปยังรุ่นพี่หัวสีแดงแทน
“ไอ้พี่ธีต์-”
“มึงไม่ต้องไปช่วยคนผิดเลยไอ้หมุด มึงก็เห็นว่ากูจ่ายแบงก์พัน”
“ตะ แต่-”
“พอเลย ไปเรียกเจ้าของร้านมาคุยดิวะ”
ธีต์ไม่ปล่อยโอกาสให้เพื่อนรักได้ช่วยรุ่นน้อง เขาชิงพูดสวนขึ้นทันทีโดยไม่เหลือช่องว่างให้ไอ้หมุดมันแทรกขึ้นได้
“เจ๊ เจ้าของร้านอะ เด็กเสิร์ฟเจ๊โกงเงินผม”
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น ทำเอาเจ๊ตุ้มและยุ้ยต้องวางมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ สองแม่ลูกเดินตรงปรี่เข้ามาหาลูกค้าหนุ่มด้วยสีหน้าฉงน
“เกิดไรขึ้นคะ” เจ๊ตุ้มเป็นฝ่ายถาม
“เด็กนี่มันทอนเงินผมไม่ครบ แล้วมาหาว่าผมจ่ายแบงก์ห้าร้อย ทั้งที่ผมจ่ายแบงก์พันไป”
“ใจเย็น ๆ นะคะ กานไปหยิบเงินมาทอนลูกค้าอีกห้าร้อย”
หากใครเป็นลูกค้าร้านเจ๊ตุ้มจะรู้ดีว่าเจ๊แกเป็นคนที่ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกลูกค้าที่มักวนเวียนมีเรื่องปวดหัวมาให้ ในยามที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเจ๊แกจึงเลือกที่จะยอม ๆ เพราะไม่อยากให้เรื่องราวมันบานปลาย
แม้ว่าสมัยยังสาวเจ๊จะเคยกระโดดถีบอกคนเมาเพราะมาลัดคิวแล้วขึ้นเสียงใส่ลูกค้าก็ตาม…
“แต่เจ๊ ลูกค้าเค้าจ่ายแบงก์ห้าร้อยมานะครับ” กานรีบแย้งไม่ทันไร แต่เจ๊ตุ้มยังคงพูดเสียงดุ ๆ เป็นเชิงกดดัน
“ไปหยิบเงินมาทอนลูกค้า”
“แบบนี้เราก็ขาดทุนสิเจ๊”
“กาน!”
เจ๊ตุ้มเรียกชื่อพนักงานเสิร์ฟที่เธอเอ็นดูเหมือนลูกชายเสียงเข้ม ทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงรีบก้มหน้าหลบสายตา แต่ก่อนที่เรื่องราวจะใหญ่โตไปมากกว่านี้ ลูกค้าเจ้าปัญหาอย่างธีต์กลับเลือกที่จะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอย่างกับตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ
“ไม่เป็นไรหรอกเจ๊ ผมไม่เอาหรอก ถือเสียว่าทำทานให้มัน”
“ไม่ได้ค่ะคุณ”
“จริง ๆ เจ๊ ผมไม่อยากเอาความเด็กมันแต่ว่า…”
เขาทิ้งท้ายด้วยแววตาลุ่มลึกที่คงมีแต่กานคนเดียวเท่านั้นที่มองออก ทุกอย่างที่ผู้ชายหัวส้มแสดงออกมา มันคือตัวร้ายในละครหลังข่าวดี ๆ นี่เอง
“ว่ายังไงคะ”
“ผมคิดว่าร้านเจ๊ไม่ควรจ้างเด็กคนนี้ต่อนะครับ ขนาดเงินลูกค้าเขายังโกงได้หน้าด้าน ๆ เจ๊ไม่กลัวเขาขโมยเงินในร้านหรือไปทำกับลูกค้าคนอื่น ๆ เหรอครับ”
คราวนี้เจ๊ตุ้มชะงักไปทันที เธอรู้ดีว่ากานเป็นเด็กนิสัยอย่างไร และพอรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้นั้น เป็นเพราะลูกค้าจงใจอยากจะแกล้งเด็กมัน แต่ด้วยไม่อยากให้เรื่องราวมันไปไกลกว่านี้ จึงเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ แม้ว่าจะขัดใจของลูกสาวที่ตอนนี้กำลังดึงแขนเสื้อผู้เป็นแม่ไม่หยุดก็ตาม
“แม่ แต่-”
“ไม่ต้องพูด” เจ๊ตุ้มหันไปตวาดลูกสาว ก่อนจะเบนความสนใจมาหาลูกค้าต่อ “กานมันทำงานที่นี่มานานแล้ว วันนี้น้องมันอาจจะหลงลืมไปบ้าง อย่าให้ต้องไล่มันออกจากงานเลยนะคุณ”
“โหย แล้วแบบนี้ผมจะกล้ากลับมากินที่ร้านเจ๊อีกเหรอ ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าเด็กเสิร์ฟจะมาขโมยของจนไม่ต้องกินข้าวกันพอดี”
ประโยคยาวเหยียดของธีต์ทำเอาคนที่เหลือในร้านเริ่มพูดคุยกันขึ้นมา ดูเหมือนว่าลูกค้าคนอื่น ๆ จะกลัวเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สินตนเอง จนมีหลายโต๊ะเรียกเก็บเงินทั้งที่ยังกินข้าวไม่เสร็จด้วยซ้ำ
กานไม่สนใจสายตาของคนอื่น ๆ ที่กำลังจับจ้องมาที่เขา แต่ที่เขาสนใจคือเจ๊ตุ้ม ผู้มีพระคุณของเขาต่างหาก แน่นอนว่าเขาไม่อยากนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ร้าน ไม่ว่าจะมาจากทางไหนก็ตาม
“ไม่เป็นไรเจ๊ ผมลาออกเองครับ ขอบคุณที่ก่อนหน้านี้เจ๊ช่วยผมและดูแลผมมาเป็นอย่างดีนะครับ”
เขายกมือไหว้เจ๊ตุ้มแล้วหันไปส่งยิ้มจาง ๆ ให้กับพี่ยุ้ย โดยไม่สนใจรุ่นพี่ทั้งสามว่าตอนนี้จะมองเขาด้วยแววตาแบบไหน ร่างสูงโปร่งเดินไปหยิบถุงผ้าที่วางเอาไว้ใกล้กับประตูหลังร้าน แล้วก้มหน้าก้มตาเดินออกไปทันที โดยไม่ทันอยู่ฟังเสียงร้องเรียกของเจ๊ตุ้มและลูกสาว
ชีวิตเขาแค่จนก็แย่อยู่แล้ว ยังต้องมาเหนื่อยสู้รบตบมือกับไอ้เวรพวกนั้นอีก
พวกคนรวยที่มันไม่เห็นหัวคนจน อาศัยอยู่บนยอดปราสาทท่ามกลางความสะดวกสบายและมองเรื่องปากท้องของคนจนเป็นเรื่องตลก ‘ครั้งนี้มันแกล้งกันเกินไปจริง ๆ ’
“แค่นี้ไม่ตายหรอก”
คำพูดปลอบใจตัวเองดังขึ้นเบา ๆ ขณะเสียบกุญแจไปยังไอ้นวลลูกรัก จู่ ๆ เขาก็กลายเป็นคนตกงานทั้งที่ค่าหอจวนใกล้เข้ามาถึงเวลาที่จะต้องจ่าย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ หากยังดึงดันอยู่ที่ร้านเจ๊ตุ้มต่อ คนที่จะเดือดร้อนไปมากกว่านี้คงไม่พ้น ‘เจ๊ตุ้มและพี่ยุ้ย’ ซึ่งเขายอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นไม่ได้หรอ
