บทที่ 10 เสือพลกับเหยื่อที่จับได้
บทที่4
เสือพลกับเหยื่อที่จับได้
ไม่รู้ทำไม กองพลถึงได้ทำแบบนี้…. ร่างสูงจอดรถไว้หน้าซอยเล็กๆ แล้วรีบสะกดรอยตามคนที่เดินออกมาจากมินิมาร์ท คอยเดินตามห่างๆ โดยที่เจ้าจอมไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าหอพักเล็กๆ ในซอยลึก หอพักสำหรับคนธรรมดาที่กองพลไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คุณหนูไฮโซคนนี้จะอาศัยอยู่ได้
"ไอ้ตัวแสบทำไมยังไม่เข้าบ้าน ห๊ะ!" เสียงบ่นคล้ายจะดุ แต่คนพูดกลับมีท่าทางยิ้มแย้ม ทำให้หนุ่มน้อยที่ยืนหน้าตื่นอยู่หน้าห้องเช่ารีบหันขวับมามอง
"ก็รอพี่จอมไง" ร่างบางส่ายหน้าทันทีที่ได้ยิน ส่วนเด็กน้อยก็ส่งยิ้มแป้น
"ว่าแล้วเชียว ต้องให้พี่ออกหน้าแทนอีกแล้ว อย่าทำแบบนี้อีกนะพอส" เด็กหนุ่มหลบสายตาแต่ไม่รับปาก เจ้าจอมจึงได้แต่ส่ายหน้า
"อีกหน่อยพี่ย้ายออกไปแล้ว ไม่มีใครช่วยนะ"
"พี่จะไปไหน!!"
"ไปอยู่บ้านของพี่สิ"
"แล้วผมจะได้เจอพี่มั้ย"
"ไม่รู้ ป่ะ พี่พาไปส่งแม่ โดนบ่นอีกแล้วแน่ๆ " เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเริ่มซึมที่รู้ว่าตนเองจะไปอยู่ที่อื่นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องชวนคุย
"ขอโทษคร๊าบ" เด็กน้อยยิ้มแหยเมื่อรู้ว่าพี่ชายตัวบางต้องรับหน้าแทน ช่วยโกหกแม่ว่าพาออกมาซื้อขนมให้โดนบ่นอีกแน่ๆ
เจ้าจอมกอดคอเด็กชายตัวขาวแล้วพาเดินอ้อมไปด้านหลังของตึกห้องเช่าที่มีบ้านหลังขนาดกลาง กองพลเองก็คอยมองอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องเช่าพร้อมนึกบ่นในใจ
ไม่มีการรักษาความปลอดภัยเลยสักนิด ไม่กลัวพวกนั้นตามมาเจอรึไงวะ แต่ถึงจะตามเจอ ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา แต่ทำไมถึงได้สะกดรอยตามอีกคนแบบนี้กันล่ะ
กองพลยิ้มขำกับการกระทำของตัวเอง ก่อนจะเดินกลับไปที่รถ แต่แล้วก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับผ่านหน้า ร่างสูงหยุดนิ่งเมื่อรถคันนั้นจอดอยู่หน้าทางเข้าของหอพัก กองพลขมวดคิ้วเมื่อเห็นศิระก้าวลงมาจากรถ และในจังหวะที่เจ้าจอมกำลังเดินออกมาจากหลังหอ กองพลก็รีบวิ่งกลับเข้าไปหาแล้วคว้าตัวบางมากอดเพื่อใช้ร่างกายตัวเองบังไว้ทันที
"อ๊ะ! อะไรอ่ะ!!"
"อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว" จู่ๆ ก็ถูกใครไม่รู้วิ่งเข้ามากอดจะให้อยู่เฉยได้ไงล่ะ ร่างเล็กดิ้นพล่าน ทั้งทุบอกทั้งกระทืบเท้าแต่ก็ยังถูกกอดไว้ ยิ่งออกแรงมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างสูงก็ยิ่งกอดเอาไว้แน่น มือใหญ่กดศีรษะเล็กให้จมอยู่ในอกเพื่อบังคับให้อีกคนหยุด และก่อนที่เข่าแหลมจะได้ยกขึ้นปักกลางตัว มืออีกข้างที่กอดช่วงเอวก็เลื่อนลงตะปบหมับเข้าที่ก้นกลมแล้วบีบเป็นการข่มขู่ ทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือก หยุดทุกการเคลื่อนไหว
"ถ้ามึงไม่อยากไปกับไอ้ศิระก็อยู่เฉยๆ " เสียงกระซิบแผ่วเบาทำให้ร่างบางชะงัก
"ม..หมายความว่าไง"
"มันรู้แล้วว่ามึงอยู่ที่นี่" ร่างเล็กนิ่งเงียบทันทีที่ได้ยิน มือเล็กที่ผลักอกกว้างของคนแปลกหน้าให้ถอยห่างกลายเป็นกำขยุ้มเสื้อเอาไว้แน่นและตัวสั่นด้วยความตื่นกลัวจนอีกคนรู้สึกได้
มือใหญ่ที่กดศีรษะเปลี่ยนเป็นลูบเบาๆ ร่างบางที่ได้รับการปกป้องจากคนแปลกหน้าจึงเผลอหลับตาและกว่าจะรู้สึกตัวก็ผ่านไปสิบกว่านาที มือเล็กผลักอกกว้างอีกครั้ง เมื่อกองพลยอมปล่อยร่างบางก็รีบถอยห่างออกมาทันที
"เขาคงไปแล้ว ขอบใจที่ช่วย" เจ้าจอมก็เอ่ยขอบคุณเสียงเรียบแล้วรีบเดินหนี หวังจะกลับเข้าห้องพักของตัวเองแต่กองพลก็รีบเดินตาม
"เดี๋ยวสิ จะรีบเดินไปไหน" เมื่อถูกคว้าข้อมือไว้ ร่างบางก็รีบหันกลับมาตวัดสายตามอง แล้วสะบัดมือออก
"อย่ามายุ่งกับกู"
"ก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก แต่มึงไม่อยากรู้เหรอว่าทำไม กูถึงรู้ว่ามึงกำลังหนีไอ้ศิระอยู่ และกูก็รู้ทุกเรื่องของมึง" ร่างบางชะงักเล็กน้อยแล้วมองอีกคนด้วยแววตาหวาดระแวง
"ไม่อยากรู้" เจ้าจอมเดินหนีอีกครั้งแล้วตรงไปที่ห้องของตนเองทันที กองพลจึงตะโกนตาม
"แล้วเรื่องที่มึงถูกขายให้นิธิศ ไม่อยากรู้เหรอ" เจ้าจอมหยุดมือที่กำลังจับลูกบิดทันที ร่างเล็กเม้นปากแน่น หัวใจสั่นรัวด้วยความตื่นกลัวก่อนจะตั้งสติแล้วถอนหายใจ ร่างบางหันกลับมามองคนที่ยังยืนอยู่ด้านหลังแล้วพูดเสียงเรียบ
"ไม่มีใครขายกูได้ และคนแปลกหน้าอย่างมึง ก็ไม่จำเป็นต้องมาวุ่นวายกับเรื่องนี้"
"จำกูไม่ได้เหรอ" กองพลเริ่มขมวดคิ้ว คุยกันมาตั้งนาน ไม่คิดเลยว่าอีกคนจะจำตัวเองไม่ได้แบบนี้ ส่วนเจ้าจอมก็จ้องมองอีกคนนิ่งๆ แต่พอจำได้ว่าเคยเจอกันที่เชียงใหม่กลับเริ่มหวาดกลัวและหวาดระแวงมากขึ้น
"กูไม่รู้จักมึง" ร่างบางปฏิเสธตัดบทด้วยน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อย แล้วรีบเข้าห้องปิดประตูปัง ทิ้งกองพลให้ยืนหน้าห้องด้วยความเซ็ง
"ทำไมกูต้องมาเสียเวลากับมึงด้วยวะ" ร่างสูงบ่นหัวเสียก่อนจะถอนหายใจ แล้วเดินจากหอพักไป ทางด้านเจ้าจอมที่อยู่ในห้องคนเดียวก็เริ่มคิดหนัก และในที่สุดก็รีบเก็บเสื้อผ้าเก็บกระเป๋า ต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่จะมีใครตามมาเจอ
ในห้องรับแขกสุดหรูของคฤหาสน์ เจ้าสัวสรัณ ชายสูงใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามวัยห้าสิบปลายๆ กำลังนั่งจ้องหน้าลูกเขยและลูกสาวด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
"ยังตามหาน้องไม่เจออีกเหรอใหญ่" นิธิศสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตีหน้าซื่อตอบพ่อตาด้วยน้ำเสียงเข้ม
"ยังครับป๊า ป่านนี้ไอ้ปลื้มคงพาหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว"
"แต่คนของป๊ายังเห็นเจ้าจอมอยู่ที่นี่"
"เอ่อ...คือ.."
"ป๊าคะ หนูว่าป๊าเลิกตามหาเถอะค่ะ เจ้าเด็กไม่รักดีนั่นหนีไปกับผู้ชายตั้งกี่ปีแล้ว" เมื่อเห็นสามีอึกอักและกลัวว่าจะถูกพ่อจับได้ เจ้าจันทร์จึงรีบพูดช่วยสามี แต่ประโยคที่ได้ยินกลับทำให้คนเป็นพ่อตวัดสายตามอง
"จะหนีไปกี่ปี ก็ต้องตามกลับมา"
"ก็เขาไม่อยากอยู่กับเราแล้ว จะทำยังไงได้ล่ะคะ ถ้าเจ้าจอมเห็นแก่หน้าป๊าก็คงไม่หนีตามไอ้กระจอกนั่นไป"
"จันทร์" นิธิศเอ่ยปรามคำพูดภรรยา แต่หญิงสาวกลับหน้าบึ้งมากขึ้น
"ก็มันจริงนี่คะ ทุกคนก็รู้ว่าลูกน้องของป๊าเป็นคนพาเจ้าจอมไป เจ้าเด็กใฝ่ต่ำนี่ ไม่นึกถึงหน้าใครหรอกค่ะ"
"จะใฝ่ต่ำแค่ไหนก็ลูกป๊า แล้วก็เป็นน้องของแก"
"เขาไม่เคยนับหนูเป็นพี่หรอกค่ะป๊า"
"จะยังไงก็ช่าง ใหญ่ไปตามหาเจ้าจอมแล้วพากลับมา ป๊าต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเจ้าจอมถึงได้หนีหายไปแบบนั้น"
"เอ่อ..ครับ ผมจะตามน้องกลับมาให้ได้" นิธิศรับคำพ่อตาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก กลัวว่าหากพาเจ้าจอมกลับบ้าน ความลับที่เก็บไว้จะถูกเปิดเผย แต่ถ้าได้ตัวมาเมื่อไหร่ เขาจะทำให้เชื่องจนไม่กล้าไปพูดเรื่องนี้กับใครอีกเลย
สรัณจ้องมองลูกเขยนิ่งๆ ใช่ว่าคนเป็นพ่อจะไม่รู้สึก เพราะตั้งแต่วันที่เจ้าจันทร์แต่งงานกับนิธิศ เจ้าจอมก็เริ่มเปลี่ยนไป แต่เพราะธุรกิจที่ต้องยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีเวลาให้ลูกชายมากนัก
จนวันที่เจ้าจอมหนีไปกับลูกน้องคนสนิท และไม่ติดต่อกลับมาเลยตลอดหลายปี หัวอกคนเป็นพ่อก็ร้อนรน จึงได้แต่คอยตามสืบหาข่าวคราวลูกชายอยู่เงียบๆ
จนกระทั่งหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนสนิทที่ให้คอยติดตาม รายงานมาว่าศิระกับเจ้าจอมเลิกรากันไปแล้วและเจ้าจอมก็หายไป นั่นจึงทำให้คนเป็นพ่อ ร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ สรัณจะต้องตามหาลูกให้เจอ เขาต้องรู้ให้ได้ว่า เหตุใดลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ถึงได้ตัดขาดกับครอบครัวแล้วใช้ชีวิตเลื่อนลอย เตลิดไปไกลราวกับลูกนกที่หลุดออกจากกรงทองแบบนี้
ในเวลาเที่ยงคืน หลังจากทิ้งเงินค่าเช่าห้องและจดหมายขอโทษที่ไปโดยไม่บอกไว้ให้เจ้าของหอพักได้อ่านแล้ว เจ้าจอมก็โทรเรียกแท็กซี่ และตอนนี้ก็ทำได้แค่รอ
ร่างผอมบางของคุณหนูตกยาก กำลังยืนกอดเป้รอแท็กซี่อยู่หน้าหอพักแต่แล้วรถยนต์คันคุ้นตาที่ไม่อยากเห็น ก็วนกลับมาที่หอพักแห่งนี้อีกครั้ง ศิระยิ้มกว้างเมื่อเห็นเจ้าจอมยืนอยู่หน้าถนนทางเข้าหอพัก ชายหนุ่มรีบลงมาจากรถ ในขณะที่ร่างบางตกใจจนตัวสั่น
"อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย" ศิระยิ้มกว้างแล้ววิ่งเข้าไปหา แต่เจ้าจอมกลับตกใจจนลนลาน
"ถ..ถอยไปนะ!!! อย่าเข้ามา!!!" เจ้าจอมกระชับเป้ที่กอดเอาไว้ ราวกับใช้เป็นที่กำบังทั้งๆ ที่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
"จอมครับ พี่มาช่วยจอมนะ ไปกับพี่แล้วพี่จะปกป้องจอมเอง"
"จอมไม่เชื่อพี่อีกแล้ว ไปให้พ้น!!!" ร่างบางตะคอกดังทันทีที่ศิระเดินเข้ามากระชากข้อมือ และก่อนที่เจ้าจอมจะถูกฉุดให้ขึ้นรถ คนที่ไม่คิดว่าจะยังอยู่ที่นี่ก็รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าเอาไว้
"คนเขาไม่อยากไปด้วย มึงจะบังคับทำไม" ร่างสูงเอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง แววตาดุจ้องมองชายหนุ่มที่ตัวใหญ่ไม่ต่างกันในขณะที่ศิระเองก็จ้องมาไม่ลดละ
"เรื่องของผัวเมียคนนอกไม่เกี่ยว" ถึงแม้จะนึกหวั่นเกรงตามประสาคนขี้ขลาดแต่ศิระก็ต้องเก็บอาการแล้วรีบพาเจ้าจอมไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่กองพลกลับไม่ยอมให้ไป
"มึงต่างหากที่เป็นคนนอก" ร่างสูงพูดเสียงนิ่งก่อนจะกระชากเจ้าจอมให้มายืนหลังตน ร่างบางเองก็รีบสะบัดมือจากศิระแล้วขยับเข้าหากองพลอย่างคนต้องการที่พึ่ง ศิระจึงได้แต่มองดูอดีตคนรักด้วยความเจ็บปวด
"จอม...ไปกับพี่เถอะนะ พี่จะพาจอมไปจากที่นี่เราจะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม นะครับ" ศิระเริ่มอ้อนวอนหวังให้เจ้าจอมใจอ่อน ร่างบางจึงได้แต่เม้มปากแน่น แววตาสั่นไหวและท่าทางลังเลที่เห็น ทำให้กองพลขมวดคิ้วนึกขัดใจ เพราะคิดว่าเจ้าจอมจะยอมไปกับศิระ ร่างสูงจึงปล่อยมือแต่เจ้าจอมกลับรีบคว้าแขนมากอดไว้แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้กองพลได้ยิ้มเยาะ
"พี่..ไม่มีสิทธิ์อะไรกับจอมอีกแล้ว"
"หึ ได้ยินชัดแล้วนะ" กองพลเอ่ยขึ้นก่อนคว้าข้อมือคนที่ยืนหลบหลังตนเอาไว้อีกครั้งแล้วพาเดินไปที่รถของตน แต่ศิระกลับรั้งไว้ด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังน้ำตาคลอ
"ถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนั้นก็กลับไปกับพี่" ร่างบางกัดปากแน่น แล้วหันกลับมามองอดีตคนรักด้วยแววตาเย็นชา
"อย่าบีบให้จอมหมดหนทาง เพราะที่ผ่านมา พี่ก็รู้ว่าจอมเคยทำอะไร" เพราะบาดแผลที่ยังคงฝังใจ ทำให้ดวงตากลมเริ่มไร้แวว ศิระที่รู้ว่าเจ้าจอมเคยขาดสติจนหวังทำลายชีวิตตัวเองและเข้าใจทุกอย่างก็ได้แต่จ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเศร้า
"พี่ขอโทษ...กลับไปกับพี่นะ พี่จะไม่ให้จอมไปเจอมันอีก เชื่อใจพี่อีกครั้งนะ" ร่างบางส่ายหน้าน้ำตาคลอก่อนจะจับมือกองพลเอาไว้แน่น
"พากูไปจากที่นี่..ได้มั้ย" น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยขอ กองพลไม่ตอบนอกจากกระชับมือเล็กเอาไว้มั่น แล้วเดินไปที่รถทันที ศิระจึงได้แต่มองตามคนทั้งคู่ด้วยหัวใจที่ร้าวราน ความเห็นแก่ตัว ทำให้สูญเสียคนที่รักมาทั้งชีวิตไปแล้วจริงๆ
ภายในรถที่เงียบสนิท เจ้าจอมยังคงนั่งเหม่อลอย ส่วนกองพลเองก็ขับรถไปเรื่อยๆ และคอยสังเกตอีกคน
"มึงไม่กลัวกูเหรอ" จู่ๆ เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นก็ทำให้ต้องสะดุ้ง ร่างบางมองหน้าคนพูดเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองกระจกรถดังเดิม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย
"จอดรถ"
"ดึกขนาดนี้มึงจะไปไหน"
"กูบอกให้จอดรถ" เจ้าจอมเริ่มพูดเสียงนิ่งแต่กองพลก็ไม่ได้สนใจ ในขณะที่เจ้าจอมเริ่มอารมณ์เสีย ร่างสูงก็ยังคงขับรถไปตามทางเรื่อยๆ ร่างบางจึงเอ่ยคำขู่เสียงแข็ง
"ถ้ามึงไม่จอด กูจะโดดลงไป"
"โดดเลย เดี๋ยวกูเร่งความเร็วให้"เมื่อพูดจบร่างสูงก็เร่งความเร็วขึ้นทันที ทำเอาเจ้าจอมไม่กล้าขยับตัว
"หึหึ ไปสิกูปลดล็อกประตูให้ละ" น้ำเสียงยียวนของคนที่ตั้งใจขับรถทำให้ร่างบางหงุดหงิดมากขึ้น
"แล้วมึงจะเร่งความเร็วทำไม!!"
"เรื่องของกู กล้าโดดลงจากรถมั้ยล่ะ"
"เร็วขนาดนี้ โดดลงไปไม่ตายก็พิการใครมันจะไปกล้าทำ" ถึงบางครั้งจะอยากตายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอกนะ เมื่อได้ยินที่เจ้าจอมเถียงร่างสูงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะลดความเร็วลงแล้วเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เจ้าจอมเริ่มมองซ้ายมองขวาด้วยความตกใจ เพราะนี่ไม่ใช่ทางออกไปถนนเส้นหลัก
"จะไปไหน!! กูไม่ไปกับมึงนะ!!!"
"ใกล้จะตีสองแล้ว มึงไม่ง่วงรึไง"
"ไม่!! จอดรถให้กูเลยนะ!!"
"จะไปไหน เดี๋ยวกูไปส่ง" กองพลไม่ฟังเสียงโวยวายแต่กลับถามในสิ่งที่อยากรู้ แต่เจ้าจอมก็หน้าบึ้งหน้างอไม่พอใจที่คนแปลกหน้าจะมาอยากรู้เรื่องของตัวเองขนาดนี้
"กูไม่บอก! มึงจอดรถเร็วๆ!!"
"งั้นกูก็ไม่จอด ถ้ามึงไม่บอกก็ไปกับกูนี่แหละ"
"ไปไหน!! กูไม่ไปนะ!! ไม่ไปไหนกับใครทั้งนั้น!!!" เพราะไว้ใจใครไม่ได้อีกแล้ว ร่างบางจึงเริ่มโวยวายอีกครั้งด้วยความตื่นกลัว และเสียงแว๊ดๆ ที่ดังอยู่ข้างหูก็เริ่มทำให้กองพลรำคาญ
"ใครทนมึงได้นี่กูนับถือเลยนะ พูดมากฉิบหาย"
"ไม่อยากให้กูพูดมาก มึงก็จอดรถ จอดสิ!!!"
"แน่ใจนะว่าจะให้กูจอดรถจริงๆ"
"เออ!!"
"หึ แล้วอย่าร้องขอให้กูช่วยนะ" กองพลพูดด้วยรอยยิ้มมุมปากและท่าทีสบายๆ ทำให้ร่างบางนึกแปลกใจ
"ทำไมพูดแบบนั้น" ร่างสูงไม่ตอบแต่กลับมองกระจกส่องหลัง เมื่อมองตามสายตาของกองพลร่างบางก็รีบหันขวับกลับไปมองด้านหลัง
บิ๊กไบค์คันโตกำลังขับตามมา ถ้าจำไม่ผิด รูปร่างและท่าทางของชายหนุ่มสองคนที่กำลังตามมา คือคนที่เคยวิ่งตามเมื่อตอนอยู่ในห้าง เจ้าจอมหน้าตื่นทันที ในขณะที่กองพลหัวเราะในลำคอ
"หึหึ ดูท่าไอ้ศิระอะไรนั่น คงจะรักมึงมากนะ พากลับไปไม่ได้ก็เลยโทรไปเรียกให้คนตามมาส่ง" เพราะมั่นใจว่าศิระต้องโทรไปบอกนิธิศแน่ๆ จึงได้ส่งคนมาตามแบบนี้
"มึง..รู้ตั้งแต่แรกก็เลยเร่งความเร็วเหรอ"
"ก็กูไม่ได้โง่เหมือนมึง"
"กูไม่ได้โง่!! กูแค่ไม่รู้" ร่างบางเถียงกลับหน้างอ ทำให้กองพลหัวเราะอีกครั้ง แต่ในความนึกสนุก ในความยียวนของชายแปลกหน้า กลับทำให้ร่างบางรู้สึกอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กองพลยังคงขับรถด้วยความเร็วไปตามถนนเบื้องหน้าโดยมีบิ๊กไบค์คันเดิมขับตามไม่ลดละ
"แม่ง! จะตามไปถึงไหนวะ" กองพลเริ่มบ่นหัวเสีย ก่อนจะตัดสินใจขับรถยูเทิร์นกลับไปเส้นทางเดิม และบิ๊กไบค์คันนั้นก็ขับตาม ร่างสูงก็เร่งความเร็วของรถขึ้นอีกแล้วตัดสินใจขับรถฝ่าไฟแดง เพียงเสี้ยววินาทีที่ขับรถตัดหน้าถนนไป รถบิ๊กไบค์คันโตที่ขับตามไม่ลดละก็เบรกไม่ทัน และตัดหน้าชนเข้ากับรถเคราะห์ร้ายตรงกลางแยกไฟแดงจนเกิดเสียงดังสนั่น
กองพลพรูลมหายใจอย่างโล่งอกที่หลุดจากการติดตามได้ ก่อนจะลดความเร็วลง แต่พอหันมามองคนข้างเบาะที่เงียบเสียงไปนาน ก็ต้องส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ไม่รู้ว่ากลัวจนช็อกเป็นลมหรือเหนื่อยจนหลับกันแน่ เจ้าจอมถึงได้นอนคอพับอยู่บนเบาะแบบนี้
"โถ่ ไอ้คุณหนู กูพาเสี่ยงตายขนาดนี้ยังหลับลงอีกนะ" ร่างสูงบ่นพึมพำแล้วตั้งใจขับรถกลับที่พักของตัวเองทันที เพราะพักอยู่กับเพื่อนกองพลจึงเข้ารถเข้ามาในบ้านด้วยความเคยชิน และเมื่อเห็นแสงไฟของรถยนต์สาดเข้ามา สปายที่เพิ่งกลับจากบ่อนและกำลังนั่งเคลียร์บัญชีอยู่ในซุ้มหน้าบ้านจึงได้เงยหน้าขึ้นมอง
"ไปเที่ยวไหนมาวะ กูนึกว่ามึงจะกลับพรุ่งนี้ซะอีก แล้วนั่นหิ้วใครมาด้วย" เมื่อเห็นเพื่อนก้าวลงจากพร้อมกับเดินอ้อมไปเปิดประตูรถอีกฝั่ง ชายหนุ่มก็ถามด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่าเพื่อนตัวดี จะชอบเที่ยวและมีความสัมพันธ์อันฉาบฉวย แต่ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่จะพาใครกลับมาด้วยแบบนี้
"เก็บลูกแมวหลงทางได้" กองพลตอบเพื่อนด้วยรอยยิ้มทะเล้นตามฉบับเจ้าตัว ยิ่งทำให้สปายขมวดคิ้วงง
"ไหนวะ ขอดูหน้าแมวน้อยของมึงหน่อยซิ ต้องสวยแค่ไหนเสืออย่างมึง ถึงได้หิ้วเหยื่อกลับถ้ำแบบนี้"ร่างสูงยิ้มขำกับประโยคนั้น แล้วขยับตัวออกให้เพื่อนได้มองเข้าไปในรถและเมื่อเห็นคนที่นอนหลับคอพับคออ่อนอยู่บนเบาะ เจ้าของบ้านตัวใหญ่ก็ตาโตด้วยความตกใจ
"ไอ้พล!! ไอ้เหี้ยนี่มัน…"
"เออ กูเจออยู่ข้างถนน เห็นหมากำลังจะกัดก็เลยเก็บมาด้วย" ร่างสูงพูดแทรกประโยคเพื่อนด้วยรอยยิ้มร่าเริงราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่ แต่สปายกลับไม่สนุกด้วย
"พูดเป็นเล่น!! มึงรู้มั้ยว่าพาใครมา"
"รู้สิ มึงถือกระเป๋าเขามาให้กูด้วยนะ" กองพลไม่สนใจสีหน้าตกใจของเพื่อนเลยสักนิด ร่างสูงช้อนมืออุ้มตัวคนที่หลับสนิทขึ้นแนบอกอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าอีกคนจะตื่น แล้วพาเดินเข้าบ้าน ส่วนร่างใหญ่อีกคนก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความกังวลก่อนจะหิ้วกระเป๋าตามที่เพื่อนวานแล้วเดินไปพร้อมกัน
"พาไปห้องรับแขกสิ ที่นี่มีตั้งสองห้อง" เมื่อเห็นกองพลอุ้มคนนอนหลับเดินตรงไปที่ห้องพักของตัวเอง สปายก็เอ่ยขึ้น แต่ร่างสูงกลับส่ายหน้า
"นอนห้องเดียวกับกูคงไม่เป็นไร"
"พล"
"เอาน่ะ" กองพลตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ แล้วอุ้มร่างบางพาเข้าห้องของตัวเอง สปายจึงรีบเดินตาม ชายหนุ่มยืนมองเพื่อนร่างใหญ่ค่อยๆ วางคนหลับลงบนเตียง ยกผ้าห่มขึ้นคลุมให้ด้วยท่าทางทะนุถนอมก็นึกสงสัย และเริ่มคิดหนัก กลัวว่าเพื่อนเสือจอมเจ้าเล่ห์คนนี้จะเล่นกับเหยื่อจนตายใจ และหลอกขย้ำให้แหลกคามือ
"กูว่า...กูต้องคุยกับมึงแล้วล่ะพล"
"พรุ่งนี้ค่อยคุย"
"คุยตอนนี้"
"มันดึกแล้วปาย"
"ดึกก็ช่าง กูต้องคุยกับมึงให้รู้เรื่อง มึงออกมานี่เลย" กองพลแอบทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย และเมื่อถูกเพื่อนซี้ดึงแขนจึงยอมเดินตามออกมาจากห้องนอน
ในห้องนั่งเล่น สปายกำลังนั่งจ้องหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนกองพลก็กำลังควงแก้วบรั่นดีในมืออย่างเชื่องช้า นึกถึงใบหน้าตื่นกลัวแต่กลับใจสู้ พองขนขู่ฟ่อของลูกแมวที่เพิ่งเก็บได้ ร่างสูงก็อมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับนิสัยของเจ้าตัว
"จะพูดอะไรก็รีบพูด"
"พรุ่งนี้มึงต้องบินกลับเชียงใหม่ ยังจะแดกเหล้าอีกเหรอวะ"
"กูเปลี่ยนใจแล้ว เดี๋ยวกูขับรถกลับเองดีกว่า"
"ไอ้บ้า! พักก็ไม่ได้พักได้เกิดอุบัติเหตุกันพอดี อีกอย่าง รถมึงจอดอยู่เชียงใหม่ครับ มึงจะเอารถที่ไหน อย่าบอกว่าซื้อใหม่นะ" สปายเริ่มงงกับความคิดและการกระทำของเพื่อน แต่กองพลกลับเอาแต่อมยิ้มไม่ยอมอธิบายให้เข้าใจเลยสักนิด
"กูกลับวันไหนก็ได้"
"ไอ้พล!! อย่าบอกนะ ว่ามึงเปลี่ยนใจเพราะคนที่มึงพามา" กองพลหัวเราะกับคำพูดของเพื่อน แล้วยกแก้วในมือขึ้นจิบด้วยท่าทางใจเย็น ไม่สนใจเลยว่าสปายจะเริ่มหัวเสียมากแค่ไหน
"กูขอเหตุผลได้มั้ยพล มึงพาเขามาทำไม มึงคิดจะทำอะไร" กองพลไม่ตอบแต่กลับยกแก้วในมือขึ้นจิบแล้วอมยิ้มและนั่นก็ทำให้สปายถอนหายใจ ชายหนุ่มจ้องหน้าเพื่อนอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจถามในสิ่งที่คาใจ
"มึงสนใจคุณเจ้าจอมใช่มั้ย" คำถามของสปาย ทำให้กองพลหัวเราะอีกครั้ง ร่างสูงวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วจ้องหน้าเพื่อนด้วยใบหน้าอมยิ้ม
"หึหึ ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยรึไง"
"กูรู้สันดานมึงดีพล ถ้าไม่สนใจมึงไม่ตามขนาดนี้หรอก"
"สนใจแล้วไง กูไม่ได้คิดจริงจังซะหน่อย ก็แค่เจอเรื่องสนุก มึงจะซีเรียสทำไมวะ"
"มึงกำลังสนุกกับความทุกข์ของเขา มึงรู้ตัวมั้ยพล"
"กูช่วยเขาต่างหากล่ะ มึงจะคิดอะไรมากมายวะปาย อยู่เล่นกับกูยังดีกว่าอยู่ให้ไอ้ผีพนันเอาไปขาย"
"อยู่กับมึงก็ไม่ต่างกันเลยพล มึงอย่าลืม ว่าเขาก็เป็นคน มีความรู้สึกเหมือนกัน!!" เพียงแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ สปายโมโหทันทีที่รู้ความคิดของเพื่อน แต่ดูเหมือนกองพลจะไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย
"มึงเพื่อนกูป่ะเนี่ย ทำไมวะปาย พอมีแฟนแล้วมึงก็กลายเป็นคนดีขึ้นมาเลยรึไง"
"กูเป็นคนดีอยู่แล้ว แต่มึงน่ะเลว อย่าคิดว่ากูไม่รู้ที่เข้าไปช่วยเขามึงหวังอะไร"
"หึหึ รู้แล้วทำอะไรได้วะ ถ้ากูจะเอา"
"กูก็จะสาปแช่งมึงไง ขอให้มึงรักเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วก็ขอให้เขาทิ้งมึง"
"ไร้สาระ กูไม่เคยคิดจะรักใครมึงก็รู้" เมื่อกองพลเริ่มพูดเสียงแข็ง สปายก็ถอนหายใจอีกครั้ง
"เฮ้ออต้นกล้ามันตายไปสิบกว่าปีแล้วนะพล เมื่อไหร่มึงจะตื่นสักที มีหัวใจขึ้นมาได้แล้ว" เพราะรู้ว่าเพื่อนยังคงฝังใจกับรักครั้งแรก สปายจึงได้แต่มองด้วยความเป็นห่วง
"ก็น้องฟ้าไง ลูกของคนที่กูรัก ก็คือหัวใจของกู"
"แต่คับฟ้าเป็นลูกคนอื่น ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของมึงด้วยซ้ำ ไม่มีความจำเป็นที่มึงจะต้องทุ่มเททั้งชีวิตขนาดนั้น มึงทำเพื่อคนอื่นมามากแล้วพล ทำเพื่อตัวเองสักทีเถอะ"
"กูสัญญากับต้นกล้าไว้ว่าจะรักน้องฟ้า ให้เหมือนลูกกู แล้วกูก็จะไม่แบ่งความรักนี้ให้ใคร"
"เออ!! กูจะรอดูก็แล้วกัน ถึงวันนั้น มันต้องมีหมาสักตัวคลานมาขอความช่วยเหลือจากกูล่ะวะ!!" สปายหัวเสียกับความงี่เง่า จมปรักในรักที่ไม่มีวันเป็นจริงของเพื่อนแล้วเดินตึงตังกลับเข้าห้องนอน กองพลหัวเราะเบาๆ พร้อมกับส่ายหน้า แล้วยกแก้วในมือขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
"คนอย่างกู ไม่มีวันนั้นหรอก" ไม่มีวันที่จะแบ่งใจไปให้ใครได้อีกแล้ว
