บทที่ 3 กลัวความจริง
บทที่ 1
กลัวความจริง
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในห้องนอนเล็กของบ้านพักหลังใหญ่ เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้อง ทำให้ร่างใหญ่ที่นอนหลับสนิทบนเตียงสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเอื้อมมือปิดนาฬิกาปลุกด้วยใบหน้าบึ้งตึง
"โอ๊ยย!! เพิ่งจะสิบโมงเอง!!! ไอ้เวรปาย!!!มึงตั้งปลุกทำไมวะ!!!" กองพลโวยวายลั่นห้อง เมื่อรู้ว่าเพื่อนตัวดีแอบเข้ามาตั้งเวลาปลุกเอาไว้ ร่างสูงถอนหายใจแล้วเดินเกาหัวแคร่กๆ ออกจากห้องนอน
เสียงทะเลาะกันดังมาจากห้องครัวของบ้านพัก ไม่ได้ทำให้คนที่เพิ่งตื่นเดินหัวเสียเข้าไปสนใจนัก กองพลในสภาพบ๊อกเซอร์ตัวเดียวยืนเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นยกกระดก แล้วเดินหน้านิ่งกลับเข้าห้องนอน เล่นเอาเด็กหนุ่มที่ยืนล้างจานมองตามตาปริบๆ
"น้ำลายยืดแล้วมั้ง มองอะไรขนาดนั้น" น้ำเสียงแข็งของเจ้าของบ้านที่กอดอกมองทำให้เด็กหนุ่มชักสีหน้า
"ไอ้บ้า กูแค่สงสัย"
"กูก็สงสัย"
"สงสัยอะไร" ปังปอนด์ชะงักมือที่กำลังล้างจานแล้วหันมามองสปาย ร่างใหญ่จึงได้แกล้งทำหน้าดุแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม
"กูแก่กว่ามึงตั้งรอบอายุ ทำไมไม่เรียกพี่วะ"
"กูลูกคนเดียว แต่เมื่อกี้มันคุณอากองทัพของฟ้าไม่ใช่เหรอ" เมื่อปังปอนด์ถามสิ่งที่สงสัย สปายก็หัวเราะขำ
"หึหึ ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องคนอื่น รีบล้างให้เสร็จ แล้วเอาผ้ากูไปซัก ตอนบ่ายจะพาไปทำงานที่รีสอร์ต"
"ใช้แรงงานเด็ก! กูยังไม่สิบแปดเลยนะ กูแจ้งความแน่" เมื่อหนุ่มน้อยเถียงเอาเรื่อง ร่างใหญ่ก็หัวเราะอีกครั้ง
"ก็แจ้งสิ แต่อย่าลืมว่าพ่อแม่มึงเป็นหนี้กูเท่าไหร่ ให้ทำงานแค่นี้ก็ดีแค่ไหน" คำขู่ที่ใช้หลอกล่อยังคงได้ผล ปังปอนด์กัดปากน้ำตาคลอแต่ก็ยังเถียงคอเป็นเอ็น
"กูเป็นเพื่อนสกายน้องมึงนะ!!"
"แล้วไง กูใจดีแค่นี้ก็บุญหัวมึงแล้วนะ หรืออยากไปใช้หนี้ให้กูในบ่อน"
"ม...ไม่ไป!!" เด็กหนุ่มปฏิเสธเสียงสั่นแล้วรีบล้างจานชาม ปัดกวาดเช็ดถูห้องครัวด้วยท่าทางลนลาน สปายจึงได้แต่ยืนมองนิ่งๆ ก่อนจะส่ายหน้าแต่ก็แอบอมยิ้ม อุตส่าห์ไปลักขอจากพ่อแม่มาแกล้งเล่นแบบนี้ เพิ่งพามาวันแรกก็ท่าจะไม่รอดแล้วสิเนี่ย
ทันทีที่จอดรถหน้าศูนย์วิจัยพันธุศาสตร์ของตัวจังหวัด กองพลก็หอบเอกสารเดินเข้าไปด้านใน หลังจากรายงานตัวในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยคนใหม่แล้ว กองพลก็เดินกลับมาที่รถ
ในฐานะศาสตราจารย์และนักวิจัยที่มีชื่อเสียงจากอังกฤษ ทำให้กองพลหรือดร.นัธทวัฒน์ นิธิวาทิน ได้รับกรรมสิทธิ์พิเศษ คือการทำงานอิสระตามสไตล์ที่เจ้าตัวต้องการ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเกิดโรคระบาดในพืชพันธุ์ ถึงตอนนั้นกองพลจะอยู่ในศูนย์วิจัยแทบ24ชั่วโมง
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานั้น กองพลจึงยังคงทำตัวล่องลอย ราวกับคนไม่มีงานมีการทำ ออกมานั่งดื่มกาแฟ คิดอะไรเพลินๆ แต่แล้วเสียงพูดคุยกันของลูกค้าคนใหม่ที่เดินเข้ามา ก็ทำให้ร่างสูงหันไปสนใจ
"ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย" น้ำเสียงงอแงของคนร่างเล็กที่เดินเข้ามาในร้าน ทำให้ชายร่างใหญ่ที่เดินตามแอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แต่ถึงจะนึกรำคาญแค่ไหน ศิระก็ยังคงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"พี่เหนื่อยกับงานน่ะ"
"เหนื่อยกับงานหรือหงุดหงิดที่จอมมาด้วยกันแน่"
"ไม่เอาน่าที่รัก พี่จะหงุดหงิดจอมทำไมล่ะคะ ดีซะอีก เสร็จงานแล้วพรุ่งนี้เราไปเที่ยวกัน" มือใหญ่รีบโอบกอดเอวของคนที่เริ่มหน้างอเอาไว้ ถ้อยคำและกิริยาเอาอกเอาใจทำให้ใบหน้าหวานอมยิ้มเล็กๆ แล้วเดินตามแรงประคองตรงไปที่เก้าอี้ด้านใน
กองพลส่ายหน้ากับบทสนทนาที่ได้ยิน ก่อนจะนั่งเล่นมือถือต่อ แต่สายตาก็ยังจะแอบหันไปมองคู่รักที่กำลังนั่งคุยกะหนุงกะหนิง
เมื่อพิจารณาใบหน้าของชายหนุ่มร่างใหญ่กลับทำให้นึกขึ้นมาได้ กองพลหัวเราะในลำคอเมื่อจำได้แล้วว่าเคยเห็นที่ไหน
"แฟนตามมาคุมนี่เอง" เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองเพราะคิดว่าศิระที่คลอเคลียผู้หญิงอยู่ในร้านเหล้าเมื่อหลายคืนก่อนนั้นคงถูกแฟนจับได้แล้วแน่ๆ แต่พอมองใบหน้าหวานคมของคนตัวเล็กที่กำลังเจื้อยแจ้วนั้น กลับนึกสนใจในรอยยิ้มสดใสนั่นจนเผลอใจสั่น
"ท่าทางก็ไม่น่าจะโง่นี่" พูดกับตัวเองอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าแล้วเลิกสนใจ
ในเวลาหนึ่งทุ่มของวันนั้น ร่างบางกำลังนั่งมองแฟนหนุ่มแต่งตัวเพื่อจะออกไปคุยงานกับลูกค้าที่นัดกันไว้
"อยากไปด้วย" เสียงอ้อนๆ จากคนที่นั่งมองอยู่บนเตียง ทำให้ศิระที่ยืนแต่งตัวหน้ากระจกอมยิ้มแล้วหันมามอง
"พี่นัดคุยงานกับลูกค้า น่าเบื่อจะตาย แล้วยังต้องไปธุระอีกหลายที่ กว่าจะกลับก็คงดึก"
"จอมไปได้"
"แต่พี่ไม่อยากให้เรานอนดึก ทานยาแล้วนอนนะ เดี๋ยวพี่ก็กลับมาแล้ว" เมื่อได้ยินคำสั่ง เจ้าจอมก็เริ่มมีท่าทีบึ้งตึง
"จอมหายมาเป็นปีแล้วนะ เลิกพูดเรื่องกินยาสักที จอมไม่ใช่คนป่วย" ใบหน้าหวานง้ำงอขึ้นทันที แต่นั่นกลับทำให้ศิระยิ้มกว้าง ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้คนที่นั่งหน้างอ ก่อนจะยกสองมือขึ้นโอบกุมพวงแก้มเนียนไว้
"ถึงจะหายแล้ว"
"แต่พี่ก็ห่วง พักผ่อน รอพี่อยู่ที่ห้อง เดี๋ยวพี่ก็กลับมาแล้ว นะคะคนดี"
"ก็ได้ครับ" สุดท้ายก็ต้องยอม เจ้าจอมรับปากเสียงแผ่ว แล้วจ้องมองคนรักด้วยแววตาเหงาหงอย ก่อนจะหลับตาลงเมื่อริมฝีปากนุ่มแตะลงบนหน้าผาก
"เด็กดีของพี่"
เมื่อศิระเดินออกไปแล้ว ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ และเมื่อต้องอยู่คนเดียว เจ้าจอมที่ยังคงนั่งหน้าบึ้งก็ถอนหายใจ
"ไม่ใช่ว่าจอมไม่ไว้ใจพี่นะ แต่พี่ทำให้จอมรู้สึกเอง" แววตาหม่นหมองจ้องมองหน้าจอมือถือ แล้วถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะที่เปิดโปรแกรมติดตาม นั่งมองความเคลื่อนไหวสักพัก จึงได้รู้ว่าคนรักของตน นัดคุยกับลูกค้าที่ไหน
"นัดคุยงาน ทำไมต้องไปนัดที่โรงแรมอื่น คุยที่โรงแรมนี้ก็ได้นี่" คิ้วเรียวขมวดยุ่งทันที ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้องพักไป
อากาศภายนอกไม่ได้ทำให้หนาวเมื่อหัวใจมันร้อนรน ร่างผอมแห้งยืนมองซ้ายมองขวาอยู่หน้าโรงแรมด้วยท่าทางขัดใจ แท็กซี่สักคันก็ไม่มี
เจ้าจอมถอนหายใจอีกครั้ง แล้วมองมือถือของตัวเอง โรงแรมที่ศิระไปคุยงานนั้นอยู่ห่างไปราวสามกิโลเมตร เดินรอแท็กซี่ไปเรื่อยๆ ดีกว่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างเล็กจึงออกก้าวเดิน
