บทที่ 8 ทางที่ต้องเลือก

บทที่ 2

ทางที่ต้องเลือก

ช่วงสายของวันใหม่ แรงกอดกระชับทำให้คนกำลังรู้สึกตัวตื่นเริ่มอึดอัดแต่ก็ยังมีรอยยิ้ม เพราะคิดว่าเป็นคนรักของตน ร่างบางที่สะลึมสะลือจึงแนบแก้มเบียดชิดอกล่ำที่เปลือยเปล่าด้วยความอุ่นใจ แต่พอสักพักกลับฉุกคิดขึ้นได้ เจ้าจอมตกใจรีบผลักร่างสูงออกก่อนจะยกเท้าขึ้นถีบร่างใหญ่ของคนแปลกหน้าเต็มแรง

ตุ๊บ!!!

"โอ๊ย!" แรงปะทะตรงช่วงเอวทำให้ร่างใหญ่กระเด็นตกเตียง กองพลในสภาพบ๊อกเซอร์ตัวเดียวตามสไตล์ นั่งลูบเอวลูบสะโพกป้อยๆ ในขณะที่คนบนเตียงกำลังตื่นตะลึงกับสภาพของตัวเอง

"อ...ไอ้ชั่ว!!!" ร่างบางชี้หน้าด่าพร้อมหอบอุ้มผ้าห่มขึ้นมาห่อตัว

"อื้อฮือ~ ได้รับคำอวยพรแต่เช้า"

"ไอ้สัส!!"

"อืม ใช่ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" ร่างสูงต่อปากด้วยน้ำเสียงยียวน ยิ่งทำให้เจ้าจอมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

"นรก!!! เลว!!!"

"อ่าฮ๊ะ~มีอีกมั้ย"

"มี! ไอ้เวร!! มึงทำอะไรกู!!!มึงทำแบบนี้กับกูได้ยังไง!!! ไอ้ระยำ!!" ทันทีที่พ่นถ้อยคำหยาบคาย ร่างบนเตียงพุ่งเข้าใส่คนที่นั่งเจ็บสะโพกเต็มแรง

"โอ๊ย!!" กองพลร้องลั่นล้มนอนแผ่กลางพื้นห้อง เมื่อเจ้าจอมกระโดดไปนั่งบนหน้าท้องแกร่ง สองมือเล็กบีบคอแล้วเขย่าทำเอาหัวสั่นหัวคลอน

"เพราะมึง!! เข้ามาวุ่นวายกับกู!!"

"โอ๊ย!!"

"ทำเรื่องเหี้ยๆ กับกู!!! เพราะมึง!!! ทำให้พี่ปลื้ม...พี่ปลื้ม.." แรงเขย่าหยุดลงทันทีเพียงแค่นึกถึงใบหน้าของอีกคน ในขณะที่กองพลไอโขลก เจ้าจอมก็เริ่มซึมลง

"หึ นอนกับกูทั้งคืน ตื่นเช้ามาก็คิดถึงผัวที่ห้องซะงั้น แต่เอ๊ะ! ป่านนี้มันจะกลับมารึยังนะ" ร่างสูงยิ้มเยาะ จงใจพูดสะกิดใจให้คนที่หน้าซึมเริ่มคิดหนักอีกครั้ง เจ้าจอมนิ่งไปนิดก่อนจะขยับลุกขึ้นแต่กลับโดนร่างสูงจับล็อกสะโพกไว้ไม่ให้ขยับ

"ตื่นเช้าเหมือนกันเลย" มือใหญ่บีบขยำก้นนุ่มก่อนจะลากมาสัมผัสอะไรบางอย่างที่เริ่มตื่นตัว ทำเอาร่างบางสะดุ้ง ใบหน้าคมอมยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับสายตาที่มองต่ำลง เจ้าจอมก้มลงมองตามสายตานั้น เห็นร่างกายของตัวเองที่กำลังก็ตื่นตัวก็ตาโตแต่ไม่ตกใจเท่าสิ่งที่ตนนั่งทับไว้ เพราะตอนนี้เจ้างูยักษ์ที่หลับสนิทมาทั้งคืนเริ่มตื่นขึ้นมาทักทายก้นนุ่มแล้วน่ะสิ!

มัวแต่โกรธเคือง จึงเผลอลืมไปว่าตนกำลังเปลือยเปล่าและร่างสูงเองก็มีเพียงเนื้อผ้าบางๆ ขวางกั้น เจ้าจอมตกใจหน้าแดงรีบผลักร่างสูงออกแล้วลุกขึ้น

"เพราะมึง!!!!" ร่างบางกระโดดโหยงออกไปคว้าผ้าห่มมาพันตัวทันทีส่วนคนที่ลุกขึ้นนั่งก็ได้แต่หัวเราะขำ

"เพราะกูเหรอ งั้นให้กูรับผิดชอบดีมั้ย เช้าๆ แบบนี้...กำลังดีเลย" คนที่นั่งอยู่บนพื้นมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาโลมเลีย ก่อนจะแกล้งคลานเข้าไปคว้าข้อเท้าเล็ก ทำให้ร่างบางที่ยืนคลุมผ้าห่มนิ่งๆ กระโดดขึ้นเตียงด้วยท่าทางลนลาน

"ไอ้ชั่ว!!!"

"เอาคำอื่นได้มั้ย แต่กูว่า เปลี่ยนจากเสียงด่าเป็นเสียงครางดีกว่า ม่ะ อย่าเสียเวลาเลย" เมื่อร่างสูงแกล้งคลานมาเกาะปลายเตียงแล้วเอื้อมมือหวังจะคว้าข้อเท้าเล็กอีกครั้ง เจ้าจอมก็รีบวิ่งไปยืนที่หัวเตียงด้วยความหวาดกลัว

"หยุดนะ!!เข้ามากูฟาดแน่" ร่างบางรีบคว้าโคมไฟที่โต๊ะข้างหัวเตียงยกขึ้นชี้หน้าขู่ แต่กองพลกลับยิ้มขำ

"กล้าเหรอ" ร่างสูงก้าวขึ้นเตียงด้วยท่าทางคุกคามและทันทีที่เข้าไปใกล้ เจ้าจอมก็ฟาดโคมไฟเข้าใส่เต็มแรง พลั๊วะ!!!

"โอ๊ย!!" กองพลยกมือขึ้นบังใบหน้าได้ทันท่วงที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกโคมไฟฟาดเข้าใส่ช่วงแขนให้เจ็บปวด และเมื่อเห็นอีกคนพลาดท่า เจ้าจอมก็โยนโคมไฟใส่ แล้วรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปส่วนคนที่ตั้งใจปล่อยให้หนีก็ได้แต่นั่งกุมแขนของตัวเอง ร่างสูงมองตามด้วยสีหน้าเจ็บปวด ในแววตาเต็มไปด้วยความขัดเคืองแต่ลึกๆ แล้วกลับถูกใจคุณหนูป่าเถื่อนคนนั้นจนเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว

"หึหึ เจออีกเมื่อไหร่ ไม่ปล่อยไปแน่"

หลังจากวิ่งออกมาจากห้องพักของคนแปลกหน้า จนได้มายืนอยู่ข้างถนนหน้าคอนโด เจ้าจอมก็เริ่มมองซ้ายมองขวา เพราะความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ทำให้ร่างบางเริ่มหน้างอ ทั้งหวาดกลัว ทั้งนึกขัดใจ

"อยู่ส่วนไหนของเชียงใหม่ว่ะเนี่ย" มือขาวหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง ที่ยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วกดเบอร์ศิระ ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะกดโทรออก แต่จู่ๆ กลับเปลี่ยนใจ ร่างบางเม้มปากแน่นก่อนจะขยับคอเสื้อ แล้วก้มลงมองหน้าอกของตัวเอง ร่องรอยสีแดงช้ำมากมายทำให้ต้องถอนหายใจ เจ้าจอมกดลบตัวเลขทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นค้นหาเบอร์โทรเรียกแท็กซี่แทน

ในบ้านหลังใหญ่ของเพื่อนสนิท ร่างสูงของกองพลยังคงเดินยิ้มแย้มทักทายแม่บ้านก่อนจะเดินไปหาเพื่อนที่กำลังนั่งเคลียร์บัญชีรายจ่ายประจำเดือนของรีสอร์ต

"ไปทำอะไรมาวะ" สปายขมวดคิ้วถามเมื่อเห็นแขนข้างซ้ายของเพื่อนพันผ้ายืดสีครีมที่มีกลิ่นยาฉุน

"อะไร"

"ก็แขนของมึงเนี่ย พันผ้ายืดทำไม หรือว่าโง่ ไปฟาดอะไรมา" กองพลหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน ทำให้นึกถึงคุณหนูหน้าโง่คนนั้นขึ้นมา แต่สปายกลับยิ่งขมวดคิ้ว

"อะไรวะ กูถามเพราะเป็นห่วง มึงจะมาหัวเราะทำไมเนี่ย"

"ก็เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่แมวมันข่วนเอาน่ะ" พอนึกถึงลูกแมวที่หวาดกลัวแต่กลับสู้คน กองพลก็อมยิ้มเล็กๆ แล้วเริ่มมองไปรอบบ้าน

"แล้วนี่น้องปอนด์ของกูไปไหน"

"ของใครนะ"

"หึหึ ของกูไง ไปไหนซะล่ะ"

"จะถามทำไม ว่าแต่มึงเถอะ เมื่อคืนหายหัวไปไหนมา ไหนบอกจะรอที่ร้านไงวะ กูไปหาก็ไม่เจอ" เมื่อเพื่อนจอมเจ้าชู้สอดส่ายสายตามองหาหนุ่มน้อยที่อยู่ร่วมชายคา สปายก็เปลี่ยนเรื่องชวนคุย ร่างสูงจึงได้แต่ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขำ

"กูไปอีกร้านหนึ่ง" กองพลพูดเพียงแค่นั้นแต่ไม่คิดจะบอกว่าไปเจอเรื่องสนุกมา

"อะไรของมึงวะพล แล้วทำไมไม่โทรบอกกู แม่งปล่อยให้รอ โทรไปก็ไม่รับ"

"เออน่ะ พูดมาก หิวข้าวมีอะไรให้กินมั้ย"

"ไปดูเอาเอง" กองพลพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องครัวในบ้านของเพื่อนอย่างคุ้นเคย ส่วนสปายก็ได้แต่มองตามเพื่อนที่เดินเข้าห้องครัวด้วยความสงสัย

"แขนมันไปโดนอะไรมาวะ"

ทางด้านเจ้าจอม เมื่อก้าวเข้ามาในห้องพักของโรงแรมได้ ก็ต้องยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้อง ร่างบางเม้มปากแน่นก่อนจะยกมือขึ้นแตะประตู แต่ไม่ทันจะเอื้อมถึง คนในห้องก็เปิดออกมาเสียก่อน ศิระมองคนรักด้วยแววตาตระหนกเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจ

"จอม! หายไปไหนมา! พี่เป็นห่วงแทบแย่โทรไปก็ไม่รับ" ร่างบางที่ถูกดึงเข้าไปกอดตัวแข็งทื่อก่อนจะค่อยๆ ซบหน้าลงบนบ่ากว้าง หัวใจดวงน้อยกำลังร้าวราน เจ้าจอมน้ำตาคลอ ไม่ได้รู้สึกผิดที่ไปหลับนอนกับคนแปลกหน้าเพราะรู้ร่างกายของตนเองดีว่าไม่ได้ถูกล่วงเกิน แต่ที่เศร้าโศกเพราะคำโกหกที่อีกคนกำลังป้อนให้

ไม่มีการโทรหา โทรตามเหมือนที่เจ้าตัวว่า เจ้าจอมรู้ดีว่าในค่ำคืนที่ผ่านมา ศิระคงไปถึงไหนต่อไหนกับผู้หญิงในผับคนนั้น และเพียงแค่กลิ่นน้ำหอมของเจ้าตัวกับสภาพเตียงนอนที่ปูผ้าเรียบร้อยก็รู้แล้วว่า ศิระเองก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องนี้เหมือนกันหรือบางทีอาจจะเพิ่งกลับมาถึงห้องด้วยซ้ำ

หนึ่งเดือนต่อมา ทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่กลับเป็นชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดเพราะตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่ในวันนั้น เจ้าจอมก็เปลี่ยนไป ไม่ออดอ้อน ไม่คลอเคลียเหมือนที่เคยทำ และที่ไม่เหมือนเดิม คือร่างเล็กแทบไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัวเลย

"พี่ปลื้ม ปล่อย" ทันทีที่มือใหญ่วางพาดเข้ากอดเอว ร่างบางที่นอนหันหลังให้ก็ยกแขนนั้นออกทำให้ศิระนึกขัดใจ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจหงุดหงิดก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแล้วยกแขนขึ้นกอดร่างบางอีกครั้ง

"ที่รักคะ เราไม่ได้กอดกันมาเป็นเดือนแล้วนะ" เสียงทุ้มออดอ้อนพร้อมกับหอมแก้มนุ่มแผ่วเบา ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้าจอมคงเขินหน้าแดงแล้วยอมตามใจ แต่ครั้งนี้กลับรู้ขยะแขยง รังเกียจร่างกายที่ไม่ได้มีแค่เขาที่เป็นเจ้าของ ตราบใดที่ศิระยังนอกกาย เจ้าจอมก็จะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้สัมผัสอีก

"พี่ก็ไม่เคยอดอยู่แล้วนี่"

"จอม!" เพราะเจ้าจอมไม่เคยยอกย้อนแบบนี้ ศิระจึงได้ตกใจหน้าตื่น ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

"จอมรู้สึกไม่สบายอ่ะ ขอโทษนะครับ"ร่างเล็กยกแขนล่ำออกจากตัวอีกครั้ง ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามด้วยท่าทางขัดใจ

"ทำตัวน่าเบื่อขึ้นทุกวัน!" ศิระหัวเสียอย่างถึงที่สุด มือใหญ่กำหมัดแน่นก่อนจะคว้าหมอนแล้วโยนลงพื้น ระบายอารมณ์หงุดหงิดที่มี

ช่วงสายของวันหนึ่ง ในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังใหญ่ สองเพื่อนซี้กำลังพูดคุยกันแต่แล้วโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกลับสั่นครืนเพราะมีข้อความส่งเข้ามา แต่กลับไม่ได้ทำให้คนที่ยืนโปรยอาหารเม็ดหลากสีลงในตู้ปลาจะสนใจเลยสักนิด กองพลยังคงยืนโปรยอาหารปลาทีละเม็ด ทีละเม็ด จนสปายที่มองอยู่นึกรำคาญ

"ข้อความเข้าหลายครั้งแล้วนะพล"

"ช่างมัน"ร่างสูงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ ทำเอาเพื่อนตัวโตนึกขัดใจ

"กูไม่เข้าใจมึงเลยนะพล เล่นเหี้ยอะไรของมึงวะ ไอ้ทัพโทรมามึงก็ไม่รับ ส่งข้อความมามึงก็ไม่อ่าน" กองพลหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเทอาหารในมือลงตู้ปลาจนหมด ร่างสูงถอนหายใจเล็กน้อยแล้วเริ่มพูดในสิ่งที่ตั้งใจทำ คือการปล่อยให้คับฟ้ากลับไปอยู่กับพ่อที่แท้จริง สปายฟังเพื่อนที่พูดความในใจด้วยสีหน้ากังวลก็พลอยนึกห่วง กองพลเป็นคนใจแข็งและเด็ดขาดไม่แพ้กองทัพนักหรอก จะมีก็เพียงแค่การแสดงออกที่ต่างกันและในเมื่อได้ตัดสินใจทำอะไรแล้วก็คงไม่คิดจะเปลี่ยนใจ

"มึงไม่ต้องห่วงกูหรอกน่ะปาย ทุกอย่างที่กูทำกูไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน ว่าแต่มึงเถอะ เด็กที่มึงพามาด้วยล่ะ" เมื่อกองพลเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุย สปายก็ได้แต่ชักสีหน้าใส่

"กูขังไว้ในห้องที่รีสอร์ต"

"มึงนี่นะ ไปขโมยลูกชาวบ้านเขามา ระวังตัวไว้เถอะ" ขู่เพื่อนพร้อมกับมองด้วยแววตาล้อเลียน สปายเองก็ยักคิ้วให้เมื่อเพื่อนซี้รู้ทัน หลายชั่วโมงต่อมา กองพลยังคงนั่งๆ นอนๆ ใช้ชีวิตไร้สาระอยู่ในห้องเพื่อน ส่วนสปายก็ออกไปรับเด็กหนุ่มที่รีสอร์ตเพื่อพามาเก็บของเตรียมกลับบ้านที่กรุงเทพเพราะปังปอนด์ต้องกลับไปเรียนต่อ และหลังจากเพื่อนรักกลับไปกรุงเทพแล้ว กองพลก็ได้แต่นั่งเซ็งนอนเซ็งอยู่ในห้องของตัวเอง ทั้งๆ ที่มีงานทำ แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้นึกสนใจอะไรเลย


"เลิกเรียนแล้วกลับมาที่นี่" คำสั่งเสียงเข้มของชายหนุ่มเจ้าของบ่อนพนันที่กำลังนั่งจ้องหน้าทำให้ปังปอนด์ชักสีหน้าใส่ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร พ่อกับแม่ถึงได้ยกตัวเองให้มาทำงานใช้หนี้ ทำให้ชีวิตเป็นละครน้ำเน่าไปได้ แล้วเป็นหนี้เมื่อไหร่ เป็นตอนไหน มากแค่ไหน ปังปอนด์ก็ไม่รู้อะไรเลย

"แล้วกูมีที่อื่นให้ไปมั้ยล่ะ!!" เมื่อเด็กหนุ่มเถียงหน้างอ เฮียปายของบรรดาลูกน้องในบ่อนก็หัวเราะในลำคอ

"หึหึ ไปได้แล้วแต่กูไม่ไปส่งนะ"

"กูก็ไม่ได้ขอ!!" ปังปอนด์หน้างอ รู้สึกขัดใจที่สปายไม่ไปส่งแล้วยังจะให้กลับเอง ร่างเล็กสะพายเป้ขึ้นพาดบ่า เตรียมเดินออกจากห้องทำงาน แต่แล้วคนที่นั่งอมยิ้มกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"วันนี้กูต้องเคลียร์บัญชีในบ่อน"

"กูไม่ได้ถาม"

"กูอยากบอก เพราะกูจะให้มึงไปเรียนเองแค่วันนี้วันเดียว"

"หมายความว่าไง!!"

"หึหึ ดีใจเหรอ"

"ค..ใครดีใจ! มั่ว!!!" เด็กน้อยที่เผลอยิ้มเลิ่กลั่กหน้าตื่นเมื่อถูกจับความรู้สึกได้ ปังปอนด์จึงรีบเดินออกไปจากห้องทันที สปายที่มองตามเด็กน้อยก็ยิ้มมุมปากและเมื่อปังปอนด์เดินออกไปแล้ว ชายหนุ่มก็เก็บเอกสาร เตรียมตัวเข้าไปดูธุรกิจสีเทาของตัวเอง ที่อยู่ตึกข้างๆ ทันที

ภายในห้องที่เต็มไปด้วยอบายมุข ชายร่างใหญ่ผู้เป็นเจ้าของกำลังเดินหน้านิ่งเข้าไปด้านในพร้อมด้วยลูกน้องสองคนซ้ายขวาและเมื่อเห็นเจ้านายเดินเข้ามา เหล่าการ์ดอีกหลายคนที่คอยดูแลพื้นที่ภายใน ต่างก็กรูกันเข้ามารับคำสั่งและรายงานความเคลื่อนไหวอย่างเช่นทุกวัน หลายชั่วโมงต่อมา เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี บรรดานักเสี่ยงโชคก็เริ่มทยอยกันเข้ามามากขึ้น สปายยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเด็กน้อยเลิกเรียนกลับมาตามคำสั่ง

"อ่ะ กุญแจห้อง ทำอาหารเย็นรอด้วยนะ" เมื่อปังปอนด์เดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็โยนกุญแจห้องให้ ปังปอนด์จึงรีบคว้าไว้

"เดี๋ยวก็แดกไม่ได้"

"ทำไปเถอะน่ะ" แค่เดินเข้ามารายงานตัว กลับถูกสั่งให้ทำอาหารเย็นซะงั้น ปังปอนด์เบ้ปากเมื่อสปายยืนยันจะให้ทำอาหารให้ได้

"สักพักเดี๋ยวกูตามไป" ปังปอนด์เบ้ปากใส่อีกครั้งแล้วเดินออกไป สปายมองตามด้วยรอยยิ้มหนุ่มน้อยที่ดูจะดื้อรั้น แต่แท้จริงแล้วกลับว่าง่ายซะจนน่าเอ็นดู เมื่อปังปอนด์เดินออกไปแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็เริ่มเดินทักทายลูกค้าประจำหลายคนที่เข้ามาเสี่ยงดวง โดยเฉพาะลูกค้าประจำคนสำคัญ

"ไงครับ คุณศิระ"

"กำลังมือขึ้นเลยครับ"

"หึหึ ขอให้โชคดีนะ" คำอวยพรราวกับคำสาปแช่งเมื่อหลายชั่วโมงต่อมา ศิระเริ่มดวงตก

ในมุมหนึ่งของห้องกว้าง เฮียปายยืนกอดอกอยู่กับการ์ดสองคน สายตาก็คอยมองไฮโซผีพนันเข้าสิงที่เริ่มยืนหน้าซีด เพราะตอนนี้คนที่บอกมือขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั้น กำลังเหงื่อตกเพราะหมดตัว

"หึ ไปยื่นข้อเสนอให้มันสักล้านสิ" ร่างสูงเอ่ยคำสั่ง ทำให้การ์ดสองคนรับคำ แล้วเดินเข้าไปหาศิระ และเพียงไม่กี่นาทีสปายก็ได้แสร้งยิ้มเป็นมิตร เมื่อไฮโซหนุ่มหันมาส่งยิ้มพร้อมก้มหัวเป็นการขอบคุณ ในที่สุดก็ได้ลูกหนี้คนเดิมกลับมาอยู่ในกำมืออีกครั้งและหลังจากได้เครดิตจากเจ้าของบ่อนแล้ว ศิระก็เริ่มแก้มือครั้งแล้วครั้งเล่า ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน เครดิตที่ได้ก็กลายเป็นหนี้ก้อนโต ต่อให้เล่นชนะอีกกี่ครั้งก็ใช้หนี้ไม่หมดในเวลาหนึ่งวัน

"โถ่ คุณปายคุณไม่ต้องกลัวหรอกว่าผมจะไม่มีจ่ายคุณน่ะ แต่ผมขอเวลาแค่สามวันรับรองผมได้เงินมาใช้หนี้คุณแน่ๆ" เป็นไปตามที่คิดไว้ สปายยิ้มมุมปากแล้วจ้องมองไฮโซหนุ่มด้วยแววตาเยาะเย้ย ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอแล้วส่ายหน้าช้าๆ

"หึหึ พูดเป็นเล่นน่าคุณศิระ ผมให้เครดิตคุณวันนี้คุณก็ต้องเล่นคืนผมวันนี้สิ"

"เงินตั้งสิบล้าน ผมขอเวลาอีกสักวันสองวันนะ"

"หึหึหึ" เฮียปายของทุกคนหัวเราะเสียงเย็นแบบนี้ ทำให้การ์ดตัวล่ำที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้หน้าที่ทันที

"พวกมึง พาคุณเขาไปส่งหน่อยนะ ส่งให้ถึงที่ล่ะ" ศิระหน้าตื่น เมื่อโดนเหล่าการ์ดของบ่อนเดินเข้ามาประกบซ้ายขวา พร้อมกับคว้าต้นแขนทั้งสองข้างจับเอาไว้แน่น แต่ก่อนที่จะถูกหิ้วออกไป ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็เดินเข้ามา

"เขาเป็นหนี้คุณเท่าไหร่" น้ำเสียงเรียบนิ่งที่คุ้นหูของผู้มาใหม่ ทำให้ศิระหันไปมอง แล้วก็ต้องตกใจกับคนที่ไม่ได้พบเจอมาหลายปี

"ฮ..เฮียใหญ่!!" ใหญ่ หรือนิธิศ ลูกเขยคนโปรดของเจ้าสัวสรัณหันมองชายตรงหน้าด้วยแววตานิ่งดุ ทำให้ศิระหลบสายตาแต่ก็ยังกำหมัดแน่น เขาเกลียดผู้ชายคนนี้พอๆ กับที่เจ้าจอมเกลียด แต่เพื่อเอาตัวรอดจึงต้องยอมอยู่เฉยและก้มหัวให้ สปายมองผู้มาใหม่อย่างพินิจก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่กลับแฝงแววตาแข็งกร้าวไม่ต่างกัน

"สิบล้าน รวมค่าเสียเวลาก็..สิบห้า แต่วันนี้ผมอารมณ์ดีลดให้เหลือสิบสองแล้วกัน"

"เฮ้ย! มันไม่ใช่ที่ตกลงกันไว้นี่!!" เมื่อรู้ว่าเฮียหน้าเข้มวัยสามสิบสี่ปีเจ้าของบ่อนเริ่มเล่นตุกติก ศิระก็เริ่มโวยวาย แต่สปายกลับส่งยิ้มแล้วพูดด้วยท่าทางสบายอารมณ์

"เราตกลงจ่ายก่อนบ่อนปิดไม่ใช่รึไง ดูเวลาหน่อยสิครับ ผ่านมากี่นาที ผมคิดดอกเบี้ยแค่นี้ก็ถือว่าใจดีมากแล้วนะกับผีพนัน...ไม่สิ..ลูกค้ากิตติมศักดิ์อย่างคุณ" รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาเยาะเย้ยถูกส่งไปให้ ทำเอาไฮโซหนุ่มฮึดฮัดขัดใจ

"แต่นี่มันเกินไป!"

ปึก! เช็คเงินสดสิบห้าล้านถูกวางลงบนโต๊ะ จากฝีมือของนิธิศทำให้ศิระหยุดพูดทันที ส่วนสปายก็ยกยิ้มอีกครั้งก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาพัดโบกไปมา

"เด้งรึเปล่านะ"

"คุณน่าจะรู้จักผมดี" เมื่อถูกชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวพูดจายียวน นิธิศก็เริ่มมีสีหน้าบึ้งตึงแต่สปายก็ยังคงหัวเราะได้อย่างไม่นึกเกรงกลัว

"หึหึ ครับ คุณนิธิศ ผมรู้จักคุณดีเลยล่ะ" ลูกเขยคนเก่งที่เจ้าสัวสรัณทั้งรัก ทั้งไว้ใจและภูมิใจนักหนา นักธุรกิจในเงามืดอย่างนิธิศใครบ้างจะไม่รู้จัก

ภายในห้องนอนของคอนโดหรู ร่างผอมบางยังคงนอนหลับพริ้ม ไม่ได้รู้สึกตัวตื่นเลยสักนิดจึงไม่ได้รู้เลยว่า คนที่รักและไว้ใจไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรมา ร่างใหญ่ของศิระยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงที่เดิม พร้อมกับจ้องมองคนรักด้วยแววตาสับสน ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วเริ่มคิดหนักก่อนจะคว้ามือคนที่นอนหลับแล้วเขย่าปลุก

"จอมครับ จอม"

"อื้อ ...พี่กลับมาแล้วเหรอ" ร่างบางงัวเงียขึ้นตื่น ท่าทางเหมือนเด็กน้อยทำให้ศิระยิ้มแล้วมองด้วยแววตารักใคร่

"ครับ พี่กลับมาแล้ว"

"กี่โมงแล้วเนี่ย ทำไมวันนี้เลิกงานดึกจัง" เพราะศิระออกไปทำงานตั้งแต่เช้าและโทรมาบอกว่านัดคุยกับลูกค้าต่อ เจ้าจอมจึงเข้านอนโดยไม่รอ ร่างเล็กอ้าปากหาวหวอดก่อนจะขยี้ตาด้วยท่าทางน่าเอ็นดู ศิระมองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้มแต่ในใจกลับกำลังร่ำร้อง ก่อนจะตัดสินใจคว้าตัวคนรักมากอดไว้แน่น

"ขอโทษนะ พี่ขอโทษ…"

"อะไรครับ ขอโทษทำไม" ร่างบางดันอกกว้างออกแล้วจ้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

"เอ่อ...ขอโทษที่พี่ต้องเคลียร์งานต่อน่ะคงยังนอนตอนนี้ไม่ได้ จอมนอนต่อเลยนะ อีกสักชั่วโมงเดี๋ยวมานอนให้กอด"

"ก็เช้าก่อนพอดี" น้ำเสียงกระเง้ากระงอดทำให้ได้หัวเราะขำ

"หึหึ หลับตาเร็ว" รีบเปลี่ยนประเด็นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พร้อมกับจับตัวคนในอ้อมกอดให้ล้มตัวลงนอน เจ้าจอมทำตามอย่างว่าง่าย และเพราะง่วงนอนอยู่แล้ว ร่างบางจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว ศิระถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อมองดูใบหน้าของคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปี แต่ถึงจะรักและผูกพันแค่ไหน ก็ไม่มีคนโง่ที่ไหนหรอก ที่จะไม่รักตัวเอง และศิระก็เป็นคนที่รักตัวเองมากกว่าใคร ใช้หนี้แทนสิบห้าล้าน แล้วยังให้เงินสดติดตัวอีกห้าล้าน แลกกับการส่งตัวเจ้าจอมกลับบ้าน คนเห็นแก่ตัวอย่างศิระ ทำได้อยู่แล้ว แต่จะเกลี้ยกล่อมยังไงให้เด็กคนนี้ยอมกลับบ้านกันล่ะ

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอน ทำให้คนที่ตื่นง่ายสะดุ้งแล้วรีบคว้ามาดู กองพลที่งัวเงียหยิบเครื่องมือสื่อสารมากดอ่านก่อนจะตกใจจนต้องลุกขึ้นนั่ง ข้อความที่ได้รับจากน้องชายฝาแฝด คือเรื่องราวของคับฟ้า เรื่องที่เขาเก็บเป็นความลับมาสิบกว่าปี บัดนี้กลับถูกเปิดเผยเสียแล้ว ร่างสูงรีบลุกจากเตียง คว้าผ้าขนหนูวิ่งเข้าห้องน้ำ เตรียมตัวกลับกรุงเทพโดยด่วนที่สุด

หลายวันต่อมา หลังจากกลับไปพักอยู่กับกองทัพ เพื่อเคลียร์ปัญหาของครอบครัวที่คาราคาซังมาสิบกว่าปีเสร็จแล้ว กองพลก็ตีตั๋วกลับเชียงใหม่ แต่ก่อนจะกลับก็ขออยู่เที่ยวสักวันแล้วกัน เพราะฉะนั้นในคืนก่อนกลับ กองพลจึงออกตะลอนเที่ยวตามประสา แต่แล้วในขณะที่กำลังนั่งฟังเพลงจิบเบียร์อยู่ในผับ เสียงของสองคนที่นั่งคุยกันเสียงดังอยู่โต๊ะด้านหลัง ทำให้ต้องขมวดคิ้ว ถึงจะไม่อยากฟังแต่ก็ได้ยินทุกบทสนทนา

" ทำไมน้องจอมยังไม่ยอมกลับบ้านอีกวะ!" นิธิศจ้องมองศิระด้วยแววตาดุกร้าว ทำให้ชายหนุ่มรีบหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง

"ผม..คือ"

"หึ ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ถอยออกมา กูจะพาจอมกลับบ้านเอง"

"ไม่! ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมจะไม่ยอมให้จอมกลับไปตกนรกแน่"

"ตกนรกเหรอ? หึหึ งั้นมึงก็เตรียมตัวลงนรกไปแทนแล้วกัน" ทันทีที่พูดจบ ลูกน้องสองคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็ลุกขึ้นมานั่งประกบซ้ายขวาทันที ศิระหน้าตื่นเมื่อร่างของชายฉกรรจ์สองคนที่นั่งประกบ ยื่นอาวุธแหลมคนจี้เข้าที่เอวและออกแรงกดผ่านเนื้อผ้า

"อย่า!!" ศิระเผลอร้องลั่นด้วยความตกใจ ทำให้นิธิศหัวเราะเยาะเบาๆ แล้วพูดขึ้นเสียงเข้ม

"วันไหน"

"ขะ...ขอเวลาอีก แค่เดือนเดียว แล้วผมจะพาจอมไปส่งคุณ"

"นานเกินไป กูรอไม่ไหวหรอกนะ"

"ต้องให้ผมเกลี้ยกล่อมหน่อยสิ คุณก็รู้ว่าเจ้าจอมไม่ฟังใคร" เมื่อเหตุผลของศิระฟังขึ้น นิธิศก็นิ่งไป ก่อนจะถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด

"กูให้เวลาหนึ่งสัปดาห์ ถ้ามึงไม่พาเจ้าจอมกลับมาหากู รู้นะว่าจุดจบของมึงจะเป็นยังไง"

"กะ...ก็ได้! แต่ต้องแลกกับเงินยี่สิบล้านแล้วผมจะไปจากเมืองไทย" เพราะคงทนรับรู้ชีวิตของเจ้าจอมหลังจากนี้ไม่ได้ ศิระจึงตัดสินใจพูดออกไป และประโยคนั้นก็ทำให้นิธิศยกยิ้ม

"หึ คิดจะขายให้กูรึไง" เพราะการต่อรองของศิระที่แลกด้วยเงินจำนวนมหาศาล ไม่ต่างจากการขายเจ้าจอมให้เขาเลยสักนิด

"คุณก็อยากได้อยู่แล้วนี่" นิธิศหัวเราะเมื่อได้ยิน ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มแล้ววางลงเสียงดังพร้อมกับพูดด้วยแววตาจริงจัง

"ตกลง! พาตัวน้องจอมมาให้กู แล้วมึงจะได้ยี่สิบล้าน"

กองพลที่นั่งฟังเงียบๆ ก็ได้แต่นึกสงสัย แต่พอได้ยินบทสนทนาทั้งหมดกลับต้องขบกรามแน่น เมื่อเข้าใจแล้วว่าบทสนทนานั้นคือการซื้อขายใครบางคน ไม่ต่างจากการค้ามนุษย์เลยสักนิด ร่างสูงหันไปมองคนทั้งคู่แล้วก็ต้องตกใจ ก่อนจะยิ้มขำเมื่อเห็นว่าเป็นคนที่จำได้ดี

"หึ สุดท้ายก็ขายเมียกินสินะ" ร่างสูงบ่นพึมพำแล้วยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่ม ก่อนจะส่งยิ้มให้พีอาร์สาวสวยที่เดินเข้ามานั่งเป็นเพื่อน และเลิกสนใจเรื่องนี้ไป

"พี่ปลื้มไม่ไปทำงานเหรอครับ" หลายวันมาแล้วที่ศิระทำตัวผิดปกติ นอกจากจะไม่ไปทำงานแล้ว ชายหนุ่มยังคอยดูแล เอาอกเอาใจ จนคนช่างสังเกตนึกสงสัย

"พี่อยากอยู่กับจอม"

"หืม? ผิดปกตินะเนี่ย ทุกครั้งพี่บอกติดงานตลอด"

"ตอนนี้เคลียร์หมดแล้ว พี่อยากอยู่กับจอมให้นานที่สุด"

"ทำไมพูดแบบนี้ล่ะครับ"

"เอ่อ...จอม คือพี่…" ศิระเริ่มลังเลอีกครั้งเมื่อต้องเล่าความจริงให้คนตัวเล็กฟัง

"คือพี่...พี่ว่าจอมกลับบ้านหน่อยดีมั้ย" แต่ในที่สุดก็พูดออกไป และประโยคที่ตัดสินใจพูดออกไปก็ทำให้ร่างบางเริ่มใจสั่นด้วยความหวั่นกลัว

"พ...พี่ปลื้ม!! พี่ก็รู้ว่าจอมออกมาเพราะอะไร!!"

"ใจเย็นๆ จอม พี่ก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง เผื่อจอมอยากกลับไปอธิบายไง" เมื่อเห็นแววตาตื่นตระหนก ชายหนุ่มก็เริ่มเกลี้ยกล่อมให้อีกคนใจเย็น แต่กลับดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล

"ต้องอธิบายกับใคร? ไม่มีใครฟังจอมหรอก ไม่มีใครเชื่อจอม!!"

"แต่พี่ว่าลอง"

"ทำไมถึงอยากให้จอมกลับบ้านทั้งๆ ที่พี่เป็นคนพาออกมาเอง!!" ร่างบางตะคอกถามน้ำตาคลอ สีหน้าหวาดกลัวและแววตาผิดหวัง ทำให้ศิระเริ่มรู้สึกผิด

"พี่ขอโทษ….."

"ขอโทษทำไมครับ พี่ไปทำอะไรมา"

"คือ...เฮียใหญ่เขา"

"อย่าพูดชื่อนี้!!! จอมเกลียด! และจอมก็จะไม่กลับไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีก!!!" ร่างบางยกมือขึ้นปิดหู สื่อให้เข้าใจว่าไม่อยากรับรู้ไม่อยากได้ยิน ศิระสบตากับแววตาปวดร้าวที่มองมาด้วยความรู้สึกเจ็บหน่วงในอก ก่อนจะคว้าตัวร่างบางเข้ามากอดเอาไว้แน่นแล้วเริ่มเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง ถึงยังไง เขาก็ต้องพาเจ้าจอมกลับบ้านให้ได้

"แต่คุณป๊าของจอมท่านเป็นห่วง ท่านอยากให้จอมกลับบ้านนะครับ"

"จอมตัวคนเดียว!!! จอม...ฮึก จอมมีแค่พี่ เป็นครอบครัวคนเดียวของจอม" น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยขึ้น และนั่นยิ่งทำให้ศิระเริ่มกังวล หากส่งเจ้าจอมกลับบ้าน ก็ไม่ต่างจากฆ่าให้ตายทั้งเป็นหรือว่าจะพาหนีไปด้วยกันเหมือนเมื่อห้าปีก่อนที่เคยพาหนีออกมา แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ศิระก็ตัดสินใจเลือกไม่ได้สักทาง


บทก่อนหน้า
บทถัดไป