บทที่ 9 ทางที่เลือกเอง

บทที่ 3

ทางที่เลือกเอง

เมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่นัดไว้มาถึง ศิระก็เริ่มร้อนรน มือใหญ่กำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น ข้อความข่มขู่ของนิธิศทำให้ศิระเริ่มหวาดกลัว

ตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้นเมื่อห้าปีก่อน นิธิศก็ไม่เคยมาวุ่นวายเลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้อยากให้เจ้าจอมกลับบ้านนัก ศิระเริ่มกังวลจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร ถึงแม้จะโทษตัวเองที่งี่เง่าและเห็นแก่ตัว แต่ศิระก็ต้องเอาตัวรอด

 'อย่าคิดว่าครั้งนี้ มึงจะพาเจ้าจอมหนีไปไหนได้อีก' นี่คือคำขู่ครั้งสุดท้ายที่ถูกส่งมา ทำให้ร่างใหญ่ได้แต่นั่งขมวดคิ้วหน้าเครียดส่วนร่างบางที่สังเกตอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มสงสัย

"พี่ปลื้มครับ พี่ปลื้ม!!" เมื่อเรียกครั้งแรกไม่ได้ยิน ร่างบางก็ตะโกนเสียงดัง ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก

"ทำไมต้องตกใจแรงขนาดนี้ คิดอะไรอยู่เหรอครับ"

"คือ...เปล่าหรอก ไปดูหนังกันมั้ย" จู่ๆ ศิระก็เอ่ยชวน ทำเอานึกแปลกใจ

"วันก่อนก็ไปมาแล้วนี่ครับ"

"แล้วจอมอยากไปเที่ยวไหน พี่จะพาไป"

"อืมม...ไม่รู้สิครับ ต่างจังหวัดก็ไปบ่อยแล้ว จอมอยากทำงานมากกว่า ไม่อยากอยู่เฉยๆ แบบนี้" เมื่อได้ยินที่เจ้าจอมเอ่ยบอก ศิระก็นิ่งคิดไปเล็กน้อย และในที่สุดก็คิดหาข้ออ้างเพื่อจะหลอกให้เจ้าจอมไปเจอกับนิธิศได้

"งั้น...เอ่อ...บ่ายนี้พี่นัดลูกค้าไว้ ไปด้วยกันมั้ย" ชายหนุ่มถามอย่างไม่มั่นใจนัก แต่ร่างบางกลับยิ้มแป้นด้วยความดีใจ

"ได้เหรอครับ!! ปกติพี่ไม่ยอมให้จอมไปด้วยเลยนะ"

"ก็พี่กลัวที่รักเบื่อไงครับ แต่วันนี้พี่จะพาจอมไปด้วยกัน" เอ่ยถ้อยคำที่แฝงความนัยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยที่เจ้าจอมไม่ทันสังเกตเห็นและศิระเองก็ไม่ได้รับรู้เลยว่า ใบหน้าสดใสนั้นในแววตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เพราะศิระเผลอตัว ลืมวางมือถือไว้ให้เจ้าจอมได้แอบกดเช็ค ร่างบางจึงได้รู้ว่าข้อความนั้นมาจากใคร เจ้าจอมไม่ใช่คนโง่ และรู้ดีว่าศิระกำลังจะทำอะไร เพียงแค่ไม่รู้เหตุผลที่อีกคนทำ

"แล้วพี่ปลื้มนัดคุยกับลูกค้าที่ไหนเหรอครับ"

"โรงแรมAPน่ะ"

"โห อยู่ตั้งไกล จอมไม่ได้ไปเกะกะพี่หรอกใช่มั้ย" ถึงจะพูดแบบนั้นแต่แววตากลับออดอ้อนอยากไปด้วย ศิระจึงได้แต่หัวเราะเบาๆ

"ไม่หรอกครับ หรือจอมจะรอพี่ในรถก็ได้"

"ไม่เอาอ่ะ อยากไปนั่งดูพี่คุยกับลูกค้า" ร่างเล็กรีบตอบกลับด้วยท่าทางสดใสแต่กิริยานั้นกลับทำให้ศิระรู้สึกกังวลใจ แต่แท้จริงแล้ว เจ้าจอมก็แค่ปั้นหน้ายิ้ม แสร้งทำตัวร่าเริงเพื่อต้องการให้คนรักตายใจเพราะเพียงแค่อยากรู้เหตุผลที่ศิระทำ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในล็อบบี้ของโรงแรม ศิระยังคงนั่งรอเวลาอย่างใจเย็น แต่ลึกๆ แล้วกลับร้อนรนและสับสนจนแทบอยากหนีไปให้ไกล

แต่ในเมื่อได้ตัดสินใจแล้ว จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็คงไม่ทัน เจ้าจอมเองก็นั่งมองแก้วน้ำเงียบๆ แต่ในสมองกลับคิดไปต่างๆ นานา และเมื่อสังเกตเห็นบางอย่าง หัวใจดวงน้อยก็สั่นระรัวด้วยความหวาดกลัว

 แก้วน้ำที่ถูกนำมาเสิร์ฟสองแก้วมีบางอย่างผิดปกติ น้ำในแก้วของเขามีรอยไอน้ำบนปากแก้วเหมือนมีคนเขย่าแก้ว เพื่อชงอะไรบางอย่าง จากประสบการณ์เลวร้ายที่เคยเจอมา เจ้าจอมจึงเริ่มระแวงและตัวสั่นนิดๆ ถึงจะเตรียมใจไว้แล้ว ว่าต้องได้เจอคนที่ไม่อยากเจอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหวั่นใจ

"ที่รักครับ จอม...จอมครับ!!" ร่างบางสะดุ้งเฮือก แล้วละสายตาจากแก้วน้ำหันมาจ้องหน้าคนรัก

"ค..ครับ"

"เป็นอะไร"

"เอ่อ...ลูกค้าของพี่ใกล้มาถึงรึยังครับ" ร่างบางรีบเปลี่ยนเรื่องคุย และเริ่มคิดหาทางเอาตัวรอด

"คงกำลังมาแล้ว"

"ร...เหรอครับ"

"จอม...เป็นอะไรครับ ดูหน้าซีดๆนะ ดื่มน้ำก่อนมั้ยจะได้รู้สึกดีขึ้น" ในที่สุดศิระก็ตัดสินใจทำตามแผนการของตัวเอง ชายหนุ่มเริ่มคะยั้นคะยอด้วยท่าทางลนลานเพราะกลัวแผนการจะไม่สำเร็จ มือใหญ่ยกแก้วน้ำของอีกคนขึ้นจ่อปากให้ราวกับจะป้อนแต่เจ้าจอมเองก็หัวไวจึงแกล้งจับแก้วให้น้ำหกใส่ตัวเอง

"อ๊ะ!! หกจนได้ จอมไปห้องน้ำดีกว่า"

"เดี๋ยว" ศิระรีบจับข้อมือเล็กแล้วบีบแน่นทันที และเมื่อทั้งคู่รู้ทันกัน เจ้าจอมก็เริ่มน้ำตาคลอ

"พี่ทำแบบนี้ทำไม" ร่างบางเอ่ยถามเสียงสั่น ในขณะที่ศิระเองก็ได้แต่หลับตาเพื่อทำใจก่อนจะตอบเสียงเบา

"พี่ไม่มีทางเลือก"

"ป๊าหรือว่าเฮีย…"

"เฮีย"

"ทั้งๆ ที่พี่ก็รู้ทุกอย่างอ่ะ!! แต่พี่ยังทำแบบนี้กับจอมเหรอ!!!"

"เงียบสิจอม จะโวยวายให้ได้อะไร เฮียใกล้มาถึงแล้ว กลับบ้านไปเป็นเด็กดี เรายังมีโอกาสได้เจอกันนะ"

"พี่หักหลังจอมขนาดนี้ ยังคิดว่าจะได้เจอกันอีกรึไง!!" ทันทีที่พูดจบ มือเล็กก็ผลักร่างตรงหน้าออกสุดแรง ศิระที่ไม่ทันตั้งตัวจึงเสียหลักล้มลงนั่งที่เดิม ทำให้เจ้าจอมได้โอกาสวิ่งออกไปจากโรงแรมทันที

แต่เมื่อวิ่งมาถึงลานจอดรถกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามาขวางหน้า เจ้าจอมตัวแข็งทื่อทันทีที่เห็นร่างใหญ่ก้าวลงมาจากรถ นิธิศมองดูร่างเล็กที่ไม่ได้เจอมาหลายปีด้วยความดีใจ แววตาหวานเชื่อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่มองมา กลับทำให้เจ้าจอมหัวใจสั่นรัวด้วยความหวาดกลัว

"จะหนีไปไหนอีกครับน้องจอม"

"ม..ไม่!!" น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยพูดแล้วตั้งท่าจะวิ่ง แต่นิธิศที่ไวกว่าก็รีบวิ่งมาขวางหน้าแล้วจ้องมองด้วยแววตาของหมาป่าที่จ้องจะขย้ำลูกแมว

"ยอมรับความจริงเถอะจอม แล้วกลับบ้านไปกับเฮีย รับรองว่าเฮียจะดูแลเราให้ดียิ่งกว่าเมียแต่งซะอีก"

"มึงนั่นแหละยอมรับความจริง!! แล้วไม่ต้องมายุ่งกับกู!!" เจ้าจอมตะคอกลั่น ถึงจะหวาดกลัวแต่กลับมีใจสู้ แววตาสั่นไหวที่แฝงความโกรธแค้นทำให้นิธิศหัวเราะในลำคอ

"หึหึ ออกจากบ้านไปตั้งหลายปี กร้านโลกขนาดนี้แล้วเหรอ น้องชายสุดที่รักของเฮีย" ท่าทางคุกคามของคนตรงหน้าทำให้เจ้าจอมเริ่มลนลาน

ร่างเล็กหันกลับไปในโรงแรมด้วยหวังว่า คนที่เป็นทุกอย่างจะยังอยู่ตรงนั้น แต่เปล่าเลย สิ่งที่มองเห็นมีเพียงแผ่นหลังของคนที่ยกให้ทั้งชีวิตกำลังเดินห่างไปไกล ราวกับเศษเสี้ยวหัวใจที่เหลืออยู่ถูกบดขยี้ให้เป็นผุยผง ร่างบางน้ำตาคลอกับความว่างเปล่าที่เห็น เจ้าจอมไม่เหลือใครแล้วจริงๆ

"ร้องไห้แล้วเหรอ ไม่เอาน่าอย่าร้องเลยนะ ป่ะ เฮียพากลับไปหาคุณป๊า" ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยคือคำโกหกทั้งเพ ผู้ชายคนนี้ ไม่เคยพูดความจริง

เจ้าจอมเมื่อห้าปีที่แล้วคือคนโง่ หัวอ่อนและขี้ขลาด แต่วันนี้โลกภายนอกที่พบเจอ ได้สอนประสบการณ์ทั้งหมดแล้ว

ร่างเล็กยืนนิ่งกำหมัดแน่นแล้วจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเคียดแค้น ในเมื่อสุดท้ายแล้ว คนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว ต่างก็เอาตัวรอดกันทั้งนั้น และวันนี้เจ้าจอมจะตัดสินใจ เลือกเดินไปบนเส้นทางข้างหน้าเพียงลำพังเอง

"หึ กลับไปก็ได้ แล้วกูจะบอกทุกคนว่ามึง ทำเรื่องระยำอะไรไว้กับกูบ้าง!!!"

"อย่าเกเรสิครับ ไม่น่ารักแบบนี้จะถูกลงโทษนะ จอมลืมไปแล้วเหรอว่าเฮียเป็นใครสำหรับจอม"

"มึงไม่เคยเป็นอะไรสำหรับกู! แล้วมึงจำได้มั้ยว่ากูเป็นใคร จำเรื่องชั่วๆที่มึงทำกับกูได้มั้ย!!" เจ้าจอมตะคอกลั่นทั้งน้ำตาคลอพร้อมกับยกปลายเท้าขึ้นเตะเข้าตรงกลางระหว่างขาของร่างใหญ่เต็มแรง อั่ก!!! นิธิศทรุดตัวงอหน้าซีดทันที จึงเป็นโอกาสที่เจ้าจอมจะได้วิ่งหนีออกไป

ร่างเล็กที่วิ่งหน้าตั้งออกจากโรงแรม มาจนถึงหน้าถนนใหญ่เริ่มมองหาทางหนีอีกครั้ง แต่นิธิศก็ยังวิ่งตามพร้อมตะโกนข่มขู่เสียงดัง

"คิดว่าจะหนีไปไหนพ้น!!"

"แล้วคิดเหรอว่ากูจะกลับไปนรกนั่น!!" เพราะนิธิศวิ่งตามมาไม่ลดละ เจ้าจอมจึงตัดสินใจวิ่งเข้าสู่กลางถนน กลับไปก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น งั้นก็ขอเลือกตายเองก็แล้วกัน

 และทันทีที่ตัดสินใจวิ่งเข้าสู่ถนน รถยนต์คันหนึ่งที่ขับมาด้วยความเร็วก็พุ่งมาจอดตรงหน้า เอี๊ยดด!! เสียงล้อบดถนนทำให้ผู้คนละแวกนั้นตกใจ ไม่เว้นแม้แต่นิธิศที่แทบหยุดหายใจเมื่อคิดว่าเจ้าจอมจะโดนรถชน แต่เปล่าเลย ร่างบางที่ยืนหลับตานิ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วมองไปยังรถยนต์คันคุ้นตาที่จอดอยู่ตรงหน้า

"ขึ้นรถเร็วเข้า!! เร็วสิจอม!!!" เมื่อเจ้าจอมยังยืนนิ่ง ในขณะที่นิธิศเริ่มจะข้ามถนนมาได้ทีละเลน ศิระก็เริ่มหัวเสียและตะคอกเร่ง เสียงแตรรถจากคันข้างหลังดังเร่งให้ตัดสินใจ เจ้าจอมจึงตัดสินใจได้ ร่างเล็กวิ่งผ่านหน้ารถขึ้นไปยืนบนเกาะกลางถนนเพื่อจะข้ามไปอีกฝั่ง ในขณะนั้นรถเมล์คันหนึ่งก็วิ่งผ่านมาจอดส่งผู้โดยสารกลาง ถนน เจ้าจอมก็รีบวิ่งไปขึ้นรถเมล์คันนั้นและไม่หันกลับมาอีกเลย

"โธ่เว๊ย!!!" นิธิศตะคอกหัวเสียอยู่บนเกาะกลางถนน ไม่ต่างจากศิระ ที่นั่งตบพวงมาลัยรถด้วยความไม่พอใจ

หลายนาทีแล้ว ตั้งแต่วิ่งขึ้นรถมา ร่างบางนั่งพิงเบาะแล้วหันหน้าออกมองนอกกระจก ดวงตาที่เอ่อเคลอน้ำตามองไปข้างทางเรื่อยๆ โดยที่ไม่สนใจเลยว่า รถเมล์คันนี้จะพาไปถึงไหน

ร่างเล็กยังคงนั่งเหม่อลอย มองออกไปนอกรถอย่างไร้จุดหมาย และครุ่นคิดเพียงแค่ว่าต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรดี เจ้าจอมกำลังมึนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น สับสนและมืดมน ชีวิตเพียบพร้อมที่ทุกคนใฝ่ฝันเป็นเพียงมายา ไข่ในหินถูกทุบทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า และสุดท้ายก็แตกสลายไปแล้วจริงๆ

"เชื่อใจใคร...ไม่ได้อีกแล้ว" น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยบอกกับตัวเอง ก่อนจะหลับตาลง สกัดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลลงมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง

หลายสัปดาห์ต่อมา ในห้องเช่าเล็กๆ ใจกลางกรุง เจ้าจอมยังคงนั่งเงียบๆ อยู่บนเตียงเช่นทุกวัน ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา ร่างเล็กแทบไม่ได้ออกจากห้อง

เจ้าจอมเก็บตัวหลบหลีกจากผู้คน เพราะรู้ดีว่านิธิศต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ แต่พอนึกมาถึงจุดนี้ บาดแผลในใจที่คิดว่าหายสนิทดีแล้วกลับเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง

มือขาวที่ผอมแห้งยิ่งกว่าเดิมยกขึ้นปิดหน้า แล้วก้มลงอย่างคนหมดแล้วซึ่งทุกอย่าง ไร้ที่พึ่งพิง มองไม่เห็นหนทางจะก้าวเดินไป ถูกหักหลังจากคนที่รักและไว้ใจที่สุดเจ็บปวดจนแทบไม่อยากจะหายใจต่อ

อยากจะหายไปจากโลกใบเน่าๆ นี่เสียที จะมีทางไหน ที่จะไม่ต้องทุกข์ใจบ้าง ถ้าหากการตายไปจากโลกใบนี้คือการหลุดพ้น และหากเจ้าจอมใจกล้าพอ คงไม่ต้องมาทุกข์ทรมานเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้

ภายในห้องพักของคอนโด ชายหนุ่มร่างใหญ่เจ้าของห้องกำลังนั่งคิดหนัก ทั้งเป็นห่วงคนที่หายไป ทั้งคิดถึงและกลัวความเดือดร้อนจะเข้ามาสู่ตัวเอง แต่ก็หนีไม่พ้นในสิ่งที่ตัวเองทำ เมื่อนิธิศพาลูกน้องบุกเข้ามาจามหาเจ้าจอม

"ผ..ผมไม่รู้"

"ไม่รู้เหรอ!!" พลั๊วะ!!! หมัดหนักๆถูกซัดเข้าตรงช่วงท้องของศิระที่ถูกจับไว้ ร่างใหญ่ทรุดตัวลง แต่ก็ถูกลูกน้องนิธิศคว้าตัวขึ้นมาดังเดิม ในขณะที่นิธิศได้แต่ยืนมองด้วยแววตาเลือดเย็น

"มึงจะไม่รู้ได้ยังไง!"

"ก..ก็ผม ติดต่อจอมไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันนั้นจอมก็ไม่ได้กลับมาแล้ว"

"มันจะไปไหนได้วะ!!! มึงไปตามหามันให้กู! ถ้าพาเจ้าจอมกลับมาไม่ได้ละก็…"

"ผมไม่ทำ!! ผมจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้แล้ว"

"หึ ไม่ยุ่งงั้นเหรอ อย่าลืมสิ ว่ามึงเป็นหนี้กู ยี่สิบล้านที่กูเสียไป ถ้าไม่ได้เจ้าจอมกลับมาก็อย่าคิดว่ามึงจะได้หายใจต่อบนโลกใบนี้!!!" สิ้นเสียงข่มขู่ ชายหนุ่มร่างใหญ่ก็เดินออกจากห้องพัก เหลือไว้เพียงลูกน้องที่รับคำสั่ง กระทืบสั่งสอนเจ้าของห้องที่ไร้ประโยชน์

เวลาผ่านไปอีกหลายวัน แต่เจ้าจอมก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างว่างเปล่า ร่างเล็กที่ผอมซูบและซีดเซียวยังคงนั่งซึม น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว ไหลรินลงอีกครั้ง หมดหนทาง หมดแรงใจที่จะเริ่มชีวิตใหม่เหมือนเช่นทุกวัน

ตุ๊บ!!! แต่แล้วเสียงของวัตถุบางอย่างกระทบกับหน้าต่างของห้องเช่า ทำให้คนที่นั่งคิดเพ้อเจ้อสะดุ้งสุดตัว เจ้าจอมตกใจกลัว และด้วยความหวาดระแวงจึงรีบเดินไปดึงผ้าม่านปิด 

ตุ๊บ!!! เจ้าจอมสะดุ้งอีกครั้ง รีบถอยให้ห่างจากหน้าต่างแล้วนั่งกอดตัวเองตัวสั่นอยู่บนเตียง สักพักก็มีเสียงเคาะเป็นจังหวะดังขึ้น ทำให้คนหวาดกลัวเริ่มน้ำตาคลอ

"ค...ใครน่ะ ออกไปนะ!!"

"อยู่ในห้องจริงๆด้วย"เสียงเล็กๆของเด็กน้อย ทำให้ร่างบางชะงักไปก่อนจะถอนหายใจ แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดประตู จนกระทั่งเด็กที่ยืนอยู่หลังห้องเช่าด้านนอก อ้อนวอนให้เปิดหน้าต่าง เจ้าจอมจึงค่อยๆเปิดแง้มออกไปดู

"เปิดแล้ว!!" ท่าทางดีใจของเด็กน้อยอายุราวๆสิบสามขวบ ทำให้คนหวาดระแวงขมวดคิ้ว

 "พี่ครับ"

"ม...มีอะไร" ถึงจะเป็นเด็กแต่ก็ยังไม่ไว้ใจ เจ้าจอมจึงตอบกลับเสียงสั่น

"ผมชื่อพอสนะฮะ ไปเตะบอลกันมั้ย" คำถามด้วยความเป็นมิตรของเด็ก ทำให้ร่างบางจ้องมองนิ่งๆ พิจารณาความใสซื่อในแววตานั้นก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ

"ทำไมอ่ะ แม่บอกว่าพี่อยู่คนเดียว"

"แม่เหรอ"

"ครับ แม่เป็นเจ้าของที่นี่"

"แล้วมายุ่งอะไรด้วย"

"ก็พี่มาเช่าห้องแม่ แต่ไม่เห็นออกจากห้อง แม่กลัวจะเป็นเหมือนข่าวในทีวี"

"ยังไง"

"เอ๊า~ ก็กลัวพี่จะผูกคอตายในห้องไง แม่บอกว่าแม่ต้องใส่ใจคนที่มาเช่าห้องทุกคน แม่ก็เลยให้ผมมาชวนพี่ไปเล่นด้วย" เหตุผลของหนุ่มน้อยทำเอาเจ้าจอมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นยิ้มให้กับตัวเอง อย่างน้อยคนแปลกหน้าก็ยังเป็นห่วงล่ะนะ แต่เจ้าจอมก็ยังปฏิเสธอยู่ดี

"ฉันไม่ใช่เด็ก"

"มีแค่เด็กเหรอที่เตะบอลได้น่ะ" เจ้าจอมขมวดคิ้วกับประโยคของเด็กที่โตเกินวัย ส่วนหนุ่มน้อยก็ได้แต่ส่งยิ้มแป้น เด็กชายตัวขาวขยับเข้ามาเกาะหน้าต่างของห้องเช่าชั้นเดียวแล้วเอาคางเกยขอบหน้าต่างไว้ พร้อมกับจ้องมองคนในห้องตาปริบๆ

"พี่คนสวยคร๊าบ~~ ไปเล่นเตะบอลกับผมเถอะ ผมไม่มีเพื่อนเล่น นะครับน๊า~ น๊ะๆๆๆ" เพราะไม่มีเพื่อนเล่นจริงๆ และแม่ก็บอกว่าพี่คนที่อยู่ห้องสุดท้าย ดูเหงาๆคงไม่มีเพื่อนเหมือนกัน เด็กน้อยจึงตั้งใจมาชวนไปเล่นโดยเฉพาะ 

เจ้าจอมมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วเริ่มคิดหนักหากออกไปข้างนอกจะมีคนเห็นมั้ย ใจหนึ่งบอกให้หลบซ่อน แต่อีกใจกลับบอกให้ลุกขึ้นสู้ แล้วจะสู้กับอะไรล่ะ สู้กับตัวเองไง เมื่อเสียงกู่ร้องเบื้องลึกในใจบอกให้เลิกขี้ขลาดหัวหดเป็นเต่าอยู่ในกระดอง เจ้าจอมจึงพยักหน้าให้กับหนุ่มน้อยที่มาชวน และหลังจากวันนั้น ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เด็กน้อยจะมีเพื่อนเตะบอล และทุกวันเจ้าจอมจะมีเพื่อนทานข้าวเย็น

หนึ่งเดือนต่อมา เมื่อจิตใจเริ่มเข้มแข็ง สติสัมปชัญญะที่กลับมา ก็ปลุกให้เริ่มฉุกคิด คงหมดเวลาทำตัวไร้ค่า อยู่ไปวันๆแบบนี้แล้ว เจ้าจอมสูดลมหายใจลึก เรียกคืนสติและความกล้าให้กับตัวเอง ก่อนจะเริ่มค้นกระเป๋าที่ติดตัวมาตั้งแต่วันนั้น โชคดีที่เตรียมของสำคัญมาด้วย จึงหยิบการ์ดหยิบบัตรเครดิตต่างๆออกมาพิจารณาพร้อมกับสมบัติชิ้นสุดท้ายของแม่

"ขอโทษนะครับที่ต้องเอามาใช้" ร่างบางเอ่ยขึ้นพร้อมจ้องมองเอกสารสำคัญต่างๆที่อยู่ในกระเป๋า เขาไม่ใช่เด็กและไม่ใช่เต่าขี้ขลาดที่จะต้องหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว

ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ทันทีที่ลงจากรถแท็กซี่ได้ ร่างเล็กก็ยืนหลับตานิ่ง พร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเดินเข้ามาในบูธของธนาคารที่ตั้งอยู่บนชั้นสามของห้างได้ ร่างบางก็รีบจัดการโอนเงินในบัญชีเงินเก็บที่ไม่เคยเบิกใช้เพื่อจ่ายค่าบ้านหลังหนึ่งที่เพิ่งตกลงเซ็นสัญญาซื้อ

และโอนเงินในบัญชีเงินฝากทั้งหมดที่แม่เก็บไว้ให้ก่อนตายเข้าบัญชีของตัวเอง พร้อมทำการปิดบัญชีของแม่ให้เรียบร้อย เมื่อเสร็จธุระทั้งหมดแล้ว เจ้าจอมก็เร่งเดินออกมาจากห้างด้วยความระแวดระวังตัว

"มาห้างของป๊าแบบนี้เหมือนเดินเข้าถ้ำเสือเลย คงไม่ซวยเจอคนรู้จักหรอกนะ" เดินไปบ่นไปได้ไม่ถึงสองนาที เสียงร้องทักของชายฉกรรจ์สามคนก็ทำให้ตกใจ ร่างบางหันกลับไปมองด้วยความพินิจ

เมื่อแน่ใจแล้วว่า ชายร่างใหญ่สามคนที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้พร้อมกับรปภ.ของห้าง คือบอดี้การ์ดคนสนิทของนิธิศ เจ้าจอมก็รีบวิ่งลงบันไดเลื่อนจนแทบจะกระโดดข้าม และทันทีที่กระโดดลงจากบันไดเลื่อนขั้นสุดท้ายได้ ร่างเล็กก็รีบวิ่งให้เร็วที่สุดชีวิต แต่จู่ๆกลับมีร่างใหญ่ของชายคนหนึ่ง เดินตัดหน้ามา ทำให้ร่างเล็กที่วิ่งมาด้วยความเร็ว ชนตุ๊บจนล้มลงนั่งพื้น

"ขอโทษครับ!!!" น้ำเสียงฟังดูร้อนรนเอ่ยขอโทษแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งตรงไปที่บันไดเลื่อนก่อนจะหายไปกับฝูงชน กองพลมองตามชายหนุ่มร่างเล็ก เจ้าของดวงตาคมที่ได้สบมองเมื่อครู่ด้วยความสนใจ ก่อนจะมองรปภ.ของห้างสองคน และชายร่างใหญ่อีกสามคนที่วิ่งตาม

แต่เพราะจำหน้าคนที่วิ่งมาชนได้ดี กองพลจึงรีบคว้าแขนรปภ.ของห้างเอาไว้ เพื่อช่วยถ่วงเวลาทันที ถึงแม้จะช่วยไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยร่างบางก็คงจะหนีทัน หลังจากถ่วงรปภ.ไว้ และพูดคุยซักถามเล็กน้อย กองพลก็เริ่มคิดอะไรมากมาย เจ้าจอมคงจำเขาไม่ได้แล้ว แต่เขากลับจำใบหน้าและแววตาคมนั้นได้ดี ถึงแม้ตอนนี้จะดูเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหนก็ตาม

แววตาคมที่ได้สบเพียงเสี้ยว ดูหวาดกลัวและสั่นไหว จนเผลอนึกเป็นห่วงอย่างไม่มีเหตุผล เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้วิ่งหนีหน้าตื่นแบบนั้น หรือว่าจะถูกไฮโซผีพนันคนนั้นขายไปแล้วจริงๆ และนั่นกำลังหนีเอาตัวรอดอยู่ใช่มั้ย เพียงแค่คิดมาถึงจุดนี้ กองพลกลับรู้สึกร้อนรนขึ้นมา  

ทนไม่ได้จนถึงขั้นต้องสืบหาให้รู้ความจริง ในค่ำคืนของวันนั้น กองพลจึงตัดสินใจไปหาเพื่อนรักที่กำลังพูดคุยปั้นหน้ายิ้มทักทายลูกค้าในบ่อน และเมื่อเห็นเพื่อนเดินหน้าเครียดเข้ามาในบ่อน สปายจึงได้เอ่ยขอตัวแล้วเดินมาหาเพื่อน

"ยังไม่กลับเชียงใหม่อีกเหรอมึง ไฟล์บินคืนนี้ไม่ใช่เหรอวะ"

"เลื่อนแล้ว ยังไม่อยากกลับตอนนี้ กูอยากรู้อะไรหน่อย มึงให้คำตอบกูได้มั้ย" เมื่อร่างสูงจะเริ่มถามถึงเรื่องที่คาใจทันทีที่เจอหน้า สปายก็หัวเราะเบาๆ

"โทรมาก็ได้มั้ย ไม่เห็นต้องมาหาถึงที่นี่"

"กูอยากมาให้เห็นกับตาด้วย"

"เห็นกับตา? เห็นอะไรของมึงวะพล"

"ไฮโซลูกหนี้มึงไง มาที่นี่ประจำมั้ย" เพราะอยากรู้ความจริง จึงได้มาหาเพื่อนที่บ่อน และหวังลึกๆว่าจะเจอศิระอยู่ที่นี่แต่สปายกลับส่ายหน้า

"มันหายไปเป็นเดือนแล้วนะ คงถูกคุณนิธิศฆ่าทิ้งไปแล้วมั้ง"

"นิธิศ?"

"อื้ม ลูกเขยเจ้าสัวสรัณ" เมื่อได้ยินชื่อนี้ กองพลก็นิ่งคิดไปเล็กน้อย

"เจ้าสัวสรัณเหรอวะ"

"เออ ทำไม กูว่ามึงแปลกๆนะพล มีเรื่องอะไร"

"ก็เมื่อกลางวัน กูเพิ่งบังเอิญเจอลูกชายคนเล็กของเจ้าสัวคนนี้"

"คุณเจ้าจอมน่ะเหรอ" 

"มึงรู้จัก!!!"

"เออ ตกใจทำไม แต่กูไม่เคยเห็นหน้าหรอกนะแค่เคยได้ยิน"

"มึงเล่าเรื่องเจ้าจอมให้กูฟังหน่อยสิ"

"จะอยากรู้ไปทำไม แปลกเหมือนที่คิดจริงๆ ปกติมึงไม่เคยอยากรู้เรื่องคนอื่นขนาดนี้"

"เออน่ะ เล่ามาเร็วๆ" เมื่อสปายเริ่มจะรู้ทันความคิด กองพลก็รีบเร่งให้เพื่อนเล่าเรื่องที่รู้ให้ฟัง สปายพยักหน้าเล็กน้อยแล้วดึงแขนเพื่อนพาเดินไปคุยที่โต๊ะด้านในสุดของห้องนั้น

"กูก็ไม่รู้อะไรมากหรอก รู้แค่เป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลนี้ เจ้าสัวหวงลูกชายคนนี้มาก"

"หวงแต่ทำไมปล่อยให้ถูกขายแบบนี้วะ" กองพลเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ สปายจึงได้แต่มองด้วยความสงสัย

"มึงว่าไงนะ"

"เปล่าๆ มึงเล่าต่อเลย"

"คุณเจ้าจอมที่กูได้ยินมา ทั้งชีวิตถูกเลี้ยงอยู่ในบ้าน แม้กระทั่งการเรียนก็จ้างครูมาสอนที่บ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกประเคนให้หมดเหมือนนกน้อยในกรงทองน่ะ เด็กที่ถูกเลี้ยงแบบนี้น่าสงสารนะมึง กว่าเจ้าสัวจะยอมปล่อยให้ลูกออกมาเจอโลกภายนอกก็ตอนที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย"

"งั้นตอนนี้ก็คงเป็นลูกนกที่หลุดออกมาจากกรงแล้วสินะ แต่ทำไมถึงได้ถูกไอ้บ้านั่นขายให้พี่เขยตัวเอง"

"หมายความว่าไงวะ"

"เปล่าหรอกกู กลับละ ไม่ชอบบรรยากาศในบ่อนของมึงเลย อบายมุขทั้งนั้น" กองพลรีบตัดบท เพราะคิดว่าคงยังไม่มีใครรู้เรื่องราวที่ร่างบางถูกแฟนผีพนันขายไปไม่ต่างจากสิ่งของ จึงไม่อยากให้เพื่อนรับรู้เรื่องราวด้วยแต่แท้จริงแล้วกองพลต้องการที่จะตามหาอีกคนให้เร็วที่สุด ไม่รู้ทำไม ถึงอยากปกป้องเด็กหนุ่มคนนั้นขนาดนี้ แต่ประโยคที่พูดออกไปเมื่อครู่กลับทำให้สปายหัวเราะขำ

"หึหึ เข้าผับเข้าบาร์แทบทุกคืน พอเข้าบ่อนแค่นี้ โลกสวยเลยนะมึง" กองพลส่งยิ้มเล็กๆให้เพื่อนแล้วเดินออกไปจากบ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้เดินออกไปถึงหน้าประตู ร่างใหญ่ที่เดินเข้ามาพร้อมลูกน้องสามคน ก็ทำให้ต้องหยุดเดิน กองพลยืนจ้องหน้านิธิศนิ่งๆ ทำให้สปายที่มองตามเพื่อนตั้งแต่แรกต้องรีบเดินเข้ามา

"ยังไม่กลับเหรอวะพล อ้าว คุณนิธิศ ยินดีต้อนรับนะครับ รู้สึกเป็นเกียรติจังเลยที่คุณนิธิศอุตส่าห์กลับมาที่นี่" ทั้งๆที่เห็นอยู่แล้วแต่กลับเสแสร้งปั้นหน้ายิ้มทักทาย แต่ร่างใหญ่เจ้าของชื่อกลับจ้องหน้าด้วยแววตาดุแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม

"ไอ้ศิระอยู่ที่ไหน"

"อะไรกันครับเนี่ย ที่แท้ก็มาตามหาคนหรอกเหรอ ที่บ่อนผมไม่ใช่มูลนิธินะครับ ไม่ได้มีไว้ให้ความช่วยเหลือใครทั้งนั้น คุณมาผิดที่แล้วล่ะ" นิธิศหน้าตึงเมื่อได้ยิน ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องเดินหาให้ทั่วในขณะที่เฮียปายเจ้าของบ่อยเริ่มเคืองใจ

"ผมก็บอกแล้วว่าไม่มี" เมื่อลูกน้องของนิธิศกลับมารายงานว่าศิระไม่ได้อยู่ที่นี่ นิธิศก็หัวเสียมากขึ้น

"โธ่เว้ย!! ไปกลับ!!" ร่างใหญ่ตะคอกเสียงดังแล้วเดินออกจากบ่อนไปทันที 

"อะไรวะ เห็นกูต้องคุมให้มากกว่านี้แล้วล่ะ เข้าออกง่ายเกินไป" เมื่อได้ยินเพื่อนบ่น กองพลก็ส่ายหน้า

"ไหนมึงบอกจะปิดบ่อนแล้วไง"

"เออน่ะ ให้เด็กมันเรียนจบก่อน"

"หืม?"

"อ...อะไร!!! มองอะไรแบบนั้น มึงจะกลับไม่ใช่เหรอวะ!! รีบไปดิ" เมื่อเผลอพูดความลับในใจ สปายก็รีบไล่เพื่อนออกจากบ่อน กองพลหัวเราะขำเพื่อนแล้วจึงเดินส่ายหน้าออกไป

เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ที่กองพลยังขับรถวนอยู่บนท้องถนน พรุ่งนี้ก็กลับเชียงใหม่ แต่กลับรู้สึกกังวลในใจ ยังไม่อยากกลับซะแล้วสิ ในขณะที่กำลังขับรถไปอย่างเชื่องช้า จู่ๆข้างถนนกลับมีเด็กคนหนึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าออกมา ทำให้ร่างสูงต้องเบรกรถจนแทบจะหัวทิ่ม

"นี่ไอ้หนู!!! อยากตายรึไงมาวิ่งเล่นอะไรอยู่แถวนี้" ร่างสูงลดกระจกออกมาเอ่ยตำหนิ ทำให้เด็กน้อยตกใจตื่นกลัวรีบยกมือไหว้ขอโทษเสียงสั่นแล้วรีบวิ่งข้ามถนนเพื่อกลับบ้าน

"พอส!! แอบออกมาร้านเกมอีกแล้วใช่มั้ย" แต่แล้วคนที่เดินออกมาจากซอยเล็กๆก็ทำให้เด็กน้อยหยุดวิ่ง

"พี่จอม!! ผมจะกลับแล้วพี่ อย่าบอกแม่นะ"

"เด็กนิสัยไม่ดี รีบกลับบ้านไปเลย" เด็กน้อยยกมือไหว้แล้วรีบวิ่งหายเข้าไปในซอย ส่วนเจ้าจอมก็ได้แต่มองตามหน้างอ ไม่ชอบเลยที่เด็กน้อยหนีแม่ไปเล่นเกมในร้านหน้าถนนใหญ่ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากบอกกล่าวตักเตือน

เจ้าจอมมองตามแล้วส่ายหน้าก่อนจะเดินเข้ามินิมาร์ทหน้าซอยโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่นั่งมองอยู่ในรถที่ถนนอีกฝั่ง กำลังยิ้มด้วยความยินดี และกองพลก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้ดีใจขนาดนั้น

"หึ เจอแมวหลงทางซะแล้ว" แต่ในความยินดีกลับเต็มไปด้วยความนึกสนุก เมื่อเจอลูกแมวหลุดออกจากกรงมาขนาดนี้ ไม่เก็บไปเลี้ยงไว้ดูเล่น ก็ไม่ใช่เสือพลแล้วล่ะ


บทก่อนหน้า
บทถัดไป