บทที่ 12 ..ชอบพี่เเล้วหรอ 1/1
หลังจากที่เราทั้งคู่ยอมพักและสงบศึกกันชั่วคราว เพราะผมเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างที่จะมาสอนให้ได้ทุกวัน ผมมีรายงานที่ต้องเคลียร์ก่อนจบปริญญาโทอีก บอกตามตรงว่ามันอาจจะเหนื่อยแต่ผมก็สนุกกับมัน อย่างน้อยๆ ชีวิตวัยรุ่นผมก็ทุ่มเทมันจนสุดตัว
ตอนนี้ผมกำลังรอคนตรงหน้าใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ ยืนมองมาหลายนาทีจนผมผูกเสร็จส่วนเจ้าตัวเล็กมันยังไม่เสร็จหน้าตาดูหงุดหงิดใหญ่เลย ตอนเด็กๆ ไม่ยอมกินนมสินะโตมาแขนขามันเลยสั้นเเค่นี้เนี่ย ฮึๆ
“มานี่มาเดี๋ยวผูกให้”
“ไม่เป็นไร..”
“พูดกับผู้ใหญ่ให้มีหางเสียงหน่อย”
ผมว่าเสียงขรึม จนเหมือนเขาจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ แต่เรื่องมารยาทในการพูดกับผู้ใหญ่ผมเองก็ให้ความสำคัญเช่นกัน หน้าตาก็ไม่ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่อะไรหรอก แต่ถ้าพูดจาเพราะๆ มันจะดูดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“ไม่เป็นไรครับ”
ผมกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ถึงแม้จะพูดกรอดไรฟันแต่ก็คงจะมีความพยายามอย่างมากที่จะพูดกับผมด้วยประโยคพวกนั้น อย่างว่าเเหละน้าทำดีร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับทำชั่วเเค่ครั้งเดียว คนเราทำไมไม่มองผ้าสีขาวที่มีมากกว่าจุดสีดำบนผ้าล่ะ
ผมไม่ใช่คนดี ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับ
“มานี่เดี๋ยวผูกให้”
“ไม่ต้องไง..”
ผมไม่รอให้อั่งเปาเขาลังเลแล้วครับ ขืนชักช้ากว่านี้ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี ผมจัดการเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าก่อยจะเอื้อมมือไปผูกโบว์ผ้ากันเปื้อนให้ทางด้านหลัง
จมูกของผมเฉี่ยวซอกคอขาวๆ ไปแค่นิดเดียวและดูเหมือนว่าคนตรงหน้าคงไม่รู้ว่าตอนนี้ผมกำลังคิดอะไรชั่วๆ อยู่ล่ะมั้งถึงไม่ยอมเอี่ยวตัวหลบ รอยยิ้มชั่วบนหน้าผมมันกระตุกขึ้นมาเองโดยไม่ได้นัดหมาย มือค่อยๆ ผูกช้าๆ เพราะผมเองยังอยากจะดมกลิ่นตัวหอมๆ แบบนี้สักพัก
“เสร็จยัง”
“เสร็จแล้วครับๆ”
“เอาแขนมา”
“หื้ม?”
ผมเลิกคิ้วถามเพราะความสงสัย น้องเปาเองไม่ได้พูดอะไรกับผมต่อ เพียงแค่กระตุกแขนทั้งสองข้างของผมให้ยื่นไปด้านหน้า แล้วพอผมก้มมองถึงได้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองลืมพับแขนเสื้อขึ้น
ผมนิ่งไปสักพักเพราะเอาแต่เหม่อมองคนตรงหน้าอยู่ไม่ได้ละสายตาไปไหนเลย คนตัวเล็กกว่าค่อยๆ พับแขนเสื้อผมขึ้นอย่างใจเย็นถึงแม้มันจะมีท่าทางที่ไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ผมกลับชอบมากกว่าที่เห็นคนใส่ใจรายละเอียดในตัวผม
ไอ้เด็กแสบนี่ ..ชักจะทำให้ผมสนใจซะแล้ว
“เสร็จแล้ว เป็นเชฟภาษาอะไรลืมพับแขนเสื้อ”
“คนเราก็ต้องมีลืมมั่งสิครับ ..อะนี่หมวกใส่เอาไว้จะได้เหมือนเชฟของจริง”
ก่อนที่จะลงมือสอนผมเลยจัดการเอาหมวกเชฟครอบใส่หัวเล็กๆ นี่ซะเลย ดูท่าทางเหมือนจะเป็นเชฟของจริงนะ แต่เมื่อวันก่อนให้ทำแค่คุ้กกี้ธรรมดาแป้งยังแฉะแหยะๆ เหมือนพึ่งไปลุยน้ำมา
อีกวันให้ทำตามเดิมเเป้งเเข็งเหมือนกรวดฟันผมเเทบหัก กลืนลงกระเดือกแสนจะลำบากจะคลายออกต่อหน้าเขาผมว่าลำบากใจกว่าเดิมอีก วันนี้เลยเปลี่ยนให้ทำอย่างอื่นก่อนเลยเถอะ ผมไม่สามารถกินของเเบบนั้นได้ แต่ผมไม่กล้าพูดออกไปแรงขนาดนี้เดี๋ยวเด็กมันหมดกำลังใจ
ผมจะปั้นไอ้แสบมันเอง แล้วสักวันมันจะต้องขอบคุณผมอย่างแน่นอน
“เราลืมล้างมือกันหรือเปล่า..”
“ผมล้างเรียบร้อย อ่า..เป็นเชฟได้ไงกัน ไปล้างสิ” เขาไล่ผมอย่างหัวเสีย ไอ้ปากเล็กๆ นั่นที่พูดอยู่มันน่าจับจูบให้สงบปากสงบคำหน่อยไหมล่ะ
คิดอะไรอยู่วะไอ้เคน!
คราวนี้ผมจะเอาจริงละนะ ไม่เอาไอ้เคนคนที่เกรียนแตกแบบที่มหาวิทยาลัยแล้วนะครับจะบอกให้ หลังจากที่เสียเวลามามากพอแล้วตอนนี้ผมจะให้อั่งเปาทำชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่นเลย เพราะที่นี่ลูกค้าที่สั่งเยอะมาก ถ้าเก่งแล้วผมอาจจะเอาตัวมาช่วยที่ร้านนี่ซะด้วยเลย จะได้ถือว่าเป็นประสบการณ์ก็แล้วกัน
ผมทำขนาดนี้เขาก็ไม่มีทางมองผมเป็นคนดีหรอก เชื่อดิ อคติกับผมจะตายไอ้แสบเนี่ย
คนที่ได้รับคำสั่งจากผมว่าให้จัดเตรียมอุปกรณ์และตวงปริมาณให้เรียบร้อยตอนนี้ของทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ตรงหน้าเราสองคน คนตัวเล็กจัดแจงวางทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งต่างจากวันแรกที่มามาก ครัวร้านผมแทบพัง ผมชอบนะเรียนรู้ไวแบบนี้ จะได้พัฒนาไม่ยาก
“ผสมครีมชีสนมและเนยเข้าด้วยกัน ..รู้ใช่ไหมว่าอย่างละเท่าไหร่”
“ครับ ตวงเรียบร้อยแล้ว”
“ดี งั้นผสมเลย.. พี่จะยืนบอกเราว่าต้องทำยังไงแล้วจะให้เราทำเอง”
“ครับเชฟ”
คนตัวเล็กตอบรับกลับมาอย่างฉะฉานแววตาฉายความมุ่งมั่นออกมาจนผมรู้สึกได้ เอาล่ะนับจากนี้ผมจะเข้าสู่โหมดติวลับอย่างเคร่งครัด ผมไม่เคยเอาใครมาฝึกที่นี่หรอกถ้าจะมีผมก็ไม่ลงมาสอนเอง เพราะมันเสียเวลาทำอย่างอื่นของผม ที่นี่มีเชฟเยอะแต่ผมอยากสอนให้เด็กนี่เองมากกว่า
“ครีมชีสเท่าไหร่ที่ใส่ลงไป” ผมถาม
“250 กรัมครับ.. นม 100 มิลลิลิตร แลวก็เนยจืด 50 กรัม..”
