บทที่ 9 บ้านของดารา
ร่างระหงในชุดกางเกงยีนส์รัดรูปโชว์เรียวขาและเสื้อยืดเข้ารูปอวดทรวงอกอวบอิ่มธรรมชาติ เดินนำลิ่วเข้าไป
“ยายจ๋า! ยาย! แม่!” ไอริณตะโกนเรียกเสียงใสลั่นหน้าบ้าน
“เออ ๆ ใครมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่หน้าบ้านเนี่ย!”
“แม่! ไอริณมาแล้วจ้า!”
ใบหน้าสวยคมที่ถอดแบบดาราสาวมาเป๊ะ ๆ ชะโงกหน้าออกมาจากประตูบ้าน หยาดทิพย์ผู้เป็นแม่ในวัยเกือบห้าสิบปียังคงดูสาวและสวยไม่สร่าง ดวงตาสุกใสเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“จันทน์! แม่จันทน์ ลูกจันทน์มาแล้ว!”
“แม่จ๋า”
เชอรี่เพิ่งเคยเห็นดาราสาวเบอร์ต้นทิ้งมาดนางพญา เผยความอ่อนโยนไร้พิษสงก็วันนี้ ไอริณโผเข้ากอดแม่แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ
“เอ็งมาแล้วเรอะ ยายคิดถึงเอ็งเหลือเกินหลานรักของยาย”
หญิงชราวัยเกือบเจ็ดสิบปี รูปร่างเล็กแกร็นแต่มองดูแข็งแรง นุ่งผ้าถุงสีแดงลายดอกชบาและสวมเสื้อคอกระเช้าสีชมพู เดินยิ้มแฉ่งออกมา
“ยายจ๋า! จันทน์คิดถึงยายจังเลย”
“เอ็งไม่ยอมกลับมาเยี่ยมข้าบ้างเลยนะเจ้าจันทน์ ฮือ... ข้าคิดถึงเอ็งจะแย่อยู่แล้ว”
“โธ่ยายจ๋า... จันทน์ก็วิดีโอคอลมาหาตลอดนี่นา ยายอย่าร้องไห้สิ จันทน์ซื้อของมาฝากเพียบเลยนะ”
“ไป ๆ เข้าบ้านกันก่อน แล้วนั่นใช่เชอรี่กับเจ้าเปี๊ยก ที่ยายจันทน์คอยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ หรือเปล่าลูก”
“ใช่ค่ะคุณยาย สวัสดีค่ะคุณแม่ คุณยาย” เชอรี่และเปี๊ยกยกมือไหว้พร้อมกัน
“เออ ไหว้พระเถอะลูก แม่ชื่อหยาดทิพย์ เรียกแม่ทิพย์ก็ได้นะ ส่วนคุณยายชื่อสมศรี จะเรียกคุณยายเฉย ๆ หรือเรียกยายศรีเหมือนชาวบ้านแถวนี้ก็ได้ เข้าบ้านกันเถอะลูก แล้วนี่จะมานอนที่บ้านเราไหมเนี่ย”
“มีแค่เชอรี่กับเปี๊ยกที่ค้างที่นี่จ้ะยาย แต่ส่วนของจันทน์ จันทน์ต้องไปนอนบ้านกำนัน ที่จันทน์เคยโทรมาเล่าให้แม่ฟังไงจ๊ะ”
“ตายล่ะหว่า นังจันทน์หลานยาย แล้วนี่เอ็งเจอหน้าพ่อกำนันพลเขาหรือยังล่ะ” ยายสมศรีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ยังฝืนยิ้มจูงมือหลานรักเข้าไปในบ้าน
“ยังไม่ตายหรอกจ้ายาย และก็ยังไม่ได้เจอด้วยจ้ะ”
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับแขก เชอรี่ก็อดแซวไม่ได้
“นี่แกหมดค่าตกแต่งภายในไปเท่าไหร่เนี่ยไอริณ จัดเต็มสไตล์หลุยส์ซะอลังการขนาดนี้”
ห้องนั่งเล่นทั้งห้องถูกประดับประดาด้วยสีทองและลวดลายสไตล์ยุโรปสุดหรูหรา โดยเฉพาะชุดโซฟาบุผ้าทอลายดอกไม้เนื้อหนาราคาแพงหูฉี่ ไอริณหัวเราะคิกคัก
“ก็เวลาใครไปใครมา เขาจะได้เห็นชัด ๆ ไงแก ว่าเราไม่ได้ยากจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
“ลูกจันทน์เอ๊ย มานี่มาลูก ยายจะผูกขวัญให้เจ้า” ไอริณเดินไปนั่งพับเพียบข้างยายสมศรีที่กำลังถือสายสิญจน์เส้นเล็ก ๆ ไว้ในมือ
“ยายไปเอาสายสิญจน์มาจากไหนจ๊ะ”
“ก็พอแม่เอ็งบอกว่าเอ็งจะกลับมา ยายก็เลยไปวัดกลาง ไปขอสายสิญจน์จากท่านเจ้าอาวาสมาเตรียมไว้ให้ มาลูกมา”
มือเหี่ยวย่นที่ฟูฟักเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย บรรจงนำสายสิญจน์มาผูกที่ข้อมือหลานสาวอย่างทะนุถนอม
“ขวัญเจ้าไปอยู่ในป่านำหงส์... ไปอยู่ในดงซ้างเถื่อน... ก่อขอเฮ้อมามื่อนี่ยามนี่... มาเยอขวัญเอย...”
ไอริณก้มลงกราบตักผู้เป็นยายพร้อมสวมกอดแน่น
“จันทน์คิดถึงคุณยายจัง อีกหน่อยไปอยู่กับจันทน์ที่กรุงเทพฯ นะยาย”
“เฮ้อ ยายมันคนบ้านนอกคอกนา บ้านที่เฮาเคยอยู่ อู่ที่เฮาเคยนอน หมอนที่เฮาเคยหนุน อยู่ที่ไหนมันจะไปสุขใจเท่าบ้านเราล่ะจันทน์กะพ้อเอ๊ย”
เชอรี่มองภาพสองยายหลานกอดกันกลมด้วยความตื้นตัน จนบ่อน้ำตาแตกสะอื้นออกมาเบา ๆ
“อ้าว เป็นอะไรไปเชอรี่ ร้องไห้ทำไมเนี่ย”
“เออ... เห็นแกมีความสุขแบบนี้ ฉันก็ปลื้มใจตื้นตันไปด้วยน่ะสิ”
“โธ่ พ่อคุณ มา ๆ เดี๋ยวยายจะผูกขวัญให้เจ้าด้วยเด้อ” ยายสมศรีกวักมือเรียก
“พ่อคุณ!” เชอรี่ตาค้าง อ้าปากเหวอ ทำเอาไอริณหลุดหัวเราะก๊ากออกมา
“เออ จริงสิ จันทน์ ลูกต้องไปค้างที่บ้านกำนันเขาทุกคืนเลยหรือเปล่าลูก” หยาดทิพย์เอ่ยถามขึ้น
“ใช่ค่ะแม่ ทำไมหรือคะ”
“กำนันพลเขาเปลี่ยนไปเยอะแล้วนะ ลูกจะทำอะไร ก็ระวังอย่าไปทำให้เขาโกรธเอาล่ะ”
“เปลี่ยน ? เปลี่ยนยังไงคะ ? ตอนคุยโทรศัพท์ตกลงเรื่องงาน ก็ยังเห็นกวนส้น เอ๊ย! ขอโทษค่ะแม่ หนูหมายถึง เขาก็ยังพูดจากวนประสาทเหมือนเดิมนี่คะ”
“เดี๋ยวนี้เขาเป็นกำนันคนดัง ค่อนข้างมีอิทธิพลกว้างขวาง ทั้งมีไร่นา มีรถเกี่ยวข้าว มีธุรกิจหลายอย่าง ลูกน้องก็มีเป็นโขยง จะพูดจาอะไร ก็หัดเกรงใจกำนันเขาสักหน่อยนะลูก”
“ก็ได้ค่ะแม่ หนูจะพยายามนะคะ”
เชอรี่ลอบสบตาเพื่อนรัก รู้สึกได้ถึงความอึดอัด จึงขอตัวเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนได้พักผ่อน
“เดี๋ยวหนูขอพาเชอรี่กับเปี๊ยกขึ้นไปจัดของที่ห้องก่อนนะคะแม่”
“จ้าลูก ตามสบายเลยนะ”
เปี๊ยกรับหน้าที่ลากกระเป๋าสัมภาระใบโตเดินตามเจ้านายทั้งสองขึ้นบันไดโค้งหินอ่อนอย่างทุลักทุเล
“แกเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เชอรี่เปิดฉากซักฟอกทันทีที่เข้าห้อง
“อีตากำนันพลอะไรนั่นน่ะ มันต้องมีลับลมคมนัยอะไรที่มากกว่า แฟนเก่าที่แกเคยเล่าให้ฉันฟังเมื่อนานมาแล้วแน่ ๆ ใช่ไหม”
“โอ๊ย ไม่มีอะไรหรอกน่า ตาบ้านั่นก็แค่หักอกฉัน เพราะจู่ ๆ ก็ดันพลาดไปทำผู้หญิงอื่นท้อง ทั้ง ๆ ที่เขาสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าเรียนจบแล้วจะมาสู่ขอฉัน”
ไอริณกระแทกตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงอดีต
“ห๊า! ตายห่าแล้วไอริณ แล้วนี่เมียเขาไม่แหกอกเอาเหรอ ที่ช่องส่งแกมาทำรายการบ้าบอพรรค์นี้ถึงในบ้าน”
“ฮ่า ๆ ๆ เมียทิ้งย่ะ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงโดนเมียทิ้งหนีหายไปเลย”
ไอริณนอนยกมือเกยหน้าผาก ทอดสายตามองเพดานห้อง ปล่อยใจล่องลอยไปกับความหลัง
“ตอนนั้นนะ กำนันเขายังไม่ได้รวยล้นฟ้าแบบนี้หรอก เพิ่งเรียนจบกลับมาใหม่ ๆ กำลังหนุ่มแน่น หล่อล่ำ หน้าตาดี แถมยังพูดจาฉะฉานสำเนียงคนกรุง สาว ๆ นี่พากันตอมหึ่งยิ่งกว่าแมลงวันซะอีก”
“เออ... แต่แกสวยสุดไง เลยฟาดเขามาครองได้สำเร็จใช่ไหมล่ะ”
ไอริณพยันตัวขึ้นมาเท้าคางบนที่นอน
“ก็ใช่น่ะสิ ตอนนั้นฉันก็จัดว่าสวยเด็ดกำลังขบเผาะเพิ่งจบ ม.6 เลยนะแก ตากำนันพลก็ตามจีบ เทียวไล้เทียวขื่อ ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่ามารับมาส่งทุกวัน”
“แล้วยังไงต่อ แกกับเขาก็ตกลงคบกันเป็นแฟน ?”
“อืม เอาจริง ๆ เขาก็เป็นผู้ชายที่ดีคนนึงเลยนะ ขยันทำมาหากิน พูดคำไหนเป็นคำนั้น เสียอยู่อย่างเดียว ดันพลาดไปไข่ทิ้งให้ผู้หญิงอื่นท้องนี่แหละ”
“แกว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาตั้งใจจะหลอกจับตากำนันพลของแกหรือเปล่าวะ”
“ไม่รู้โว้ย! มันนานมาแล้ว ฉันขี้เกียจจะจำ คร่าว ๆ เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้แหละ”
“แน่ใจนะว่ามีอยู่เท่านี้จริง ๆ” เชอรี่หรี่ตาจับผิด
“เออ! มีเท่านี้แหละน่า”
ไอริณตอบเสียงสูงปรี๊ด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้เพื่อน เท่านี้ก็คือเท่านี้ เพื่อนรู้แค่เท่านี้ก็พอแล้ว
ไอริณคิดในใจ พลางหลับตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้
