บทที่ 2 บทที่ 2
เมื่อออกมาจากห้องนั่งเล่น คุณหญิงทิพย์มณีก็หันไปพูดรำพึงรำพันกับสร้อย
“มันเป็นความผิดของฉันเอง เพราะฉันเลี้ยงเขามาอย่างตามใจมากจนเกินไป เทย่าถึงเป็นแบบนี้”
“เธอน่าสงสารออกค่ะ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ๆ”
“ก็เพราะฉันเคยคิดอย่างที่เธอคิดน่ะสิสร้อย ฉันถึงได้ตามใจเขามาตลอดจนเขาเกือบจะเสียผู้เสียคน ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องดัดนิสัยเขา”
“ทำแบบนี้จะดีหรือคะคุณหญิง”
“มันเป็นสิ่งที่ฉันควรจะทำตั้งนานแล้วต่างหาก เธอก็เห็นข่าวแล้วนี่สร้อย ล่าสุดถึงกับโดนเล่นข่าวมั่วยาพร้อมคู่ควงคนใหม่”
“คุณหญิงเชื่อจริง ๆ หรือคะว่าคุณเทย่าจะใช้ยาเสพติดตามที่เป็นข่าว”
“ฉันสั่งสอนหลานสาวคนนี้มาด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นฉันรู้ดีว่าเขาไม่มีวันที่จะมั่วยาหรือมั่วเซ็กซ์อย่างที่เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ถ้าฉันยังปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอิสระ เสเพล ไร้แก่นสาร ไม่เอาถ่านเอาไฟอะไรสักอย่างแบบนี้ ต่อไปถ้าไม่มีฉันอยู่เขาจะลำบาก ให้เขาได้รับบทเรียนซะตั้งแต่ตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว”
“แต่คุณเทย่าไม่เคยลำบากมาก่อนเลยนะคะ”
“ไม่เคยก็เคยซะ ดีซะอีก...รอยหยักในสมองจะได้ทำงานบ้าง ประสบการณ์ และบทเรียนในครั้งนี้อาจจะนำเทย่าไปสู่เส้นทางที่เขาควรจะเดินสักที”
แม้อยากจะค้านเพราะรักและสงสารหญิงสาวที่ตัวเลี้ยงดูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่ดูจากท่าทางขึงขังและคำพูดเอาจริงเอาจังของคุณหญิงในวันนี้ ทำให้สร้อยรู้ว่างานนี้เจ้านายของเธอพูดจริง ทำจริง แม้จะรู้สึกสงสารและเห็นใจทรรศิกาแต่ก็จนปัญญาที่จะช่วย
หลังจากโดนคุณย่าดุไปเมื่อเช้า ทรรศิกาก็เลือกที่จะไปเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พร้อมกับกลุ่มเพื่อนไฮโซของตนเองเป็นการแก้เครียด หญิงสาวเลือกซื้อกระเป๋าและรองเท้าที่ร้านแบรนด์เนมยี่ห้อดัง โดยเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต แต่แล้วก็ต้องประสบกับปัญหา
เมื่อพนักงานแจ้งว่า “ขอโทษนะคะ บัตรใบนี้ไม่ผ่านค่ะ มีบัตรใบอื่นไหมคะ”
เกิดอะไรขึ้น! ทำไมบัตรของเธอถึงรูดไม่ผ่าน
ทรรศิกาไม่เคยหน้าแตกเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต นี่เป็นครั้งแรก และเป็นการหน้าแตกท่ามกลางสายตากลุ่มเพื่อนไฮโซของตนเอง
เธอหยิบบัตรเครดิตใบใหม่ยื่นให้พนักงานคนเดิม แต่คำตอบก็ยังเป็นเช่นเดิม ผู้คนในร้านเริ่มหันมามองเธอ รวมถึงเพื่อนไฮโซของเธอด้วย บ้างก็ซุบซิบ บ้างก็ชี้นิ้วมาทางเธอ
ดวงหน้าสวยร้อนวูบวาบ อับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่ยังกัดฟันถามเสียงต่ำว่า “แล้วใบนี้ล่ะ”
พนักงานรับไปดำเนินการ ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่ผ่าน!” เธอเอ่ยเสียงสูง ใบหน้าสวยคมเริ่มบึ้งตึงจนเห็นได้ชัด บ่งบอกได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของเจ้าตัวในยามนี้ว่าเริ่มที่จะหงุดหงิดกับปัญหาที่เกิดขึ้น
“ค่ะ...ไม่ผ่าน”
“เป็นไปได้ยังไง” เธอพูดพร้อมกับหยิบบัตรใบใหม่ส่งให้อีกครั้ง แต่ไม่ว่าทรรศิกาจะยื่นบัตรใบไหนไป ผลที่ออกมาก็ยังคงเหมือนเดิม ขณะที่กำลังวุ่นวายกับบัตรเครดิตอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ว่าไงคุณสุชาติ”
“อะไรนะ!!...ถูกตัดออกจากกองมรดก” ทรรศิกาเผลอตะโกนออกมา ฉับพลันเธอก็รู้สึกตัว ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกคนในร้านต่างก็พร้อมใจกันหันมามองเธอ กลุ่มเพื่อนไฮโซยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย พร้อมส่งสายตาเย้ยหยันเธอโดยไม่เกรงใจ หญิงสาวได้แต่กัดฟัน
เธอคืนกระเป๋าและรองเท้าที่เลือกไว้ให้กับพนักงานคนนั้นด้วยความรู้สึกเสียหน้า พร้อมทั้งเดินออกมาจากร้านด้วยอาการหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจ และรู้ว่าอีกไม่นานข่าวเรื่องที่เธอถูกตัดออกจากกองมรดกในครั้งนี้ จะต้องแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไวรัส
“ต้องเป็นคำสั่งของคุณย่าแน่เลยที่สั่งระงับบัตรเครดิตของเรา” เธอบ่น
หลังจากวางสายจากทนายประจำตระกูล ทรรศิกาพยายามโทร.ติดต่อคุณหญิงทิพย์มณี แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เธอจึงโทร.กลับไปหาทนายสุชาติอีกครั้ง และก็ได้รับคำตอบว่าตอนนี้เขากำลังคุยอยู่กับลูกค้าคนสำคัญไม่สะดวกที่จะรับสายเธอ และวางสายไปเลย
ทรรศิกาพยายามโทร.เข้ามือถือแต่กลับติดฝากข้อความ ทำให้เธอยิ่งกว่าหงุดหงิด อารมณ์ของเธอเดือดพล่านพร้อมที่จะเล่นงานใครสักคน
“กล้าดียังไงถึงไม่รับสาย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราเจอกันแน่ คุณสุชาติ”
พูดจบก็วางสายพร้อมกับมองหาแท็กซี่ เพื่อให้ขับไปส่งเธอที่สำนักงานของทนายสุชาติ เมื่อทรรศิกาเห็นรถแท็กซี่ขับตรงเข้ามาจอดจึงรีบเดินเพื่อที่จะไปขึ้นรถคันดังกล่าว โดยไม่สนใจชายแปลกหน้าที่ยืนโบกแท็กซี่อยู่ก่อน เธอเบียดเขาเข้าไปบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับ แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไปในรถ เพราะชายคนนั้นดันประตูไว้ไม่ยอมให้เธอขึ้นไปนั่ง เธอจึงตวัดสายตาจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจที่เขามาขวางทางเธอ
“ผมเรียกรถคันนี้ก่อน” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงห้าวดุ มองหญิงสาวที่เสียมารยาทด้วยสายตานิ่งลึกสีดำสนิท
