บทที่ 5 บทที่ 5
ขณะที่ทรรศิกากำลังคิดวุ่นวายกับปัญหาที่เกิดขึ้น เธอก็แว่วได้ยินเสียงคุณสุชาติพูดว่า
“คุณเทย่ามีอะไรจะถามอีกไหมครับ”
หญิงสาวส่ายหน้า เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าคุณย่าเอาจริง ต่อให้คาดคั้นถามทนายไปก็คงไร้ประโยชน์ เธอเป็นหลานรักของคุณหญิงจึงรู้นิสัยของผู้เป็นย่าดีว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณหญิงทิพย์มณีเอาจริงขึ้นมา ใครก็มิอาจขวางได้
ทรรศิกาจำต้องลุกขึ้นด้วยท่าทางเหม่อลอย ดวงหน้าสวยซีดเผือด
“ผมไม่ส่งนะครับ” สุชาติกล่าว
แต่ก่อนที่ทรรศิกาจะเดินออกไปจากห้อง เธอได้หันไปพูดกับทนายความประจำตัวคุณย่า หรือจะเรียกว่าทนายประจำตระกูลเขมะสิริกุลก็คงไม่ผิด
“ถ้าคุณย่าติดต่อคุณเมื่อไร ฝากบอกท่านด้วยนะคะว่าฉันอยากจะคุยกับท่านด่วนที่สุด”
“ได้ครับ ผมจะบอกคุณหญิงตามที่คุณต้องการ”
“อย่าให้รู้นะว่าคุณแอบติดต่อกับคุณย่าลับหลังฉัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ถ้าฉันจับได้ว่าคุณเล่นตุกติกละก็ จะกลับมาอาละวาดพังสำนักงานของคุณให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่เชื่อก็คอยดู” พูดจบก็เชิดหน้าเดินจากไปทันที
สุชาติถึงกับส่ายหัวเมื่อได้ยินคำขู่ของเธอ
“คุณเทย่า...ก็คือคุณเทย่าวันยังค่ำ...เคยเอาแต่ใจตัวเอง...และใจร้อนวู่วามอย่างไร...ก็ยังเหมือนเช่นเดิม...เดาได้เลยว่าคงจะเปลี่ยนแปลงได้ยากเต็มที”
ขณะที่ทรรศิกาเดินอย่างคนหมดแรงออกมาจากสำนักงานทนายสุชาติ เธอตัดสินใจกลับบ้านเพื่อไปหาต้นตอของปัญหา และหวังไปเจรจาสงบศึกกับคุณหญิงทิพย์มณี ขณะที่กำลังเดินไปเรียกแท็กซี่ ก็มาพบกับนับดาวซึ่งออกมาซื้อของ
นับดาวเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม แม้จะมีฐานะปานกลาง แต่ด้วยเป็นเด็กฉลาดทำให้สามารถสอบได้ทุนเรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของเมืองไทย ทรรศิกาก็ได้เพื่อนอย่างนับดาวนี่ล่ะที่คอยให้การช่วยเหลือเธอในเรื่องการเรียนซึ่งเธอไม่เคยลืม
แต่หลังจากเรียนจบทรรศิกาก็ไปเรียนต่อเมืองนอก จึงขาดการติดต่อกันไปโดยปริยาย
เมื่อมีโอกาสได้กลับมาพบกันโดยบังเอิญอีกครั้งทำให้เธอดีใจมาก
“นั่นเธอใช่ไหมนับดาว”
“เทย่า” นับดาวเรียกชื่อเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใช่ดาวจริงๆ ด้วย ดีใจจังเลยที่มีโอกาสได้พบดาวอีกครั้ง เราไม่ได้พบกันนานกี่ปีแล้วนะ”
“ก็ตั้งแต่พวกเราจบจากโรงเรียน”
ทรรศิกาชวนนับดาวไปนั่งคุยกันต่อในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น นับดาวมีอาการลังเลในตอนแรกแต่สุดท้ายก็ยอมตามไปแต่โดยดี เธอเองก็คิดถึงและอยากคุยกับเพื่อนรักคนนี้เหมือนกัน
การได้กลับมาพบนับดาวในครั้งนี้ทำให้ทรรศิการู้ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่มิตรภาพของเธอและนับดาวก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทรรศิกายังคงจำได้ไม่ลืมถึงความมีน้ำใจของนับดาวที่คอยช่วยเหลือเธอเรื่องเรียน และมักจะคอยเตือนสติเวลาที่เธอเกเรออกนอกลู่นอกทาง
ในเวลานั้นทรรศิกาสัมผัสได้ถึงความจริงใจของนับดาว และรับรู้ได้ว่าเพื่อนคนนี้รักและหวังดีกับเธอจริง ๆ ไม่ได้ใส่หน้ากากคบกันเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ
การที่จะหาเพื่อนที่รักและหวังดีกับเธอด้วยใจจริงอย่างนับดาว สำหรับทรรศิกาแล้วนับว่าหาได้ยากเต็มที เพราะเพื่อนที่เข้ามาคบหาเธอโดยส่วนใหญ่ก็มักจะหวังผลตอบแทนจากเธอแทบทั้งสิ้น
ทรรศิกาจึงรู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้กลับมาพบกับเพื่อนรักของตนเองอีกครั้ง
“ดาวยังพักอยู่ที่เดิมหรือเปล่า”
“ก็ยังอยู่ที่เดิม”
“แล้วตอนนี้ดาวทำงานอะไร” ทรรศิกาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนรัก
“ดาวสอนหนังสือ” นับดาวบอกชื่อสถาบันต้นสังกัดของตนเอง ซึ่งเป็นโรงเรียนดังที่ทุกคนอยากเรียน
“ยินดีด้วยนะ สุดท้ายดาวก็ทำได้ตามที่เคยใฝ่ฝันไว้ เทย่ายังจำได้ไม่ลืมดาวเคยบอกว่าดาวอยากเป็นครู และดาวก็ทำได้จริงๆ”
“อย่ามัวแต่พูดเรื่องของดาวอยู่เลย มาพูดเรื่องของเทย่าดีกว่า เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ตอนนี้เทย่าทำงานอะไร”
ทรรศิกาหน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น เพราะจนป่านนี้เธอก็ยังไม่ได้ทำงานทำการอะไร
“เทย่ายังไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกดาว เพราะจนป่านนี้เทย่าเองก็ยังค้นไม่พบเลยว่าจริง ๆ แล้วเทย่าอยากทำอะไร”
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะเทย่า คนเราต้องมีความฝันสิ เพราะฝันนั้นจะเป็นแรงผลักดันและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราไปให้ถึงฝั่งฝันที่เราเคยวาดหวังไว้ รีบค้นหาความต้องการของตัวเองให้พบ อย่าใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างคนไร้ค่า”
ดวงตาของทรรศิกาวาวโรจน์เมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย เธอจ้องมองเพื่อนรักที่นั่งอยู่ตรงหน้า แววตาของเพื่อนบ่งบอกถึงความหวังดี ทรรศิกายังคงสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากเพื่อนรักคนนี้เสมอ
เมื่อก่อนเคยจริงใจกับเธออย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยน ทำให้ความโกรธนั้นคลายลงทันที
