บทที่ 6 บทที่ 6
จะว่าไปแล้วไม่เคยมีคำพูดสรรเสริญเยินยอ หรือคำพูดประจบประแจง เพื่อเอาอกเอาใจเธอหลุดออกมาจากปากของนับดาวเลยสักครั้ง มีแต่คำพูดที่คอยชี้แนะเพื่อให้ทรรศิกาคิด หรือคำพูดเตือนสติด้วยความหวังดี หลายครั้งที่คำพูดของเพื่อนคนนี้ทิ่มแทงหัวใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับพบว่าสิ่งที่นับดาวพูดมานั้นถูกต้อง จุดนี้เองที่ทำให้นับดาวแตกต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเธอ
“ดาวนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ โดยเฉพาะการพูดจาทิ่มแทงใจเทย่า”
“ที่ดาวพูดก็เพราะว่าดาว...”
“หวังดี!!” สองสาวพูดขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นก็ประสานเสียงหัวเราะ
“ดีนะที่คนพูดประโยคนี้เป็นดาว ถ้าเป็นคนอื่นละก็โดนดีไปแล้วแน่ ๆ จำตอนที่เราเรียนด้วยกันได้ไหม ดาวเป็นคนคอยช่วยเทย่าเสมอเลยนะ ทั้งช่วยสอนการบ้าน ช่วยทำรายงาน และช่วยติวหนังสือให้เทย่าในช่วงใกล้สอบ ถ้าตอนนั้นเทย่าไม่มีดาวคอยขนาบไว้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียนจบไหม”
นับดาวเอื้อมไปกุมมือเพื่อนและเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ถึงเทย่าจะไม่มีดาวคอยช่วย แต่ดาวก็มั่นใจว่าเทย่าต้องทำได้แน่ เพราะเทย่าเป็นคนฉลาด อะไรก็ตามที่คนอย่างทรรศิกาตั้งใจที่จะทำ ผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีเสมอ อยู่ที่ว่าจะทำไหมเท่านั้น”
“ดาวนี่เหมาะสมกับตำแหน่งเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจของเทย่าจริง ๆ เห็นทีว่าต่อไปนี้เทย่าคงจะต้องมาปรึกษาดาวบ่อย ๆ ซะแล้ว”
“ด้วยความยินดี”
“ว่าแต่ดาวมาทำอะไรแถวนี้”
นับดาวถอนหายใจ สีหน้าของเธอแสดงถึงความวิตกกังวล
“เป็นอะไรไป ทำไมต้องถอนหายใจด้วย”
นับดาวเล่าให้เพื่อนรักฟังว่าเธอมาเฝ้าบิดา ที่มานอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลใกล้ ๆ นี้เอง ทรรศิการีบสอบถามอาการป่วยบิดาของเพื่อนด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง พร้อมทั้งปลอบใจเพื่อนรัก
เมื่อรู้ว่าบิดาของเพื่อนป่วยและนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ประกอบกับหน้าตาของนับดาวที่ดูเศร้าหมอง สีหน้าก็แสดงถึงความวิตกกังวลใจในอาการป่วยของพ่อ ทำให้ทรรศิกาตัดสินใจวางปัญหาของตนเองไว้ก่อน แล้วเดินทางไปเยี่ยมบิดาของเพื่อนรักที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงจุดนั้นมากนัก อยู่ห่างกันแค่ห้าสิบเมตรเท่านั้น จากนั้นค่อยเดินทางกลับไปคุยเรื่องสำคัญกับคุณย่า
ตอนแรกคิดจะไปเยี่ยมสักครู่ก็จะกลับ แต่กลายเป็นว่าคุยกันเพลินจนเวลาล่วงเลยมาจนพระอาทิตย์ตกดินจึงได้กล่าวลา สองสาวไม่ลืมที่จะแลกเบอร์โทรศัพท์เพื่อใช้ในการติดต่อในภายหลัง
หลังจากออกจากโรงพยาบาลทรรศิกาก็รีบตรงกลับบ้านทันที ด้วยหวังว่าจะพบผู้เป็นย่ารออยู่ แต่กลับพบเพียงทนายสุชาติกำลังยืนรอพบเธออยู่ที่หน้าบ้าน
“สวัสดีครับคุณเทย่า” สุชาติเอ่ยทักหลานสาวคุณหญิง
ทรรศิกาเบ้ปาก เบือนหน้าหนี ในใจคิดว่าเจอหน้าทนายสุชาติ ต้องมีเรื่องไม่ดีแน่
“พายุอะไรพัดพาคุณทนายมาถึงที่นี่ได้”
ฉับพลันสายตาของทรรศิกาก็เหลือบไปเห็น กระเป๋าสัมภาระสามสี่ใบกองอยู่ไม่ห่างจากตรงจุดที่ทนายสุชาติยืนอยู่ หญิงสาวพยักพเยิดไปที่กระเป๋าเหล่านั้นพร้อมถาม
“นั่นกองสัมภาระของใครคะ อย่าบอกนะว่าคุณทนายจะย้ายมาพักที่นี่ เพื่อมาควบคุมความประพฤติของฉัน แล้วเก็บไปรายงานคุณย่า”
ทรรศิการีบวีนใส่ทนายประจำตัวคุณหญิงทิพย์มณี ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ตอบคำถามของเธอ
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณเทย่า แต่ที่ผมต้องมาที่นี่ก็เพื่อมาทำตามคำสั่งของคุณหญิง”
“คุณย่าติดต่อกลับมาหาคุณหรือคะ แล้วทำไมคุณสุชาติถึงไม่บอกฉัน”
“พูดแบบนี้แปลว่าคุณยังไม่ได้อ่านอีเมลที่ผมส่งไปให้ใช่ไหมครับ”
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน
“อีเมลอะไรคะ! ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ทรรศิกาถามพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมาดู
“แบตหมด” เธอบ่นด้วยความหงุดหงิด
“คุณหญิงอีเมลมาสั่งงานผม ผมก็เลยส่งเมลนั้นไปให้คุณ แต่เมื่อคุณยังไม่ได้เปิดอ่านผมก็จะเป็นคนบอกคุณเอง คุณเทย่าพร้อมที่จะฟังหรือยังครับ”
ประโยคสุดท้ายของทนายสุชาติ ทำให้ทรรศิการู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพราะไม่รู้ว่าคุณย่าจะเล่นตลกอะไรกับเธออีก แม้จะรู้สึกเช่นนั้นแต่ก็ยังไม่วายปากดี
“คุณสุชาติอยากจะบอกอะไรก็พูดมาได้เลยค่ะ ลีลาไม่ต้องเยอะ”
“ผมได้รับคำสั่งจากคุณหญิงให้มาจัดเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าของคุณไว้ให้พร้อม และสั่งการให้ปิดล็อกคฤหาสน์หลังนี้ ห้ามมิให้ใครเข้าออกโดยเด็ดขาด จนกว่าคุณหญิงจะเดินทางกลับมา ไม่เว้นแม้กระทั่งหลานสาวของท่าน”
“ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมคะ พูดผิดพูดใหม่ได้นะคะ”
“จะให้ผมพูดอีกกี่ครั้งก็เหมือนเดิมครับ”
“ตกลงว่าคุณย่าจะไล่ฉันออกจากบ้านหลังนี้อย่างนั้นหรือคะ”
“แค่ชั่วคราวเท่านั้นครับ”
คำตอบของทนายประจำตระกูล ทำให้อารมณ์ของทรรศิกาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที อีกทั้งยังหวาดหวั่นกับอนาคตของตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะดูเหมือนว่าครั้งนี้คุณย่าพูดจริง ทำจริง ไม่ใช่เพียงแค่คำขู่อย่างที่เธอคิดไว้แต่แรก
