บทที่ 8 บทที่ 8
จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องพัก สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อก้าวเข้าไปในห้องคือชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดอ่านอีเมลของทนายสุชาติ หลังจากอ่านจบเธอก็เขียนอีเมลส่งไปให้คุณย่าเพื่อตัดพ้อว่าคุณย่าใจร้าย ทำกับหลานสาวคนเดียวอย่างเธอเช่นนี้ได้ลงคอ โดยไม่สนใจว่าเธอจะตกระกำลำบากอย่างไร แต่ยังไม่วายออดอ้อนปิดท้ายว่าถึงคุณย่าจะไม่รักเธอเหมือนเดิม แต่เธอก็จะรักคุณย่าตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อส่งอีเมลเสร็จหญิงสาวก็ไปผ่อนคลายความตึงเครียด ด้วยการนอนแช่น้ำอุ่นแบบสบาย ๆ พร้อมการจิบไวน์ด้วยอารมณ์ชิวชิว และวางแผนที่จะไปตามหาตัวคุณย่า
ในเมื่อคุณย่าสั่งปิดคฤหาสน์แบบไม่มีกำหนด ก็หมายความว่าเธอจะไม่ได้พบคุณย่าที่นั่น แต่โดยปกติแล้วคุณย่าเป็นคนขยัน และรักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจ ทรรศิกาจึงเดาว่าคุณย่าจะต้องไปทำงานที่บริษัทแน่นอน เธอจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปพบคุณย่าที่ทำงาน ถ้าเจอตัวคุณย่าเมื่อไรไม่มีละที่ลูกอ้อนเธอจะใช้ไม่ได้ผล...
สโลแกนประจำตัวเธอคือ...ไม่มีอะไรที่ทรรศิกาทำไม่ได้
คุณหญิงทิพย์มณีคุยโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ก่อนจะวางสาย จากนั้นก็เช็กอีเมลของตนเอง ด้วยคิดว่าทรรศิกาจะต้องส่งอีเมลหาเธอแน่นอน
เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะสื่อสารกับเธอได้ และก็เป็นไปตามความคาดหมาย คุณหญิงนั่งอ่านอีเมลของหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
“กำลังอ่านอะไรอยู่หรือคะคุณหญิง” สร้อยเอ่ยถาม
“อ่านอีเมลของเทย่า เขาอีเมลมาตัดพ้อว่าฉันเป็นย่าใจร้าย ที่ทำให้เขาต้องออกไประเหเร่ร่อน เหมือนเจ้าไม่มีศาล”
“ก็คุณเทย่าไม่เคยลำบากลำบนมาก่อนเลยนี่คะ ชีวิตของเธออยู่บนความสุขสบายมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง จะไปพักอยู่ที่ไหน”
“ไม่ต้องห่วงหรอกสร้อย ตอนนี้คุณหนูเทย่าของสร้อยพักอยู่ที่โรงแรมห้าดาว”
“สร้อยอดเป็นห่วงคุณเทย่าไม่ได้หรอกค่ะคุณหญิง ในเมื่อเธอไม่เคยสัมผัสกับความลำบากในชีวิตมาก่อน แถมเงินที่มีก็จะต้องลดน้อยลงเรื่อย ๆ”
“หลานสาวฉันเป็นคนฉลาด เขาต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้แน่ เชื่อฉันสิว่าเมื่อเข้าตาจนจริง ๆ ทรรศิกาก็จะปรับตัวได้เอง เขาจะใช้ความรู้ความสามารถที่มีทำให้ตนเองผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้”
“ด้วยวิธีไหนล่ะคะ ถ้าจะให้คุณเทย่าไปหางานทำ แล้วใครล่ะคะที่จะเข้าใจและทนนิสัยของเธอได้”
ที่ต้องพูดเช่นนี้เนื่องจากสร้อยรู้จักนิสัยของเจ้านายสาวเป็นอย่างดี เพราะดูแลกันมาตั้งแต่เธอยังแบเบาะ หญิงสาวถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ทำให้ทรรศิกาเป็นคนเจ้าอารมณ์ และเอาแต่ใจตัวเองอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ใครทำให้ไม่พอใจ เธอเป็นต้องอาละวาดจนคนเข็ดขยาดไปตาม ๆ กัน
“ฉันเชื่อมั่นนะสร้อยว่าต้องมีใครสักคน ที่จะสามารถปราบพยศหลานสาวของฉันได้”
“ใครคือคนที่คุณหญิงพูดถึงคะ” สร้อยถามด้วยความสงสัย
“ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้หรอก คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครจะเป็นคนทำให้เทย่ากลับตัวกลับใจ และปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง ฉันขอสั่งห้ามไม่ให้สร้อยติดต่อกับเทย่าโดยเด็ดขาด เพราะเธอมันเป็นคนใจอ่อน ถ้าไม่อยากเห็นเจ้านายของเธอเสียผู้เสียคนก็ต้องใจแข็งอย่างฉัน เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะคุณหญิง”
แม้จะเห็นใจเจ้านายสาวของตนที่ต้องไปตกระกำลำบาก แต่ก็เห็นด้วยกับความคิดของคุณหญิงทิพย์มณี เพราะเล็งเห็นแล้วว่าขืนปล่อยไว้คุณหนูทรรศิกาอาจจะเสเพลจนกู่ไม่กลับ
หลังจากการผ่าตัดใหญ่ที่ยาวนานร่วมสามชั่วโมงเสร็จสิ้นลง อติรุจซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่เข้าร่วมการผ่าตัดได้เดินกลับเข้าไปในห้องพักแพทย์ เขาพบเพื่อนหมอและพยาบาลกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันถึงการผ่าตัดในครั้งนี้
“การผ่าตัดเรียบร้อยดีไหมรุจ” อิทธิพลเอ่ยถาม
“ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่คงต้องคอยเฝ้าดูอาการกันอย่างใกล้ชิด”
“ยังไม่พ้นขีดอันตรายเหรอคะ” หนึ่งในคณะพยาบาลเอ่ยถาม
“ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แม้การผ่าตัดจะสำเร็จลุล่วงไปแล้วแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ คงต้องเฝ้าดูอาการกันต่อไป”
“ภาวนาขอให้เด็กปลอดภัย”
หมอและพยาบาลยังคงพูดคุยกันถึงเรื่องของพ่อหนูน้อยวัยเพียงห้าขวบเศษ ที่ประสบอุบัติเหตุและถูกส่งตัวมารับการรักษาที่นี่ อติรุจยืนฟังการสนทนาเหล่านั้นโดยไม่ออกความคิดเห็น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้า โดยไม่รู้ตัวว่าได้ทำของบางอย่างร่วงหล่นลงมาด้วย
“หมอรุจทำของตกค่ะ” พยาบาลสาวคนหนึ่งร้องทักและแอบยิ้ม
ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่หลักฐานชิ้นสำคัญที่ร่วงอยู่บนพื้น พวกเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำเมื่อเห็นของชิ้นดังกล่าว
“ของอะไรครับ!?”
แล้วเขาก็ได้คำตอบ เมื่อเพื่อนสนิทของเขาเดินมาเก็บของชิ้นนั้นขึ้นมาโชว์ตรงหน้า
