บทที่ 9 บทที่ 9
“แม่เจ้าโว้ย! อกอึ๋มซะด้วย น่าอิจฉานายจริง ๆ เลยว่ะรุจ”
อติรุจหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ เมื่อเห็นของที่อยู่ในมือเพื่อน แววตาของเขาวูบไหวก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วก็พานต่อว่าเจ้าของบราเซียร์ตัวนั้นอยู่ในใจ
‘ยัยตัวแสบ!! สร้างปัญหาให้อีกจนได้ ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้นะ’
ทุกคนประสานเสียงหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอติรุจ
“คุณหมอมีแฟนตั้งแต่เมื่อไรคะพวกเราไม่เห็นรู้เรื่องเลย” สุรีย์พยาบาลสาวที่ค่อนข้างสนิทกับหมอหนุ่มเอ่ยถาม
“นั่นสิ ไอ้เราก็นึกว่านายจะไม่สนใจผู้หญิง ที่ไหนได้กลายเป็นเสือซุ่ม แอบซุกแฟนไว้โดยไม่ยอมบอกให้ใครรู้” อิทธิพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่มากกว่าจะคิดต่อว่าอย่างจริงจัง ที่อีกฝ่ายปิดปากเงียบเรื่องแฟนสาว
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณคิด เรื่องนี้ผมอธิบายได้ คือว่า...” อติรุจพยายามที่จะพูดชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจ แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ เพราะเพื่อนหมอและเหล่าพยาบาลกลับเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“ไม่ต้องแก้ตัวหรอกรุจ หลักฐานมัดแน่นขนาดนี้ ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด” สาธิตเอ่ยพร้อมกับส่งสายตาล้อเลียนไปให้เพื่อนรัก
อิทธิพลเดินไปกอดบ่าเพื่อน พร้อมซักถามนัยน์ตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้ ทั้งที่ยังถือหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ในมือ
“บอกเรามาซะดี ๆ ว่าเจ้าของบราสุดสยิวตัวนี้เป็นใคร พวกเรารู้จักหรือเปล่า”
“ที่วันนี้หมอรุจมาช้าเป็นเพราะเหตุนี้เองเหรอคะ”
แม้พยาบาลคนดังกล่าวจะไม่ได้เอ่ยออกมาอย่างชัดเจน แต่ทุกคนต่างก็เข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นในประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี พวกเขาต่างก็นึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่คุณหมออาจทำกิจกรรมอะไรบางอย่างอยู่ แต่ด้วยความรีบร้อนจึงติดสิ่งนี้มาด้วย พยาบาลสาวคนอื่น ๆ ต่างก็ช่วยกันผสมโรงเอ่ยแซว คุณหมอหนุ่มเนื้อหอมเบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลนี้กันอย่างสนุกสนาน
“บ้าฉิบ! เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว” หมอหนุ่มเผลอตัวสบถออกมา
“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณเข้าใจ ไม่มีเหตุการณ์อะไรแบบนั้นเกิดขึ้นหรอก” อติรุจเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม
“หรือนายจะให้พวกเราเข้าใจว่านายเป็นหมอโรคจิตที่ชอบพกชุดชั้นในผู้หญิง” สาธิตเอ่ยพร้อมส่งรอยยิ้มยั่วกลาย ๆ
“ถ้าพวกเราเข้าใจผิดจริง ๆ อย่างนั้นนายก็อธิบายมาสิว่านายได้ไอ้ชุดชั้นในลายเสือนี้มาได้ยังไง”
อติรุจถึงกับอึ้งเมื่อเจอคำถามคาดคั้นของอิทธิพล เขาควรจะตอบตามความเป็นจริงดีไหมนะ สุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี อยากจะเข้าใจอย่างไรก็ตามใจ
“ถึงพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดของผม เพราะฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องอธิบาย”
“สรุปว่าหมอรุจยอมจำนนด้วยหลักฐานหรือคะ” พยาบาลสาวในห้องนั้นเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“แล้วนั่นนายจะไปไหน” อิทธิพลเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินออกจากห้องไป
“ไปตรวจคนไข้”
“แล้วจะให้ทำยังไงกับหลักฐานชิ้นนี้ดี”
“ทิ้งไป” อติรุจตอบเสียงห้วนโดยมิได้หันกลับไปมอง
“นายมาเก็บไปเถอะ เกิดแม่เสือสาวเจ้าของบราสุดสยิวถามหาขึ้นมา แล้วนายไม่มีให้จะเป็นเรื่อง” อิทธิพลเดินไปยัดเยียดบราลายเสือตัวนั้นใส่มือเพื่อน อติรุจรับมาเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินจากไปทันที ปากก็ต่อว่าหญิงสาวที่คอยสร้างปัญหาให้เขาได้ไม่หยุดหย่อน
“ยัยตัวร้าย!! อย่าให้เจออีกนะ เจออีกเมื่อไรจะเอาคืนให้เข็ด”
บ่ายวันต่อมาทรรศิกาเดินทางไปที่บริษัทสตาร์ไดมอนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอัญมณีชื่อดังอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่คุณย่าของเธอเป็นเจ้าของอยู่
“ฉันมาขอพบท่านประธาน ท่านอยู่ข้างในใช่ไหม” หญิงสาวบอกกับเลขาหน้าห้องของคุณย่าด้วยมาดของนางพญา
“คุณหญิงไม่อยู่ค่ะ”
“อย่ามาโกหก เป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณย่าจะไม่มาทำงาน”
ทรรศิกาพูดพร้อมกับเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นย่า เธอพบแต่ความว่างเปล่า
“ไม่อยู่จริง ๆ ด้วย” หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหันไปคาดคั้นคำตอบจากแม่เลขาหน้าห้อง
“เธอรู้ไหมว่าท่านประธานไปไหน”
“ไม่ทราบค่ะ ท่านไม่ได้บอกไว้ บอกแต่ว่าช่วงนี้จะไม่เข้าบริษัท และได้มอบหมายงานทุกอย่างไว้กับท่านรอง ถ้าคุณเทย่าอยากทราบอะไรก็คงต้องไปถามกับท่านรองค่ะ”
“ไม่ได้เรื่องตามเคย” ทรรศิกาพูดด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะเชิดหน้าเดินตรงไปที่ห้องทำงานของรองประธานบริษัท ที่เธอให้ความนับถือเสมือนญาติคนหนึ่ง
“ท่านรองอยู่ข้างในใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
ทรรศิการีบก้าวเข้าไปในห้องทำงานนั้นทันที โดยไม่รอให้แม่เลขาแจ้งเจ้านายก่อน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เธอจะต้องได้รับคำตอบที่ต้องการ
“สวัสดีค่ะลุงทิน” หญิงสาวเอ่ยทักทาย
“หนูเทย่ามาตั้งแต่เมื่อไร” สุทินหนุ่มใหญ่ใจดีวัยหกสิบห้าปีเอ่ยทักอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น
“เทย่าเพิ่งจะมาถึงเดี๋ยวนี้เองค่ะ”
“นั่งก่อนสิ มาหาลุงมีธุระอะไรหรือเปล่า” สุทินเอ่ยถามหลานสาวประธานบริษัทด้วยความสนิทสนม เพราะเห็นเธอมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
