บทที่ 14 ผู้ร้ายตัวจริง
EP.14
มิลินทักทายผู้เป็นแม่พอหอมปากหอมคอ จองโรงแรมไว้แล้วแต่เลือกที่จะอยู่กับผู้เป็นแม่ก่อน เธอจึงนั่งทำงานในระหว่างที่รอมณีรินทำกับข้าวให้ทานในมื้อเที่ยง
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู~ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู~”เสียงร้องเพลงแทรกขึ้นมาทำให้มิลินไหวตัวด้วยความตกใจ มณีรินถือเค้กเดินเข้ามาหาใกล้ๆด้วยท่าทางยิ้มแย้ม เสียงดังแสบแก้วหูและไม่ตรงคีย์ ลูกน้องของเธออีกสองสามคนปรบมือแทบไม่เข้าจังหวะ แต่โดยรวมครึกครื้นและทำให้เธออุ่นใจได้
“แฮปปี้เบิร์ดดดดด เดย์ แฮปปี้เบิร์ด เดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทูมีนนนนน”
“แม่กินยาลืมเขย่าขวดป่ะ”
“ไง จำวันเกิดตัวเองไม่ได้เหรอ”
“พอรู้ว่าลูกตัวเองรวยเนี่ย ก็เอาใจใหญ่เลยนะ จะเอาเท่าไรก็บอกมาสิ”
“แล้วแต่มึงจะกรุณาเลย”มณีรินประชดประชัน
“ว่าแล้ว คิดไว้ไม่มีผิด”
“เลิกกระแนะกระแหนกูได้แล้ว จะกินไหมเค้กอ่ะ หรือจะต้องให้ป้อน”มณีรินพ่นลมเบาๆให้เทียนดับ หล่อนจัดการผ่าเค้กและแบ่งใส่จานให้ทุกคนได้ลิ้มรสเค้กแสนอร่อย
“หรือให้กูจุดธูปเชิญ”ผู้หญิงกับเค้กเป็นของคู่กัน เว้นแต่ผู้หญิงที่หน้าตาเรียบเฉยอย่างมิลินที่ยังไม่สนใจใยดีกับมัน
“ไม่กิน มันอ้วน”
“เรื่องของมึง”มณีรินได้แต่ส่ายใบหน้าไปมาเบาๆ มิลินเปลี่ยนไปเยอะทั้งนิสัยและหน้าตาที่ดูดีแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความดื้อด้าน
หล่อนดึงจานกลับหยิบเค้กเข้าปากเสียเองเคี้ยวตุ้ยๆ ล่อตาล่อใจให้มิลินอยากทานบ้าง แต่เธอไม่สนใจอะไรนอกจากไอแพดในมือเหมือนเดิม
“ทำงานเหรอ”
“ครับป้า”เตชินท์ตอบแทนพร้อมกับทานเค้กในส่วนของมิลินแทนเธอด้วย
“มีน”น้ำเสียงจริงจังของมณีรินทำให้มิลินละสายตาจากไอแพดมามองผู้เป็นแม่ทันทีแต่เธอยังดึงใบหน้าเรียบเฉย
“ทำบุญไหมมึงอ่ะ ปีนี้มึงเบญจเพสแล้วนะ”
“เบญจเพส”มิลินและเตชินท์พูดขึ้นพร้อมกัน คนที่ซวยซ้ำซ้อนคงหนีไม่พ้นเรื่องพวกนี้ หลายเรื่องราวที่พบเจอมันคงมาจากวัยที่ย่างเข้ายี่สิบห้าปีที่ใครๆเขาพูดถึงกันมานาน เธอไม่ใช่คนงมงายเชื่อเรื่องอะไรพวกนี้ง่ายๆ แต่เมื่อก่อนเธอทำอะไรไม่เคยติดขัดหรือเคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้ พอนึกขึ้นได้ถึงได้รู้ว่ามันผ่านวันเกิดเธอมาแล้วจริงๆ ซึ่งวันนั้นก็เป็นคืนเดียวกับที่พยาบาลบอกว่าเธอเกือบเสียชีวิต
“แม่ว่าจะพาไปหาพระไปไหม ทำบุญหน่อยไหม ตอนกูยี่สิบห้ารถคว่ำเกือบตาย ไม่อยากให้มึงเจอเรื่องซวย เข้าวัดบ้าง เรื่องร้ายจะได้กลายเป็นดี”
“ผมว่าก็ดีนะครับ”เตชินท์เห็นด้วย เขาคาดคั้นมิลินด้วยสายตา อยากให้ลองดูเผื่อจะมีอะไรดีขึ้น
“แล้วแต่แม่เถอะ”
“แล้วแต่กูงั้นไปกันเลยดีไหม วัดอยู่ใกล้ๆ แม่จะไปขอหวยพระอาจารย์ด้วยอยู่พอดี”
“เล่นมาเป็นชาติก็ไม่เคยถูกยังจะเล่นอีก แม่จะไร้สาระไปถึงไหนเนี่ย”
“เป็นหมาหรือไง กัดกูเก่ง สรุปมึงจะไปไม่ไป อีคุณนายปากหมา”มณีรินยืนขึ้นเท้าเอวต่อว่าลูกสาวฉอดๆ ส่งผลให้คนโดนว่าชักสีหน้าเธอแทบไม่เคยเชื่อว่าทำบุญแล้วจะมีอะไรดีขึ้น แต่มาถึงตอนนี้อะไรที่ทำให้เธอสบายใจได้ก็จะทำ
“จะไปก็ไป ฉันรีบมีงานต้องทำต่อ”
“ก็แค่นี้!”
@วัด
“สวัสดีค่ะพระอาจารย์ วันนี้ฉันพาลูกสาวมาหาน่ะค่ะ ปีนี้มันเบญจเพส เพิ่งผ่านวันเกิดมันมาสดๆร้อนๆ เลยพามาทำบุญซะหน่อย”มณีรินยกมือไหว้พระภิกษุวัยชรา นั่งพับเพียบเรียบร้อยถวายของที่ซื้อมาเพื่อทำบุญพร้อมกับลูกสาวของหล่อน ความสนิทสนมจากการที่มณีรินมาช่วยงานวัดบ่อยทำให้มณีรินได้เข้าพบโดยไม่ต้องรอคิว หรือเรียกง่ายๆว่าใช้เส้นใช้สาย
“มีอะไรไม่รู้วนรอบตัวลูกสาวเอ็ง”ไพบูลย์ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังทักขึ้น เพราะสัมผัสได้ถึงมวลสารบางอย่างที่แรงมากๆรอบกายหญิงสาวคราวหลาน
“อะ..อะไรเหรอคะ”มณีรินเมื่อได้ยินอย่างนั้นถึงกับหุบยิ้มลงโดยอัตโนมัติ แสดงความหวาดกลัวออกมาทางสีหน้า หล่อนมองรอบตัวลูกสาวก็ไม่เห็น กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก หากมันคือสิ่งลี้ลับที่ตามลูกสาวมาจะต้องทำเช่นไร
“เอ็งไปหาเลขเหอะ เดี๋ยวข้าจะช่วยลูกสาวเอ็งเอง”
“คือ…มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ จะถึงขั้นตายไหม”มณีรินถามอย่างกล้าๆกลัวๆ เขยิบออกห่างจากมิลินเล็กน้อย ขนลุกขนพองโดยไม่ทราบสาเหตุ
“อย่าคิดมากเลยโยม”
“ช่วยลูกสาวฉันด้วยนะคะ วานพระอาจารย์ช่วยปัดเป่าเรื่องร้ายๆและเสริมดวงให้มันที แต่ฉันน่ะไม่เอาด้วยหรอกกลัวผี เดี๋ยวฉันไปหาหวยดีกว่า”มณีรินตีหน้าเศร้าเล่าจนจบ แต่เมื่อว่าจบมณีรินคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ยกมือไหว้ขอลาค่อยๆคลานเข่าออกไป ไม่อยากรับรู้สิ่งเหนือธรรมชาติที่ตัวเองมองไม่เห็น เอาเวลานี้ไปพิจารณาตัวเลขเสียยังดีกว่า
เมื่อมีที่ว่างข้างๆมิลินเตชินท์จึงอาสามานั่งแทนที่ เผื่อจะทำให้มิลินอุ่นใจมากขึ้น
“แม่เอ็งก็เป็นซะอย่างนี้”
“หมายถึงว่ามีคนตามฉันมาเหรอ”มิลินถามขึ้นมาเพราะตรงกับที่เธอสันนิษฐานไว้ ไม่มีอารมณ์คุยเล่นกับที่ไพบูลย์ชวนออกนอกเรื่อง
“ไม่แน่ใจ มองเห็นแค่เงาดำๆที่มาด้วย ตอนเอ็งเข้ามามันมีลมอะไรไม่รู้นำมาก่อน”
“ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เอามันออกให้หน่อยได้ไหมคะ”
“ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เรื่องนี้ใช่ไหม”
“ฉันมาตามหาของด้วย พระอาจารย์จะช่วยได้ไหมล่ะ ไม่อยากมาเสียเที่ยว”แค่อยากรู้ว่ามันอยู่กับใคร จะได้หายข้องใจเสียที ภาพของกุหลาบซ่อนพิษถูกเก็บไว้ในโฟล์เดอร์ของโทรศัพท์ เธอเลื่อนหาสักพักก่อนจะยื่นให้ไพบูลย์ดู
“จะลองดูแล้วกัน ขยับมาใกล้ๆ แล้วเล่าเรื่องให้อาตมาฟังทีซิว่าเรื่องมันเป็นยังไง”
หญิงสาวขยับเข้าไปหาอีกหน่อย ยื่นมือไปสัมผัสผ้าผืนเดียวกับไพบูลย์ จากนั้นมิลินก็เล่าเรื่องราวให้ฟังโดยไม่ปิดบังถึง
ไพบูลย์คายหมากในปากทิ้งใส่กระโถนไปก่อนเพื่อความสะดวก เขาตั้งสมาธิแล้วค่อยๆหลับตาลง หลังจากนั้นบริกรรมคาถาอยู่นานหลายนาที จินตนาการนึกถึงภาพที่หญิงสาวเล่า
“กุหลาบของเอ็ง มันอยู่ในที่มืด ถูกซ่อนอยู่”
“ใครเอามันไปซ่อนคะ ใช่คนนี้ไหม”เปิดภาพมาร์ตินในโซเชียลของเขามาให้ไพบูลย์ดูเพื่อความแน่ชัด“ใช่ไหมคะ”
ไพบูลย์ลืมตาขึ้นช้าๆและคลายมือจากผ้าผืนนั้น เพ่งพินิจรูปอยู่นานสองนาน ทำเอามิลินถึงกับอยู่ไม่สุขอยากได้คำตอบ หากรู้ว่าไพบูลย์มองเห็นขนาดนี้คงไม่ต้องเสียเวลากลับไปหาเอง
“ไม่ใช่ผู้ชายคนนี้ เอ็งโดนใครสักคนทำร้าย เอ็งล้มลงแล้วสร้อยของเอ็งไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ขาด แล้วคนที่เอาไปก็ไม่ใช่ผู้ชายคนที่เอ็งให้ดูรูป”
“ไอ้เมฆา!”ถ้าไม่ใช่มาร์ตินก็ต้องเป็นเขา วินาทีนั้นเธอหาทางเอาตัวรอดจนลืมโฟกัสสิ่งสำคัญ ความจริงออกมาเป็นแบบนี้แต่ใช่ว่าเธอจะลดอคติกับมาร์ตินเพราะเขาก็ทำเรื่องมากมายให้เธอไม่แพ้กัน“แล้วผู้ชายในรูปเป็นคนที่ทำของใส่ฉันใช่ไหมคะ”
