บทที่ 5 ของหาย

EP.5

“ไม่หรอก แค่พูดถึง ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีให้”

“นายดูไม่กลัวนะครับ”

“ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มองไม่เห็นมันก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละ ถ้ามึงอยากรู้ไว้ยัยนั่นฟื้นกูจะถามให้”

“ไม่ต้องก็ได้ครับ”

“ทำไมล่ะ มึงอยากรู้ไม่ใช่เหรอ”

ภานุยิ้มฝืนๆ ถึงตอนนี้เขาไม่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นแล้ว ยิ่งรู้ก็ยิ่งกลัว“แล้วนายจะนอนนี่เหรอครับ”

“ใช่ ผู้หญิงคนนั้นต้องการให้กูช่วย”

“ครับ?”

“ไม่ต้องสงสัยหรอก มึงไปเตรียมเสื้อผ้าให้กูด้วย แล้วมึงจะนอนไหนก็เรื่องของมึง”

แม้จะไม่เข้าใจเวลาที่มองเห็นแววตาคล้ายกับคนโรคจิตในตอนที่เจ้านายพูดถึงผู้หญิงคนนั้นแต่ลูกน้องหนุ่มก็พยักหน้ารับคำสั่ง ภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์แปลกๆระหว่างที่เขาขับรถกลับไปเอาของเลยเพราะแค่นี้ก็เกินจะรับไหว

@วันต่อมา

ร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วยกระตุกเบาๆ เสียงรอบข้างที่เข้ามารบกวนรวมถึงอาการระบมช้ำที่เข้าเล่นงานทำให้ร่างอรชรลืมตาโพลงขึ้นมาจนพยาบาลที่ตรวจอาการอยู่ตกใจ

“โอ๊ยยย”ความเจ็บปวดที่สะโพกทำให้มิลินร้องออกมาเสียงดัง

“คะ…คนไข้ฟื้นแล้ว”พยาบาลสาวกล่าวด้วยความดีใจ

นิ้วเรียวยาวขยี้ตาไล่ความงัวเงียก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องผู้ป่วยVIP และดึงสายตากลับมามองตัวเองที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย แขนขาของเธอมีรอยถูกมัดจางๆ มันทำให้เธอประหลาดใจอย่างมาก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย พวกคุณทำอะไรฉัน แขนขาฉันไปโดนอะไรมา”

“คนไข้เกือบจะเสียชีวิตค่ะ”

“ห๊ะ?หมายความว่าไง”

“เหมือนว่าจู่ๆอวัยวะภายในร่างกายของคนไข้หยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ คนไข้ชีพจรอ่อนลงทุกที แต่น่าแปลกที่ในระหว่างนั้นมีเสียงสวดมนต์ดังแทรกตลอดและคนไข้ดิ้นพล่านได้ด้วยค่ะ ก็เลยต้องมัดไว้กับเตียง หมอช่วยชีวิตเรื่อยๆแล้วทุกอย่างมันก็กลับมาปกติเฉยเลย อวัยวะทุกอย่างใช้งานได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหลังจากนั้นคนไข้ก็หลับไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ จนถึงตอนนี้ที่ฟื้นมาเนี่ยค่ะ หมอมาดูอาการตลอดทุกอย่างปกติดีจนน่าสงสัยไปหมด ฉันก็ไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรเหมือนกัน”

ไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ มันน่าเหลือเชื่อ ท่าทางแปลกๆเหมือนหวาดระแวงอะไรบางอย่างของพยาบาลก็ทำให้เธองงเข้าไปใหญ่

“นี่คุณไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม”

“เรื่องจริงค่ะ เรื่องคอขาดบาดตาย พยาบาลไม่กล้าเอามาล้อเล่นหรอกค่ะ”

“….”มิลินหยิกแขนตัวเองเบาๆ ความเจ็บที่ได้รับตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ความฝัน พยาบาลคงไม่ได้ล้อเธอเล่น

“จำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะมาโรง’บาลได้ไหมคะ”

“….จำได้ ฉันเป็นลมแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวเนี่ย”

“ถูกต้องค่ะ แล้วจำเรื่องราวทุกอย่างได้ใช่ไหมคะ มีความจำส่วนไหน หายไปไหม”

“ก็จำได้ปกติ เหมือนแค่นอนหลับไป ฉันรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งเป็นลมไปแป๊บเดียวเอง”

“งั้นก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ แล้วตอนนี้มีอาการอะไรไหมคะ”

“ไม่มี”ยังอยู่ในอาการสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ใจเธอมันหวิวอย่างบอกไม่ถูก เธอนอนทำใจให้สงบให้หายจากอาการช็อค ระหว่างนั้นก็ให้พยาบาลตรวจร่างกายไป

“ …แล้วฉันจะออกจากที่นี่ได้วันไหน”

“หมอคงต้องมาตรวจอีกรอบนะคะ แล้วก็ต้องคุยกับญาติคนไข้ก่อนด้วย”

“ญาติ? เตชินท์?”

“ไม่มีคนชื่อเตชินท์นะคะ มีแต่คุณมาร์ติน เมื่อคืนเขานอนเฝ้าคุณทั้งคืนเลยนะคะ”

“ใครคือมาร์ตินเหรอ”

“เอ้าคุณไม่รู้จักคุณมาร์ตินเหรอคะ นึกว่ารู้จักกันซะอีก เห็นคุณตินเฝ้าหน้าห้องทั้งคืน ฉันก็นึกว่าคุณตินจะมาเฝ้าแฟนซะอีก”

“แฟน? คงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะคะ ถ้าเป็นผู้ชายตัวสูงๆขาวๆ เป็นคนช่วยพาฉันมาที่นี่ฉันไม่รู้จักค่ะ ….แล้วเขาเป็นใครเหรอคะ”

“เขาเป็นนักธุรกิจแล้วก็เป็นหลานของเจ้าของโรงพยาบาลนี้ค่ะ”

“หลาน?”

“ใช่ค่ะ”

“แค่นี้เองเหรอ”

“ใช่ค่ะ”

“รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากกว่านี้ไหม”

“ไม่ทราบเลยค่ะ อันนี้ข้อมูลเบื้องต้นที่เขาเล่าต่อๆกันมาค่ะ”

มิลินตัดเรื่องของมาร์ตินออกไปจากหัว ฉุกคิดขึ้นมาได้กะทันหันว่าต้องโทรหาเตชินท์ ป่านนี้ทุกคนคงเป็นห่วงเธอแย่ แต่เมื่อมองหาของสำคัญอย่างกระเป๋าสะพายบนโต๊ะและรอบๆตัวกลับไม่พบ

“กระเป๋าฉันล่ะ”

“ไม่ทราบเลยค่ะ น่าจะอยู่ที่คุณตินนะคะ”

“งั้นขอยืมโทรศัพท์ได้ไหม”

“ได้ค่ะ”

“ขอบใจ แต่ออกไปก่อนได้ไหม ไม่ชอบให้ใครอยู่ด้วยตอนคุยโทรศัพท์”

“ค่ะ”พยาบาลสาวปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ให้มิลินจากนั้นก็ต้องจำใจไปรอข้างนอกตามคำสั่ง

หญิงสาวลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล เมื่อเท้าเหยียบพื้นเย็นเฉียบก็เซเล็กน้อย เดินเข้าไปห้องน้ำพร้อมกับเสาน้ำเกลือ นำโทรศัพท์ของพยาบาลสาวมากดโทรหาลูกน้องเพียงคนเดียวที่จำเบอร์ได้นั่นคือเตชินท์ รอสายอยู่นานแต่สุดท้ายปลายสายก็กดรับเบอร์แปลก

(ครับ ใครครับ)

“ฉันมีนเอง”

(นายหญิง!)เตชินท์ตะโกนลั่นด้วยความดีใจ ตามมาด้วยเสียงของใครหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นแทรกเข้ามาด้วยความดีใจไม่ต่างกัน (นายหญิงยังไม่ตาย)

“ก็เออสิวะ”ปลายสายเฮลั่น สบายใจอย่างมากหลังจากที่กลัดกลุ้มมานาน

(นายหญิงอยู่ไหนครับ เป็นยังไงบ้างครับ)

“ใจเย็นนะ ตอนนี้ฉันอยู่โรงพยาบาล ยืมโทรศัพท์คนแถวนี้มา”

(นายหญิงเป็นอะไรไปครับ! แชร์โลเคชั่นมาเดี๋ยวผมจะไปรับ!)

“ไม่ต้อง ฉันกลับไปเองได้ ฉันแค่เป็นลมน่ะ วิ่งหนีพวกแม่งโคตรเหนื่อยเลย แล้วไอ้เมฆาเป็นไงบ้าง”

(ไอ้เมฆารักษาตัวอยู่ มันไม่ตายผมไม่รู้ว่ามันจะแค้นนายหญิงมากกว่าเดิมไหม)

“เอาอย่างงี้ดีไหม เพื่อลดแรงปะทะ ปล่อยข่าวให้ด้วยนะว่าฉันตายไปแล้ว จะเหตุผลอะไรก็ตามใจ”

(ครับ ผมจะลองดู)

“แล้วไอ้เวรกานต์ล่ะ”มิลินกำหมัดแน่นเมื่อนึกถึงบุคคลที่เป็นต้นเหตุของความซวยทั้งหมด

(ไอ้กานต์มันหนีไปแล้วครับนายหญิง จะให้ตามหามันไหมครับ)

“ยังไม่ต้อง ทำตามที่บอกไปก่อน แค่นี้ก่อนนะ แล้วเจอกันนะ ไม่ต้องห่วงฉัน”มิลินกระซิบบอกเบาๆ ก่อนจะกดวางสาย หลังจากนั้นเธอทำลายหลักฐานโดยการบล็อคและลบเบอร์ที่โทรออก

“สร้อย!”กะว่าจะล้างหน้าล้างตา แต่ภาพที่ปรากฏในกระจกทำให้เธอใจหายวูบ ใบหน้าซีดเผือดโดยอัตโนมัติ ของสำคัญอย่างกุหลาบซ่อนพิษของเธอมันหายไปจากลำคอ มันหายไปได้ยังไง เปิดดูในเสื้อก็ไม่พบ มองรอบห้องน้ำก็ไม่เห็น

มิลินกุลีกุจอเดินออกจากห้องน้ำตรงมาที่เตียง รื้อดูว่าสร้อยหล่นอยู่ไหน ทั้งใต้หมอนและผ้าห่มก็ไม่พบ ทำให้หญิงสาวมือไม้สั่นไปหมด

แกร่ก~

ประตูห้องพักVIP  ถูกเปิดออกมีคนเข้ามา ซึ่งเธอไม่ได้สนใจมาร์ตินที่เดินมาพร้อมกับอาหารและยาที่พยาบาลจัดเตรียมมาให้

“คุณหาอะไร มากินข้าวก่อน นี่กำลังร้อนๆเลย”

“สร้อยฉันอยู่ไหน”มิลินตรงเข้าไปดึงกระเป๋าสะพายของเธอที่เขาถือมาด้วยมาค้นดูข้างใน ใจเสียอย่างมากเมื่อเทของในกระเป๋าออกหมดแต่ก็ไม่เจอมัน

“สร้อยอะไรของคุณ”

“ก็สร้อยของฉันที่วันนั้นคุณชมว่ามันสวยไง”

“หายเหรอ”

“ทำไมคุณถึงรู้ว่ามันหาย”มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเชือดเฉือน ดวงตากลมโตจ้องมองไปในนัยน์ตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นไม่พบพิรุธแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะปักใจเชื่อ

“ก็คุณหาไม่เจอไง ก็แปลว่าหาย”

“ฉันขอดูกระเป๋าคุณหน่อย”

“ผมจะเอาของคุณไปทำไม มันคืออะไรผมยังไม่รู้เลย”

“…”ไม่รอให้เจ้าของอนุญาต มิลินคว้ากระเป๋าของเขามาค้นทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด แต่สุดท้ายก็ไม่เจอตามที่เขาบอก มันทำให้เธอเป็นกังวลอย่างหนัก จนแทบจะร้องไห้ออกมา

“เห็นไหม บอกแล้วว่าไม่มี”

“…”แต่โจรที่ไหนมันจะยอมรับว่าตัวเองขโมยของและเอาของมาให้ค้น ของที่เธอมีสำคัญกับเธอมาก หากเขาเป็นพวกคลั่งไคล้ไสยศาสตร์และต้องการของที่เธอมี มีสิทธิ์ที่เขาจะขโมยของเธอไป

“หมอไม่ฝากอะไรให้คุณเหรอ มันไม่มีเลยเหรอ”

“ก็ไม่มีนะ คุณมากินข้าวเถอะ ผมจัดโต๊ะให้เรียบร้อยแล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป