บทที่ 2
มุมมองของซัมเมอร์
การแต่งงานครั้งนั้นคือฝันร้ายที่ถูกห่อหุ้มให้ดูราวกับความฝัน
คีแรนมอบทุกอย่างที่เขาเคยให้สัญญาไว้แก่ฉัน—เพนต์เฮาส์ที่มองเห็นบอสตันคอมมอน ตู้เสื้อผ้าที่แน่นไปด้วยแบรนด์เนม บัตรเครดิตสีดำที่ไม่มีวงเงินจำกัด เขาพาฉันเข้าสู่โลกของเจ้าพ่อเทคโนโลยีและนักลงทุนร่วมทุน ยืนเคียงข้างฉันในงานประมูลการกุศล มือวางบนเอวฉันอย่างครอบครอง ซื้อเครื่องเพชรที่มีราคาสูงกว่าบ้านของคนส่วนใหญ่เสียอีก
แต่เขาไม่เคยรักฉัน อย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ฉันเคยคิด
เขาจูบฉันเพียงครั้งเดียว—ในวันแต่งงานของเรา เพื่อให้กล้องได้ถ่ายภาพ หลังจากนั้นก็ไม่เคยอีกเลย ในห้องนอน เขาเย็นชา แทบจะโหดร้ายด้วยความเฉียบขาดของตัวเอง ไฟถูกปิดเสมอ มือของเขาคอยควบคุม จัดวางฉันให้อยู่ในตำแหน่งที่เขาต้องการพอดี เขาเอาในสิ่งที่เขาต้องการ แล้วก็พลิกตัวหนี ทิ้งให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าตอนอยู่คนเดียวเสียอีก
“มันเหมือนการลงโทษ” ฉันบอกด็อกเตอร์มาร์ติเนซ เสียงเบาราวกับลมหายใจ “เหมือนเขากำลังย้ำเตือนฉันทุกวันว่าฉันไม่เคยมองเห็นเขา ไม่เคยยอมรับการมีอยู่ของเขาตอนเรายังเป็นเด็ก เหมือนเขาแต่งงานกับฉันเพียงเพื่อทำให้ฉันอับอาย เพื่อให้ฉันรู้ว่าการเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็นมันรู้สึกอย่างไร”
“เขาเคยพูดแบบนั้นไหม”
“เขาแทบไม่พูดอะไรเลย” ฉันรู้สึกได้ว่าน้ำตากำลังก่อตัวอยู่หลังเปลือกตา “ต่อหน้าคนอื่น เขาเล่นบทสามีผู้ทุ่มเท มือวางอยู่บนหลังฉัน คอยนำทางฉันฝ่าฝูงชน แนะนำฉันด้วยคำว่า ‘มิสซิสครอส’ โดยมีความเป็นเจ้าของเจืออยู่ในน้ำเสียง แต่พอกลับถึงบ้าน... พระเจ้า พออยู่ที่บ้าน มันเหมือนใช้ชีวิตอยู่กับคนแปลกหน้า เขาควบคุมทุกอย่าง—ฉันจะไปไหน เจอใคร ใส่อะไร แม้แต่จะซื้อของชำ ฉันยังต้องให้เขาอนุมัติก่อน”
“นั่นคงยากมากสำหรับคุณ”
ยาก คำสุภาพแบบนักบำบัดเหลือเกินสำหรับสิ่งที่มันเคยเป็น มันไม่ใช่แค่ยาก มันน่าอึดอัดจนหายใจไม่ออก มันน่ากลัว มันเหมือนกำลังจมน้ำอย่างช้าๆ วันแล้ววันเล่า ขณะที่ทุกคนรอบตัวพากันอิจฉาชีวิตสมบูรณ์แบบของฉันกับสามีมหาเศรษฐีผู้สมบูรณ์แบบ
“ฉันอยากหย่า” ฉันพูด “หลังจากสองปี ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉันร่างเอกสารไว้หมดแล้ว มีทนายพร้อมแล้ว ฉันแค่ต้องบอกเขา”
“แล้วนั่นก็คือตอนที่คุณไปวอลเดนพอนด์”
ตอนนี้มือของฉันสั่นแล้ว กระดาษทิชชูยุ่ยจนแทบสลาย เหลือเศษสีขาวเล็กๆ เต็มตักไปหมด “เขาเป็นคนเสนอเอง อยู่ๆ เช้าวันหนึ่งตอนกินอาหารเช้า เขาก็พูดว่า ‘ไปวอลเดนพอนด์กันเถอะ แค่เราสองคน เราไปว่ายน้ำกันได้’ แล้วฉันก็คิด...” ฉันหัวเราะอย่างขมขื่น “ฉันคิดว่ามันเหมาะสมสมบูรณ์แบบ วอลเดนพอนด์—สถานที่ที่โธโรเคยไปเพื่อค้นหาตัวเอง เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีเจตจำนง มันดูเป็นสถานที่ที่เหมาะจะจบการแต่งงานที่ไม่เคยเริ่มต้นขึ้นจริงๆ”
“แล้วคุณก็ไป”
“ใช่ ฉันไป”
ตอนนี้ความทรงจำหลั่งไหลมาเร็วขึ้น คมชัดขึ้น ด็อกเตอร์มาร์ติเนซพยายามปลดล็อกมันมาสามปีแล้ว และจู่ๆ เขื่อนก็กำลังแตก
ภาพการขับรถออกไปวอลเดนพอนด์ คีแรนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเทสลาสีดำ ทิวชนบทของแมสซาชูเซตส์เลื่อนผ่านไปนอกหน้าต่าง ส่วนฉันนั่งอยู่เบาะข้าง เอกสารหย่าซ่อนอยู่ในกระเป๋าถือ มือชื้นเหงื่อทุกครั้งที่พยายามซ้อมสิ่งที่กำลังจะพูด
คีแรน ฉันซาบซึ้งกับทุกอย่างที่คุณทำให้ฉันนะ แต่เราทั้งคู่ก็รู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นความผิดพลาด ฉันเซ็นสัญญาก่อนสมรสยกเว้นสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินของคุณทั้งหมดแล้ว ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ ฉันแค่อยากได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา
เขาเงียบตลอดทาง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ คีแรนเป็นคนเงียบอยู่แล้ว สิ่งที่ผิดปกติคือทุกๆ ไม่กี่นาทีเขาจะเหลือบมองฉัน สีหน้าคล้ายคนประหม่าอยู่ลึกๆ
“อากาศดีนะ” เขาพูดขึ้นมาตอนหนึ่ง
“ใช่” ฉันตอบได้เพียงเท่านั้น “เหมาะจะว่ายน้ำมาก”
วันนั้นทะเลสาบสวยมาก น้ำใสกระจ่างและเย็นสะอาด สะท้อนท้องฟ้าราวกระจก มีคนอื่นอยู่ประปรายตามชายฝั่ง—ครอบครัวที่พาเด็กๆ มา คู่รักที่นั่งบนผ้าปูพื้น ผู้ชายคนหนึ่งกับเรือคายัก ทุกอย่างดูธรรมดา ปลอดภัย
พวกเราเปลี่ยนชุดว่ายน้ำกันในรถ ของฉันเป็นวันพีซสีดำเรียบๆ เน้นใช้งานมากกว่าจะเน้นความสวย คีแรนใส่กางเกงว่ายน้ำสีน้ำเงินกรมท่า และฉันก็สังเกตเห็น อย่างที่ฉันสังเกตเห็นอยู่เสมอ ว่าเขาผอมมาก ไม่ถึงกับดูไม่แข็งแรง แต่ผอมเพรียวในแบบของคนที่มักลืมกินข้าวเวลาเอาแต่ทำงาน คนที่ขับเคลื่อนตัวเองด้วยกาแฟกับความเครียด มากกว่ามื้ออาหารที่เหมาะสม
พวกเราลุยลงไปในน้ำด้วยกัน น้ำเย็นจัดเสียจนฉันต้องสูดหายใจเฮือก แต่หลังจากอากาศร้อนชื้นของเดือนสิงหาคม มันก็ให้ความสดชื่นอย่างประหลาด ฉันว่ายออกไปทางกลางน้ำ ห่างจากฝั่ง ห่างจากผู้คนอื่น ๆ เพราะคิดว่าฉันต้องการที่ว่างเพื่อพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูด
“คีแรน” ฉันเริ่มต้น พลางตีขาอยู่กับที่ในน้ำ “ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณเรื่องหนึ่ง—”
แล้วตะคริวก็เล่นงานน่องขวาของฉันในตอนนั้นเอง
ความเจ็บปวดมาในทันทีและรุนแรงเสียจนแทบทนไม่ไหว ราวกับมีใครเอาสายเคเบิลเหล็กมารัดกล้ามเนื้อไว้ แล้วบิดมันให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ ฉันสำลัก จมลงไปใต้น้ำ กลืนน้ำเข้าไป ความตื่นตระหนกพุ่งเข้าใส่ฉันราวกับเป็นแรงกระแทกจริง ๆ ฉันหายใจไม่ออก คิดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงดิ้นพล่านต่อสู้กับน้ำที่จู่ ๆ ก็เหมือนจะคร่าชีวิตฉัน
แล้วคีแรนก็อยู่ตรงนั้น
—
นี่คือส่วนที่ฉันปิดกั้นมันไว้ ส่วนที่สมองซุกซ่อนจากฉัน เก็บมันไว้ในมุมมืดสักแห่งที่ฉันไม่จำเป็นต้องหันไปมอง แต่ตอนนี้ ในห้องทำงานของหมอมาร์ติเนซ ขณะมีแสงฤดูใบไม้ร่วงทอดเฉียงผ่านหน้าต่าง ทุกอย่างก็ไหลบ่ากลับมาพร้อมความชัดเจนอันสมบูรณ์แบบและแสนโหดร้าย
อ้อมแขนของคีแรนโอบฉันจากด้านหลัง แขนขวาของเขา—แขนข้างที่ไม่เคยฟื้นกลับมาเต็มที่นับจากอาการบาดเจ็บบางอย่างที่เขาเคยได้รับตอนมัธยม—รัดรอบเอวฉันไว้ด้วยแรงอันสิ้นหวัง เสียงของเขาดังอยู่ข้างหูฉัน แหบพร่าและเร่งร้อน “ผมจับคุณไว้แล้ว อย่าขัดขืนผม”
แต่ฉันขัดขืน ในความตื่นกลัว ฉันตะกุยเขา ลากเขาจมลงไปกับฉัน เกือบทำให้เราทั้งคู่จมน้ำตาย ฉันจำสัมผัสของไหล่เขาใต้มือได้ จำได้ว่าลมหายใจของเขากระท่อนกระแท่นเพียงใด ขณะพยายามพยุงศีรษะของเราทั้งคู่ให้พ้นน้ำ
“ฝั่ง” เขาหอบพูด “ซัมเมอร์ หยุดดิ้น ให้ผม—”
แต่ฉันหยุดไม่ได้ น้ำยังคงไหลเข้าปาก เข้าปอดของฉัน และทั้งหมดที่ฉันคิดได้มีเพียง ฉันกำลังจะตาย ฉันกำลังจะตาย ฉันกำลังจะตาย
แขนขวาของเขาเริ่มสั่น ฉันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นที่วิ่งผ่านกล้ามเนื้อของเขา ขณะที่เขาฝืนพยุงฉันไว้ แขนข้างนั้น แขนที่อ่อนแรงกว่าเดิมอยู่เสมอ ควบคุมได้ไม่ดีเท่าเดิมอยู่เสมอ เขากำลังเสียการยึดเกาะ
“ช่วยด้วย!” ฉันได้ยินเขาตะโกน เสียงของเขาแตกพร่า “ใครก็ได้ ช่วยเราที!”
ตอนนี้ฉันนึกออกแล้ว มีคนพายเรือคายัคอยู่คนนึง ผู้ชายหนุ่มที่พายอยู่แถวนั้น เขาหันมาตามเสียงตะโกนของคีแรน แล้วรีบมุ่งตรงมาหาเรา
“อดทนไว้” คีแรนพูดข้างหูฉัน แล้วน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป อ่อนลง กลายเป็นบางอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน “ซัมเมอร์... ที่รัก อดทนไว้นะ”
ที่รัก
ตลอดสองปีของชีวิตแต่งงาน เขาไม่เคยเรียกฉันแบบนั้นเลย ไม่เคยใช้คำหวานใด ๆ เลยสักครั้ง มีแต่ “ซัมเมอร์” ด้วยน้ำเสียงเรียบแบน ควบคุมไว้แน่นหนา หรือไม่ก็ “มิสซิสครอส” เวลาเราอยู่ต่อหน้าคนอื่น
แต่ตอนนี้ ตอนที่เราสองคนกำลังจะจมน้ำตาย เขาเรียกฉันว่าที่รัก
“ผมจะไม่ยอมให้คุณตาย” เขาพูด และแม้ในความอ่อนล้าสิ้นแรง ฉันก็ยังได้ยินความแน่วแน่ในน้ำเสียงนั้น “ผมไม่ยอมแน่ ผมสัญญา”
เรือคายัคเข้ามาใกล้ขึ้น “จับไม้พายไว้!” ชายคนนั้นตะโกน พลางยื่นมันมาทางพวกเรา
คีแรนขยับมือที่จับฉันไว้ และฉันก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย จากนั้นเขาก็ผลัก—ผลักอย่างแรง—ยกฉันขึ้นพ้นน้ำ แทบจะโยนฉันเข้าไปทางเรือคายัค
ฉันคว้าไม้พายไว้ ชายพายเรือดึงฉันขึ้นไป แล้วฉันก็ทรุดลงในเรือ ไอจนตัวงอและขย้อนน้ำออกมา น้ำจากทะเลสาบไหลทะลักออกจากปากและจมูก
“สามีคุณ!” คนพายเรือตะโกน “สามีคุณอยู่ไหน”
ฉันหันกลับไปมองผืนน้ำ และตอนนั้นเองที่ฉันเห็นเขา
คีแรนยังอยู่ตรงนั้น ห่างออกไปราวสิบฟุต ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แต่เขากลับกำลังยิ้ม ยิ้มจริง ๆ ด้วยสีหน้าอ่อนโยน นุ่มนวล แบบที่ฉันไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน ราวกับเขากำลังมองสิ่งล้ำค่าบางอย่าง
เขากำลังมองฉัน
ริมฝีปากของเขาขยับ และถึงแม้ฉันจะไม่ได้ยินเพราะเสียงไอของตัวเอง ฉันก็อ่านออกว่าเขากำลังพูดอะไร
ผมขอโทษ ผมรักคุณ
แล้วเขาก็จมหายลงไปใต้ผิวน้ำราวกับก้อนหิน
