บทที่ 1 01 ฉันเกลียดผู้หญิงอย่างเธอที่สุด
...ถ้าวันหนึ่งฉันหายไป
อยากรู้เหลือเกินว่าเธอนั้นจะรู้สึกบ้างไหม
เห็นฉันบ้างไหมในสายตา
หรือฉันไม่เคยจะมีค่าอะไร
...ถ้าหากว่าฉันหายไป
จะมีสักครั้งบ้างไหมที่เธอรู้สึกว่าเสียใจ
ก็ไม่รู้ฉันต้องก้าวเดินต่อไปไหม
หรือว่าฉันนั้นก็ควรจะหยุดเอาไว้แค่นี้
แค่ตรงที่ไกลเท่าเดิม
01 ฉันเกลียดผู้หญิงอย่างเธอที่สุด
เสียงดนตรีบีทหนักหน่วงดังกระหึ่มไปทั่วผับหรูใจกลางเมืองหลวง แสงไฟหลากสีสาดส่องตัดกับความมืดมิดในยามราตรี ท่ามกลางผู้คนที่กำลังโยกย้ายเรือนร่างไปตามจังหวะเพลง
ในโซน VIP ชั้นลอยที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ‘ภาคษ์ วรเมธากุล’ ศัลยแพทย์ระบบประสาทชื่อดังที่มีดีกรีเป็นถึงลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเอกชลที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย อีกทั้งเขายังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกด้วย เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมบน กำลังนั่งจิบวิสกี้ชั้นดีด้วยท่าทีนิ่งขรึม แตกต่างจากกลุ่มเพื่อนสนิทที่กำลังสนุกสนานกับบรรยากาศรอบตัว
"เฮ้ย! ไอ้ภาคษ์" เสียงของหนึ่งในกลุ่มเพื่อนดังขึ้นฝ่าเสียงเพลง พร้อมกับมือที่ตบลงบนบ่าหนา "นั่นใช่น้องสโรชา น้องสาวข้างบ้านมึงปะวะ"
ภาคษ์ขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะปรายตาคมกริบมองตามทิศทางที่เพื่อนชี้ไป
ที่โต๊ะมุมหนึ่งด้านล่าง ปรากฏร่างของกลุ่มหญิงสาวที่ตกเป็นเป้าสายตาของเสือสิงห์กระทิงแรดแทบทั้งผับ แต่ละคนสวมชุดเดรสรัดรูปสั้นกุด เว้าหน้าคว้านหลัง เผยสัดส่วนโค้งเว้าอย่างจงใจจนดูคล้ายกับผู้หญิงที่ออกมายืนรอขายบริการมากกว่าจะมานั่งดื่มเฉยๆ
และคนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนั่นก็คือ 'สโรชา อัครเดช’ เธออยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงสดแนบเนื้อที่สั้นจนแทบจะปิดอันเดอร์แวร์ไม่มิด รอยผ่าด้านข้างโชว์เรียวขาขาวเนียน ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกแต่งแต้มอย่างจัดจ้าน ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดกำลังแย้มยิ้มหยาดเยิ้มพลางชนแก้วกับผู้ชายโต๊ะข้างๆ ที่พยายามเข้ามาสานสัมพันธ์
ดวงตาคมของหมอหนุ่มวูบไหวไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก สันกรามคมนูนขึ้นจากการขบกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่เพียงเสี้ยววินาที ท่าทีเหล่านั้นก็ถูกฉาบทับด้วยความเย็นชาและแทนที่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เขาละสายตาจากภาพนั้นอย่างไม่แยแส ก่อนจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบราวกับว่าผู้หญิงตรงนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ
“เชี่ย! โคตรเด็ดเลย" เพื่อนอีกคนในโต๊ะผิวปากหวือ สายตายังคงจับจ้องไปที่สโรชาอย่างไม่วางตา "สวยเอ็กซ์ หุ่นเอกซ์คลูซีฟขนาดนี้ ถ้าเป็นน้องสาวข้างบ้านกูนะ เสร็จกูไปตั้งนานแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้รอดมานั่งแต่งตัวรัดติ้วอ่อยผู้ชายไปทั่วแบบนี้หรอก เสียดายของฉิบหาย มึงทนมองข้ามไปได้ไงวะไอ้หมอ"
คำพูดคึกคะนองของเพื่อนทำให้ภาคษ์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เย้ยหยันและไร้ซึ่งความรู้สึกยินดีใดๆ
นิ้วยาวแกว่งแก้วทรงเตี้ยในมืออย่างช้าๆ ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเชือดเฉือนไปถึงกระดูก
“เหอะ! สวยแต่รูป จูบไม่หอมน่ะสิ” ภาคษ์ปรายตามองลงไปที่ร่างบางในชุดสีแดงอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง เมื่อนึกถึงวีรกรรมร้ายกาจที่สโรชาชอบทำกับคนอื่น "นิสัยแย่ๆ ร้ายกาจแถมยังเอาแต่ใจ ผู้หญิงแบบนี้ไม่มีใครเขาอยากได้ไปเป็นเมียหรือแม่ของลูกหรอก เต็มที่ก็เป็นได้แค่…ของเล่นข้ามคืนเท่านั้นแหละ”
"มึงก็พูดถึงน้องเขาแรงไปไอ้ภาคษ์" หนึ่งในกลุ่มเพื่อนแย้งขึ้นมา พลางมองลงไปยังชั้นล่างด้วยสายตาเสียดาย "ดูๆ ไปน้องเขาก็ไม่ได้ดูแย่อะไรขนาดนั้น บางทีสโรชาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ มึงอคติกับน้องเขาเกินไปหรือเปล่า"
ภาคษ์แค่นหัวเราะในลำคออีกครั้ง ดวงตาคมกริบฉายแววเย้ยหยันเมื่อได้ยินคำว่า 'คนดี' หลุดออกมาจากปากเพื่อน
"คนดีงั้นหรอ" หมอหนุ่มทวนคำเสียงเย้ยหยัน "คนดีๆ ที่ไหนเขาจะแต่งตัวเหมือนโสเภณีออกมาเร่ขายตัว แล้วมาเที่ยวนั่งอ่อยผู้ชายในผับในบาร์แบบนี้วะ”
“ไอ้ภาคษ์ กูว่ามึงชักจะอคติเกินไปแล้วนะ” เพื่อนคนนึ่งส่ายหน้าให้กับความคิดของคนที่เป็นถึงนายแพทย์ชื่อดังดีกรีนักเรียนนอก
“…” ภาคษ์ยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนดีๆ ป่านนี้เขาอาบน้ำ สวดมนต์ ไหว้พระเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่มานั่งกระดกเหล้ามั่วสุมกันดึกๆ ดื่นๆ ในสภาพแบบนี้หรอก"
เพื่อนอีกคนในโต๊ะถึงกับชะงัก แก้วเหล้าที่กำลังจะยกขึ้นดื่มค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ก่อนจะโพล่งสวนขึ้นมาทันควัน
"อ้าว ไอ้เชี่ยหมอ! มึงด่ากราดแบบนี้ หมายถึงด่ากระทบพวกกูด้วยใช่ไหม พวกกูก็นั่งแดกเหล้าอยู่กับมึงปะวะ"
ภาคษ์ไม่ตอบคำถามนั้น เขาทำเพียงถอนหายใจแรงๆ ความหงุดหงิดตีตื้นขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ ยิ่งหางตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มที่สโรชาแจกจ่ายให้ผู้ชายหน้าหม้อโต๊ะข้างๆ เส้นความหงุดหงิดของเขาก็ยิ่งขมวดเกลียวแน่น เขาไม่อยากยอมรับว่าภาพผู้หญิงร่านรักคนนั้นมันรบกวนจิตใจเขามากแค่ไหน
ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาวางแก้ววิสกี้กระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังจนเพื่อนๆ สะดุ้งหันมามอง
"กูจะออกไปสูดอากาศข้างนอก" ภาคษ์เอ่ยเสียงกร้าว ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง
"อ้าว เพิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่เอง จะไปไหนวะ แล้วเดี๋ยวมึงจะกลับเข้ามาอีกปะเนี่ย"
"ไม่รู้ กูก็แค่จะไปหาที่ที่อากาศมันสะอาดกว่านี้" ภาคษ์ปรายตาลงไปมองร่างบางในชุดเดรสสีแดงสดเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "กูไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกับผู้หญิงที่แค่เห็นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว"
จบประโยคนั้น ร่างสูงก็หันหลังเดินล้วงกระเป๋ากางเกงสาวเท้าออกไปจากโซน VIP ทันที ทิ้งให้กลุ่มเพื่อนมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงงกับอารมณ์เกรี้ยวกราดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหันของหมอหนุ่ม
“สงสัยมันคงตรวจคนไข้เยอะจนเป็นประสาทซะเอง”
ภาคษ์ยืนพิงรถสปอร์ตคันหรูของตัวเองอยู่ในโซนวีไอพีของลานจอดรถ เสียงบีทหนักๆ จากผับชั้นในเล็ดลอดออกมาเพียงแผ่วเบา แต่ก็ไม่อาจกลบเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยแรงอารมณ์ของเขาได้
ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกอีกเม็ดเพื่อระบายความอึดอัด เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ก้าวเท้ากลับเข้าไปในสถานที่อโคจรแห่งนั้นอีก ไม่ใช่เพราะรำคาญเสียงดัง ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่ายเพื่อนฝูง แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากทนเห็นหน้าผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นต่างหาก
ยิ่งนึกถึงภาพร่างบางในชุดเดรสสีแดงสดที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกับผู้ชายแปลกหน้า สันกรามของภาคษ์ก็ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
“ร่าน…” คำผรุสวาทหลุดออกจากริมฝีปากหยักลึกพร้อมกับความรู้สึกขยะแขยงที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
เขาเกลียดผู้หญิงคนนั้น เกลียดจนไม่อยากจะใช้อากาศหายใจร่วมกัน เกลียดทุกท่วงท่า เกลียดสายตาเย่อหยิ่ง เกลียดความเป็นลูกคุณหนูของเธอที่คิดว่าตัวเองมีเงินแล้วจะเหยียบย่ำใครก็ได้
ในห้วงความคิดของหมอหนุ่ม ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของสโรชาที่ยืนกอดอก เชิดหน้าจิกตาใส่ ‘พันทิวา’ พร้อมกับสาดคำพูดร้ายกาจสารพัดใส่ลูกคนรับใช้ที่ไม่มีทางสู้
‘เกิดมาเป็นแค่ลูกคนใช้ ก็หัดเจียมตัวซะบ้างนังทิวา อย่าสะเออะมาตีตัวเสมอฉัน!’
‘เช็ดรองเท้าให้ฉันเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่สะอาด แกก็ไม่ต้องกินข้าว!’
และทุกครั้ง...ฉากจบก็คือภาพของพันทิวาที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว น้ำตาของพันทิวาเปรียบเสมือนน้ำกรดที่หยดลงกลางใจของเขาเพราะพันทิวาคือผู้หญิงที่เขาแอบชอบ
เขาหลงรักความอ่อนหวานและความอ่อนโยนของพันทิวา เขาเฝ้ามองทะนุถนอมเธอมาตั้งแต่เด็ก หวังเพียงว่าวันหนึ่งเขาจะมีสิทธิ์กางปีกปกป้องเธอจากกรงเล็บของนางมารร้ายอย่างสโรชาได้อย่างเปิดเผย
แต่ยิ่งเขาแสดงออกว่าห่วงใยพันทิวามากเท่าไหร่ สโรชาก็ยิ่งบ้าคลั่งและหาเรื่องกลั่นแกล้งพันทิวาหนักขึ้นราวกับคนเสียสติ สำหรับเขาษ์แล้ว สโรชาไม่มีความดีอะไรหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว เธอคือผู้หญิงใจดำที่เกิดมาเพื่อทำลายความสุขของคนอื่นไปวันๆ
“ฉันเกลียดผู้หญิงอย่างเธอที่สุด สโรชา!”
