บทที่ 10 10 หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง

10 หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง

มือเล็กที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปผลักบานประตูให้เปิดออก สโรชาก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ก่อนจะชะงักงันกัยสภาพห้องตรงหน้า ทำเอาก้อนสะอื้นลูกใหญ่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคออีกครั้ง

มันคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่มีกลิ่นอับชื้นลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ไม่มีเตียงคิงไซส์หนานุ่ม ไม่มีแอร์คอนดิชันเนอร์เย็นฉ่ำ ไม่มีพรมขนสัตว์หรือตู้เสื้อผ้าบิวต์อินหรูหรา มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ปูด้วยฟูกบางเฉียบแข็งกระด้าง ตู้เสื้อผ้าพลาสติกใบเล็กและพัดลมตั้งโต๊ะสนิมเขรอะที่ส่ายหน้าไปมาส่งเสียงดังแก๊กๆ

“ฮึก...ไม่จริง" หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงแข็งๆ สองมือยกขึ้นปิดหน้า ปล่อยให้น้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกั้นได้อีกต่อไป “ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย”

ภาพห้องนอนที่คฤหาสน์หลังเดิม ห้องที่กว้างใหญ่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงระยับ มีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อมราวกับห้องของเจ้าหญิง บัดนี้มันกลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ

ชีวิตของคุณหนูสโรชาจบสิ้นลงแล้วจริงๆ เธอต้องมาซุกหัวนอนในห้องแคบๆ ร้อนอบอ้าว ต้องกลายมาเป็นนางทาสให้กับผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจโขกสับ

แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การสูญเสียเงินทองหรือความสุขสบาย แต่เป็นสายตาและรอยยิ้มเยาะเย้ยของภาคษ์

‘ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรกนะ...นังคนรับใช้คนใหม่!’

ประโยคถากถางและสายตาเหยียดหยามของเขา ดังก้องสะท้อนไปมาในโสตประสาท เปรียบเสมือนน้ำมันชั้นดีที่ราดรดลงบนกองไฟในใจของเธอ

มือเรียวที่กำลังปาดน้ำตาชะงัก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ฟันซี่เล็กขบเข้าหากันแน่นจนกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

“สะใจมากใช่ไหมคะพี่ภาคษ์” เธอเค้นเสียงพึมพำลอดไรฟัน นัยน์ตาฉายแววตัดพ้อ "พี่เห็นชาตกต่ำ พี่เห็นชาไม่เหลืออะไรในชีวิต แล้วพี่ก็เหยียบย่ำซ้ำเติมชาให้จมดิน พี่เกลียดชามากนักใช่ไหม"

สองมือเล็กกำเศษผ้าปูที่นอนเก่าๆ เอาไว้แน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ยิ่งนึกถึงภาพใบหน้าเยาะเย้ยของภาคษ์ก็ยิ่งเจ็บใจ

“ได้! ในเมื่อพี่อยากให้ชาเป็นคนรับใช้ ชาก็จะเป็นให้” หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืน เชิดหน้าขึ้นสูง แววตาแข็งกร้าวราว เพราะเธอรู้ตัวดีว่าอ่อนแอต่อหน้าภาคษ์ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็ยิ่งจะเหยียบให้จมดิน "ในเมื่อพี่รังเกียจชา เยาะเย้ยชาในวันที่ชาล้มดีนัก ชาก็จะใช้ความร้ายกาจของชานี่แหละ ป่วนชีวิตพี่ให้พี่ไม่มีความสุข"

รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากบาง สโรชาปาดน้ำตาหยดสุดท้ายทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

“เตรียมตัวรับมือคนรับใช้คนนี้เอาไว้ให้ดีละกัน ชาจะทำให้พี่คลั่ง จะยั่วโมโห จะทำทุกวิถีทางให้พี่เกลียด…เกลียดจนอยากจะเอามือมาบีบคอชาให้ตายคามือพี่เลยคอยดู!"

พรึ้บ!!!

ภายในห้องนอนส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหราของคุณหญิงอิงอร บานประตูถูกผลักเข้ามาแล้วปิดลงอย่างแรงด้วยฝีมือของลูกชายเพียงคนเดียว

ร่างสูงของหมอภาคษ์เดินงุ่นง่านเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง ใบหน้าหล่อเหลายังคงบึ้งตึงและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ไม่สามารถระงับได้

คุณหญิงอิงอรที่เพิ่งจะเอนกายลงบนเก้าอี้พักผ่อน ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นท่าทีฟึดฟัดของลูกชาย

"จะตามมาโวยวายอะไรอีกตาภาคษ์ แม่ปวดหัวจะแย่อยู่แล้วนะ"

"ผมต่างหากที่ต้องปวดหัว คุณแม่ทำแบบนี้ได้ยังไงครับ" ภาคษ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าว "ผมมาคุยกับคุณแม่เป็นการส่วนตัว เพราะผมไม่เห็นด้วยจริงๆ ที่คุณแม่ยอมให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา คุณแม่กำลังชักศึกเข้าบ้านนะครับ"

"ศึกบ้าบออะไรของแก หนูชาตัวคนเดียว แถมยังเพิ่งสิ้นเนื้อประดาตัวมา จะเอาปัญญาที่ไหนมาทำเรื่องวุ่นวาย" คุณหญิงอิงอรแย้ง พยายามมองโลกในแง่ดี "แกก็อคติกับน้องเกินไป เห็นๆ อยู่ว่าน้องกำลังลำบาก ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดขนาดนั้น"

“มันก็แค่มารยาตบตาคนแก่ใจดีอย่างคุณแม่ไงครับ" ภาคษ์ทนไม่ไหว ขยับเข้าไปใกล้เบาะนั่งของมารดา นัยน์ตาคมกริบฉายแววผิดหวังที่คุณแม่ของตนมองไม่ออกถึงเนื้อแท้ของผู้หญิงที่ชื่อสโรชา "คุณแม่เห็นแต่ด้านที่สโรชาทำตัวน่ารัก ออดอ้อน เป็นหญิงสาวที่แสนดี แต่คุณแม่ไม่เคยเห็นเวลาที่ผู้หญิงคนนั้นอยู่ลับหลังผู้ใหญ่เลยสักนิด"

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะแฉพฤติกรรมเลวร้ายของคุณหนูตกอับให้มารดาฟังอย่างหมดเปลือก

"คุณแม่รู้ไหมครับ ว่าทำไมผมถึงเกลียดผู้หญิงคนนั้นนักหนา เพราะเนื้อแท้ของสโรชาทั้งร้ายกาจ เห็นแก่ตัว และชอบกดหัวคนอื่นให้ต่ำต้อย คุณแม่จำพันทิวาได้ใช่ไหมครับ เด็กรับใช้ที่บ้านสโรชาที่เพิ่งหายตัวไป"

พอได้ยินชื่อของพันทิวา คุณหญิงอิงอรก็ชะงักไปเล็กน้อย หล่อนจำได้เธอว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่มักจะก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆ

"รู้ไหมครับว่าสโรชาทำกับพันทิวายังไงบ้าง" ภาคษ์กำหมัดแน่นเมื่อภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัว "เธอจิกหัวใช้พันทิวาราวกับทาส วันไหนอารมณ์ไม่ดีก็เอาข้าวของปาใส่ ทุบตี ข่มขู่สารพัด สโรชาทำกับพันทิวาเหมือนคนไม่มีค่า ไม่เคยมองว่าพันทิวาเป็นคนเลยด้วยซ้ำ"

น้ำเสียงของภาคษ์สั่นพร่าไปด้วยความโกรธแค้นแทนคนที่ตนเองแอบรัก

"ผู้หญิงที่จิตใจโหดร้ายทารุณ สามารถรังแกคนที่ไม่มีทางสู้ได้อย่างเลือดเย็นแบบนั้น คุณแม่คิดว่าน้ำตาที่เธอร้องไห้เมื่อกี้มันคือความน่าสงสารจริงๆ เหรอครับ มันก็แค่ละครฉากหนึ่งที่เธอใช้เพื่อหาที่ซุกหัวนอนเท่านั้นแหละ"

คุณหญิงอิงอรนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หล่อนพอรู้อยู่บ้างว่าสโรชามีนิสัยยังไงและหล่อนก็มองออกว่าสโรชาคิดยังไงกับภาคษ์ ถึงสโรชาจะเป็นเด็กแก่นๆ ดูไม่ค่อยมีสัมมาคาราวะ แต่ลึกๆหล่อนก็เอ็นดูและอยากให้ภาคษ์ลงเอยกับสโรชามากกว่า

…เพราะหล่อนไม่อยากให้ภาคษ์ไปยุ่งกับพันทิวา

"แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วนะภาคษ์ หนูชาไม่ได้มีอำนาจหรือเงินทองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว น้องไม่มีฤทธิ์เดชอะไรจะไปรังแกใครได้อีกแล้วล่ะลูก"

"งูพิษต่อให้มันลอกคราบหรือโดนถอดเขี้ยว สันดานมันก็ยังเป็นงูพิษอยู่วันยังค่ำแหละครับคุณแม่" ภาคษ์ตอกกลับอย่างไม่ลดละ “ผมเตือนคุณแม่แล้วนะครับ ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้เพราะผู้หญิงคนนั้น ผมจะไม่แปลกใจเลย"

ชายหนุ่มทิ้งท้ายไว้ด้วยความเด็ดขาด ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คุณหญิงอิงอรนั่งขมวดคิ้ว ลอบถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความลำบากใจ

หวังว่าการตัดสินใจรับสโรชาเข้ามาในบ้านครั้งนี้ คงจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างที่ลูกชายเตือนเอาไว้จริงๆ

“ต่อให้แกพยายามแค่ไหน แม่ก็ไม่มีวันเอาลูกคนรับใช้มาเป็นลูกสะใภ้หรอก แกเลิกหวังลมๆแล้งๆได้แล้วตาภาคษ์"

หล่อนอาบน้ำร้อนมาก่อน ทำไมจะไม่รู้ว่าสายตาที่ลูกชายตัวดีแอบมองพันทิวาลูกสาวคนรับใช้ในบ้านกิตติภพมันหมายความว่ายังไง

หล่อนรู้มาตั้งนานแล้วว่าภาคษ์แอบมีใจให้เด็กคนนั้น คอยช่วยเหลือ คอยมองตามหลังอยู่ตลอดเวลา และนั่นแหละคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ภาคษ์เกลียดชังหน้าสโรชาเข้ากระดูกดำ

...เพราะสโรชาชอบไปกลั่นแกล้งผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบ

"เป็นถึงหมอ เป็นถึงทายาทตระกูลผู้ดีมีชาติตระกูล แต่กลับตาต่ำไปหลงรักลูกคนรับใช้"

คุณหญิงเดินงุ่นง่านไปมากลางห้องด้วยความหงุดหงิด แค่นึกถึงภาพลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเอง เดินควงแขนผู้หญิงที่วันๆ เอาแต่ล้างจาน ซักผ้า มาเชิดหน้าชูตาในฐานะสะใภ้ หล่อนก็แทบจะลมจับแล้ว

สำหรับหล่อนแล้ว เรื่องหน้าตาและฐานะทางสังคมคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ต่อให้สโรชาจะตกอับ ล้มละลาย หรือสิ้นเนื้อประดาตัวจนไม่เหลืออะไรเลย แต่อย่างน้อยสโรชาก็ยังมีสายเลือดผู้ดี มีชาติตระกูล มีหัวนอนปลายเท้าที่สามารถคุยโวได้ว่าเคยเป็นใครมาจากไหน

แต่กับพันทิวา...ที่เป็นแค่ลูกคนรับใช้ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีอะไรคู่ควรกับลูกชายของหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

"อย่าหวังเลยว่าแม่จะยอมให้แกคบกับพันทิวา ต่อให้แกจะโน้มน้าวแม่สักแค่ไหน แม่ก็ไม่มีวันใจอ่อนหรอก"

————-

บทก่อนหน้า
บทถัดไป