บทที่ 11 11 หน้าที่และของแม่บ้านคนใหม่
11 หน้าที่และของแม่บ้านคนใหม่
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีตุ่นเข้ามาภายในห้องพักแคบๆ สโรชาขยับตัวพลิกตะแคง ก่อนจะนิ่วหน้าหลุดเสียงร้องโอดครวญออกมาเบาๆ เมื่อความปวดเมื่อยแล่นริ้วไปทั่วทั้งแผ่นหลังและลำตัว
เตียงไม้เก่าๆ กับฟูกบางเฉียบที่แข็งกระด้างราวกับแผ่นกระดาน ทำเอาสรีระที่เคยนอนหลับสบายอยู่บนเตียงคิงไซส์หนานุ่มมาทั้งชีวิตถึงกับระบมไปหมด
หญิงสาวฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสียงท้องร้องจ๊อกๆ ประท้วงความหิวโหยทำให้เธอต้องลากสังขารตัวเองลุกจากเตียง เดินกะเผลกออกจากห้องพักตรงไปยังห้องครัวใหญ่ของคฤหาสน์เพื่อหาอะไรตกถึงท้อง
แต่เมื่อเปิดตู้เย็น ความหวังที่จะได้กินของอร่อยๆ ก็พังทลายลง เพราะภายในนั้นไม่มีอาหารสำเร็จรูปหรือของกินเล่นใดๆ เลย มีเพียงผักสดและเนื้อสัตว์แช่แข็งที่ต้องนำไปทำอาหารเองเท่านั้น
"อะไรกันเนี่ย บ้านเศรษฐีประสาอะไรไม่มีของกินติดตู้เย็นเลย"
สโรชาสบถอย่างหัวเสีย ปิดตู้เย็นดังปัง ก่อนจะหมุนตัวหันกลับมา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อสายตาปะทะเข้ากับกองภูเขาจานชามที่วางอยู่บนอ่างล้างจาน
คราบเศษอาหารและคราบมันเกาะกรังดูสกปรกจนน่าสะอิดสะเอียน ปริมาณของมันเยอะมากเสียจนเหมือนคนทั้งบ้านจงใจกวาดจานชามทุกใบในตู้มาสุมทิ้งไว้ โดยไม่ได้ล้างมาเป็นสิบๆ ชาติ
“ตื่นสายโด่งขนาดนี้ ยังมีหน้ามาเดินหาของกินอยู่อีกเหรอ” เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นจากทางด้านหลัง สโรชาหันขวับไปมอง ก็พบหมอภาคษ์ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนดูสบาย นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารมุมห้อง เขามองเธอด้วยหางตา ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางอ่างล้างจาน “ไปจัดการกองนั้นให้สะอาดซะ หน้าที่แรกของคนรับใช้คนใหม่"
"นี่มันอะไรกันพี่ภาคษ์" สโรชาแผดเสียงลั่น ชี้มือไปยังกองจานที่สกปรกโสมม "จานพวกนี้มันมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้ เมื่อคืนตอนชาเดินเข้ามามันยังไม่มีเลย พี่จงใจไปขนจานชามทั้งบ้านมากองไว้เพื่อแกล้งชาไช่ไหม"
"แล้วไง" ภาคษ์เลิกคิ้ว ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "จานมันจะมาจากไหนมันก็เรื่องของฉัน แต่หน้าที่ของคนรับใช้อย่างเธอ คือล้างมันให้สะอาดทุกใบ ห้ามเหลือคราบมันแม้แต่นิดเดียว"
"ชาไม่ล้าง ชาทำไม่ได้" สโรชาปฏิเสธเสียงแข็ง เชิดหน้าขึ้นอย่างเอาแต่ใจ "ชาแพ้น้ำยาล้างจาน ผิวชาบอบบาง ถ้าชาล้างจานพวกนี้ มือชาจะต้องลอกแล้วก็ผื่นขึ้นเต็มไปหมดแน่ๆ พี่จะใจร้ายทรมานชาไปถึงไหน"
“ทรมานงั้นหรอ" ภาคษ์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างบาง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองใบหน้าสวยที่กำลังงอหงุ้มด้วยความสมเพช "ทีเมื่อก่อนตอนที่เธอสั่งให้พันทิวาล้างจานทั้งบ้าน ล้างรถ ล้างสระว่ายน้ำ จนมือของพันทิวาเปื่อยลอกเป็นแผลเหวอะหวะ เธอยังไม่เคยสนใจความเจ็บปวดของคนอื่นเลยนี่”
“…” สโรชาตวัดตามองด้วยความไม่พอใจ เขากำลังหาเรื่องเธอโดยการเอาเรื่องที่เธอเคยทำกับพันทิวามาอ้าง
“แล้วทีตอนนี้จะมาอ้างว่าผิวบอบบาง แพ้น้ำยาล้างจานงั้นเหรอ อย่ามาทำเป็นสำออยหน่อยเลย คุณหนูตกอับอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้อง หรือเลือกงานอะไรทั้งนั้น"
"แต่ชาแพ้จริงๆ นะ ชาไม่ทำ" สโรชายังคงดื้อดึง
"ก็เอาสิ! ถ้าเธอไม่ทำ ก็ไม่ต้องกินข้าว” ภาคษ์ยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนคนฟังชาวาบไปทั้งตัว เขาชี้หน้าเธออย่างไม่ปรานี “กฎของบ้านฉันคือ...ต้องทำงานแลกข้าว ถ้าเธอไม่ยอมล้างจานกองนี้ ก็เชิญเดินออกไปหน้าบ้าน แล้วไปแย่งอาหารหมาในชามของไอ้ด่างมันกินซะ เพราะคนไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรที่จะได้กินข้าวของคน"
"พี่ภาคษ์!!"
“จะล้างหรือจะไปกินข้าวหมา…ก็เลือกเอา!”
สโรชาเบิกตาโพลงด้วยความโกรธจัด น้ำตาแห่งความเจ็บใจรื้นขึ้นมาคลอเบ้า หญิงสาวกัดฟันกรอดจนริมฝีปากห้อเลือด สองมือเล็กกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ท้องก็ร้องประท้วงด้วยความหิวโหยจนแสบกระเพาะไปหมด
ท้ายที่สุดศักดิ์ศรีที่เคยค้ำคอก็พ่ายแพ้ให้กับความหิวโหยและสถานการณ์ที่ไร้ทางสู้
สโรชาตวัดสายตาวาวโรจน์มองหน้าผู้ชายใจร้าย ก่อนจะกระแทกส้นเท้าเดินปึงปังไปที่หน้าอ่างล้างจาน เปิดน้ำเสียงดังลั่น คว้าฟองน้ำที่ชุ่มไปด้วยน้ำยาล้างจานขึ้นมาขัดถูจานชามใบแรกด้วยความเกรี้ยวกราด ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าสารเคมีพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับผิวที่บอบบางของเธอจนแสบร้อนไปหมดก็ตาม
ภาคษ์ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว นัยน์ตาคมกริบจดจ้องแผ่นหลังบอบบางนั้นด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มเยาะเย้ยบนมุมปากกดลึกขึ้นเมื่อเห็นมือเรียวเล็กของอดีตคุณหนูเริ่มแดงเถือกจากการแพ้สารเคมี
"ขัดให้มันสะอาดๆ ล่ะสโรชา อย่าให้ฉันเห็นคราบมันหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นเธอต้องเริ่มล้างใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ใบแรก” ชายหนุ่มจงใจเอ่ยกลั่นแกล้งด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทจนสโรชาต้องหันขวับมาถลึงตาใส่
"ชาล้างสะอาดอยู่แล้วน่า ไม่ต้องมายืนคุมแจหรอก" เธอตวาดแหว มือก็ยังคงถูฟองน้ำไปมาอย่างกระแทกกระทั้น "สะใจพี่มากนักใช่ไหม ที่เห็นชาต้องมาทนทรมานแพ้น้ำยาล้างจานจนมือแดงไปหมดแบบนี้"
“ใช่ ฉันสะใจมาก" ภาคษ์ตอบกลับทันควัน ยักคิ้วให้อย่างกวนๆ “ฉันกำลังรอดูอยู่ ว่าคุณหนูที่วันๆ เอาแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่น แถมยังเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างเธอ จะทนสภาพขี้ข้าก้นครัวไปได้สักกี่น้ำ"
“ชาจะทนให้พี่ดู ชาไม่มีวันยอมแพ้ให้พี่มาหัวเราะเยาะหรอก คอยดูเถอะ"
สโรชาสะบัดหน้าหนี กัดฟันกรอดแล้วหันกลับไปสนใจกองจานภูเขาตรงหน้าต่อ แม้ความแสบร้อนจะเริ่มกัดกินผิวหนังบริเวณฝ่ามือ แต่ทิฐิที่ค้ำคอทำให้เธอเลือกที่จะทนดีกว่าต้องยอมแพ้ให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้
ทว่าในขณะที่เสียงบ่นขมุบขมิบของหญิงสาวดังคลอไปกับเสียงน้ำไหล รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของหมอภาคษ์กลับค่อยๆ เลือนหายไป แววตาที่เคยฉายความสะใจแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้น
…แล้วพันทิวาหายไปไหน?
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของภาคษ์ทุกครั้งที่นึกถึงลูกคนรับใช้ที่เขาแอบมีใจให้ พันทิวาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน พอสอบถามแม่บ้านคนสนิทต่างก็บอกว่าพันทิวาไปทำงานให้กิตติภพ ซึ่งเขาไม่เชื่อ ถ้าไปทำงานต่างจังหวัดจริงๆ ก็ต้องติดต่อมาบ้างสิ แต่นี่เล่นหายไปเลย
และผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจของเขาก็คือที่กำลังยืนล้างจานอยู่ตรงหน้านี้!
ภาคษ์หรี่ตาลง เพ่งมองแผ่นหลังของสโรชาด้วยแววตาเคลือบแคลงใจ ก่อนที่พันทิวาจะหายตัวไป สโรชาคือคนสุดท้ายที่อยู่กับพันทิวา
"เธอเก่งเรื่องทำลายชีวิตคนอื่นอยู่แล้วนี่ สโรชา” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของมัจจุราช มือหนาที่กอดอกอยู่กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเธอกับครอบครัวทำอะไรกับพันทิวา!”
——————-
