บทที่ 12 12 ถ้าเธอร้ายฉันต้องร้ายกว่า
12 ถ้าเธอร้ายฉันต้องร้ายกว่า
ในที่สุดจานชามใบสุดท้ายก็ถูกคว่ำลงบนชั้นวาง สโรชาถอนหายใจพรืด ก่อนจะหลังมือที่เปียกชุ่มปาดเหงื่อบนหน้าผาก ฝ่ามือของเธอแดงเถือกและเริ่มมีผื่นคันขึ้นเป็นปื้นจากการแพ้น้ำยาล้างจาน
หญิงสาวหมุนตัวกลับมาด้วยความเหนื่อยล้า หวังจะได้กินอาหารมื้อแรกประทังความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะจนปวดแสบ
กึก!!
จานกระเบื้องสีขาวถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะอาหารตรงหน้าเธอ
สโรชาก้มลงมองด้วยความหวัง แต่รอยยิ้มที่กำลังจะจุดขึ้นบนริมฝีปากกลับจางหายไปในพริบตา เมื่อสิ่งที่วางอยู่บนจานใบนั้นมีเพียงข้าวสวยเย็นชืดหนึ่งทัพพีกับไข่ต้มเปลือกแหว่งๆ อีกหนึ่งฟอง ไม่มีน้ำปลาพริก ไม่มีซอส หรือแม้แต่น้ำซุปสักถ้วย
"นี่มันอะไรกันพี่ภาคษ์!" สโรชาตวาดแหว เงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ฝั่งตรงข้าม "ข้าวเปล่ากับไข่ต้มเนี่ยนะ พี่จะให้ชากินแค่นี้จริงๆ เหรอ"
"ก็ทำไปแค่นั้น จะเอาอะไรมาก" ภาคษ์ตอบหน้าตาย ยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน "ฉันทำตามข้อตกลงแล้วไง ล้างจานแลกข้าว นี่ก็ข้าวไง หรือว่าเธอตาบอดมองไม่เห็น"
"แต่ชากินแค่นี้ไม่อิ่ม แล้วมันก็ฝืดคอด้วย พี่ใจร้ายเกินไปแล้วนะ"
"ถ้าอยากกินกับข้าวดีๆ มีหมู มีไก่" หมอหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แสยะยิ้มที่มุมปาก "ก็เดินไปหยิบไม้กวาดกับไม้ถูพื้น ไปจัดการทำความสะอาดบ้านหลังนี้ให้เงาวับทุกซอกทุกมุม อ้อ! แล้วก็ออกไปรดน้ำพรวนดินต้นไม้ในสวนให้หมดด้วยล่ะ”
"พี่ภาคษ์!"
"ยังไม่จบ..." ภาคษ์ยกนิ้วขึ้นปราม ดวงตาฉายแววกลั่นแกล้งอย่างเปิดเผย "หลังเสร็จจากงานในบ้าน ก็ไปล้างรถสปอร์ตให้ฉันด้วย ห้ามมีรอยฝุ่นแม้แต่นิดเดียว ถ้าทำเสร็จทั้งหมดนี่ คืนนี้ฉันอาจจะเมตตาให้เธอกินไข่เจียวเพิ่มอีกสักฟอง"
เส้นความอดทนของอดีตคุณหนูขาดผึง สโรชาปรี๊ดแตกขั้นสุด ร่างบางสั่นเทาไปด้วยความโกรธจัด เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ต้องการให้เธอทำงานแลกข้าวหรอก แต่เขากำลังหาทางกลั่นแกล้งและทรมานเธอให้จมดินต่างหาก
"พี่แกล้งชา! พี่จงใจหาเรื่องทรมานชาชัดๆ" สโรชาแผดเสียงลั่น น้ำตาแห่งความอัดอั้นรื้นขึ้นมาคลอเบ้า สองมือที่แดงเถือกกำเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความร้าวราน "ชาถามจริงๆ เถอะ พี่เกลียดชาขนาดนั้นเลยเหรอคะ เกลียดชามากเลยใช่ไหม ถึงได้อยากเห็นชาตายทั้งเป็นแบบนี้"
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของหมอภาคษ์จางหายไปทันที นัยน์ตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นมาในระดับที่ทำเอาอุณหภูมิในห้องครัวลดฮวบ
ชายหนุ่มจ้องหน้าผู้หญิงที่ยืนน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า ก่อนจะเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน จนบาดลึกถึงขั้วหัวใจคนฟัง
“ใช่ ฉันเกลียดเธอ” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็น ไร้ซึ่งความปรานี "เกลียดจนไม่อยากจะใช้อากาศหายใจร่วมกับผู้หญิงใจร้ายอย่างเธอด้วยซ้ำ"
เหมือนมีมีดนับพันเล่มกรีดลงกลางใจของสโรชา ก้อนสะอึกวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
ครืด...ครืด...
ยังไม่ทันที่สโรชาจะได้ตอบโต้อะไร โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของหมอภาคษ์ก็สั่นเตือนขึ้น ชายหนุ่มล้วงมันขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที
“ครับ หมอภาคษ์พูดครับ ว่าไงนะ! คนไข้ฉุกเฉินเสียเลือดมาก ได้ครับ ผมจะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ เตรียมห้องผ่าตัดไว้ได้เลย"
ภาคษ์กดวางสาย เขาสะบัดหน้าหันหลังให้สโรชาทันทีโดยไม่คิดจะชายตามองสภาพอันน่าสมเพชของเธออีกแม้แต่วินาทีเดียว
ร่างสูงก้าวเท้ายาวๆ เดินตึงตังออกจากห้องครัวไป ทิ้งให้คุณหนูตกอับยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตามลำพัง ดวงตาคู่สวยก้มลงมองข้าวสวยกับไข่ต้มด้วยสายตาละห้อย
“ชาไม่น่าหลงรักพี่เลย”
...ภาพในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด
สโรชาในวัย 12 ขวบ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบ้านของคุณหญิงอิงอร เพื่อนสมัยเรียนมัธยมของกิตติภพ
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่อง วิ่งเล่นซุกซนสำรวจถนนหน้าบ้านด้วยความตื่นเต้นตามประสาเด็กเห่อบ้านใหม่ โดยเด็กหญิงไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา
ปี๊นนนน!!
เสียงแตรรถยนต์ดังลั่นพร้อมกับเสียงเบรกกะทันหันเสียดแก้วหู รถเก๋งคันหนึ่งที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งตรงมายังร่างเล็กที่ยืนแข็งทื่ออยู่กลางถนน สโรชาในวัยเด็กเบิกตากว้างด้วยความตกใจกลัวสุดขีด แข้งขาพาลหมดแรงจนก้าวไม่ออก
"ระวัง!!"
ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตาย วงแขนแกร่งของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่เอวเล็กของเธอ แล้วออกแรงกระชากร่างของเด็กหญิงให้พ้นจากวิถีรถได้อย่างฉิวเฉียด
ร่างของสโรชาลอยหวือเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของคนช่วย จนล้มกลิ้งลงไปบนพื้นหญ้าข้างทางด้วยกัน
รถคันนั้นขับฉวัดเฉวียนผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะจอดดู เด็กหญิงสโรชานั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น ร้องไห้โฮด้วยความตกใจพร้อมกับเลือดสีสดที่ไหลซิบออกมาจากหัวเข่าและข้อศอกที่ถลอกปอกเปิกจากการล้มกระแทก
‘เจ็บตรงไหนมั้ย พี่ขอโทษนะที่ดึงแรงไปหน่อย แต่เมื่อกี้มันฉุกเฉินจริงๆ’
น้ำเสียงทุ้มที่แสนอ่อนโยนดังขึ้นอยู่ใกล้ๆ ทำให้เด็กหญิงค่อยๆ หยุดร้องไห้ เธอเงยหน้าขึ้นมองฝ่าม่านน้ำตา และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้สบตากับผู้ชายที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
ร่างสูงโปร่งของรุ่นพี่คนหนึ่งในชุดนักศึกษาชายแขนยาวสีขาวสะอาดตา กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ มือหนาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วค่อยๆ ซับรอยเลือดที่หัวเข่าให้เธออย่างเบามือที่สุด
แววตาของเขาในตอนนั้นทอประกายอบอุ่นและอ่อนโยนเสียจนทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กหญิงเต้นผิดจังหวะ
‘วันหลังอย่ามาวิ่งเล่นกลางถนนแบบนี้อีกนะ รู้ไหมมันอันตราย’ ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ บนมุมปาก ฝ่ามืออุ่นเอื้อมมาลูบกลุ่มผมของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู ‘ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ เราเป็นผู้หญิง มีแผลเป็นแล้วจะไม่สวยนะรู้ไหม’
รอยยิ้มละมุนและสัมผัสที่แสนอบอุ่นนั้น เปรียบเสมือนเวทมนตร์ที่สะกดให้สโรชาไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย เด็กหญิงมองรอยยิ้มนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนที่ดวงตากลมโตจะหลุบต่ำลงไปสะดุดเข้ากับป้ายชื่อที่ติดอยู่บนอกเสื้อด้านขวาของเขา
'นักศึกษาแพทย์ ภาคษ์ วรเมธากุล'
ชื่อของเขาถูกสลักลึกลงไปในหัวใจของสโรชาตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณหนูสโรชาตกหลุมรักพี่ชายข้างบ้านอย่างหมดหัวใจ เธอเฝ้ามองเขามาตลอดสิบกว่าปี ไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนไปเย็นชาแค่ไหน เธอก็ยังคงรักผู้ชายที่ชื่อว่าภาคษ์อยู่ดี
...รักทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันได้หัวใจของเขามาครอง
———————
